ข่าว

'ป๋า-ปู'ยิ้มร่าตลอดงาน'รักเมืองไทย'

'ป๋า-ปู'ยิ้มร่าตลอดงาน'รักเมืองไทย'

10 ก.พ. 2555

งาน "รักเมืองไทย เดินหน้าประเทศไทย" ขอบคุณร่วมแก้น้ำท่วมชื่นมื่น "ป๋าปรม-ยิ่งลักษณ์" ยิ้มร่าตลอดงาน ด้าน "ณัฐวุฒิ" โจทย์เก่าป๋าดอดหลบชิงหนีกลับก่อนงานเลิก อ้างไปงานแต่งลูก "วิภูแถลง"

              10ก.พ.2555 การจัดงาน "รักเมืองไทย เดินหน้าประเทศไทย" โดยรัฐบาลที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมมือร่วมใจช่วยเหลือกันในช่วงมหาอุทกภัยที่ผ่านมา โดยมีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองค์มนตรีและรัฐบุรุษ เป็นประธาน ได้เริ่มขึ้นเวลา 17.00 น. ทั้งนี้งานเริ่มคึกคักตั้งแต่การซ้อมการแสดงของวงดุริยางค์ไทยแลนด์ฟิวฮาร์โมนิคขึ้นบรรเลงในงาน ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.)  4 กองร้อย ตั้งแต่ช่วงเช้า

               ทั้งนี้รัฐบาลยังได้เชิญแขกมาร่วมงานกว่า 500 คนจากหลากหลายวงการอาทิ องคมนตรี คณะรัฐมนตรี ทูตานุทูต ผู้บัญชาการเหล่าทัพ หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน นักธุรกิจ และภาคประชาชน  ทั้งนี้งานได้เริ่มขึ้นเวลา 17.15 น. โดยมีการถ่ายทอดสดพร้อมกัน 2 ช่องทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 และช่อง 9 อสมท.

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 17.50 น. พล.อ.เปรม ได้เดินทางถึงทำเนียบรัฐบาล โดยที่รถของพล.อ.เปรมขึ้นไปจอดเทียบด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งพล.อ.เปรมสวมชุดผ้าไหมพระราชทานสีเทาเข้ม โดยที่มีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่สวมเสื้อผ้าไหมสีชมพูอ่อนออกมาต้อนรับพร้อมกับนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่มาในเสื้อผ้าไหมสีส้มอ่อนๆ

               ทันทีที่พล.อ.เปรมลงจากรถนายกรัฐมนตรีก็ได้ยกมือสวัสดี ซึ่งพล.อ.เปรมก็ได้ยิ้มรับไหว้ และทั้งหมดก็เดินขึ้นไปยังตึกไทยคู่ฟ้า และเดินไปยังทางเชื่อมระหว่างตึกไทยคู่ฟ้าและตึกสันติไมตรีเพื่อเดินเข้าไปในงาน ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และระหว่างที่เดินนายกรัฐมนตรีก็ได้พูดคุยกับพล.อ.เปรม ด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม

               โดยกิจกรรมแรกที่นายกรัฐมนตรี พล.อ.เปรม และแขกทุกคนในงานได้ชมร่วมกันคือการแสดงดนตรีจากวงออร์เคสตร้าจากเยาวชนจากจังหวัดยะลา จากนั้น พล.อ.เปรมได้มอบช่อดอกไม้ให้ผู้ควบคุมวงดนตรี และจากนั้นก็เดินออกมาที่เวทีใหญ่สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้าที่เป็นการนำวงออร์เคสตร้าของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดลและวงของสี่เหล่าทัพมาบรรเลงร่วมกัน ทั้งนี้ในระหว่างที่พล.อ.เปรมเดินมาพร้อมกับนายกฯนั้นก็ยังคงมีสีหน้ายิ้มแย้ม และเมื่อมานั่งเก้าอี้ด้านหน้าคู่กัน มีช่วงหนึ่งนายกรัฐมนตรีที่นั่งฝั่งซ้ายของพล.อ.เปรมได้หันมาคุยอะไรบางอย่างกับพล.อ.เปรม จนทำให้พล.อ.เปรมยิ้มโดยที่กล้องถ่ายทอดสดก็สามารถจับภาพนี้ทันพอดีด้วย

               ต่อจากนั้นเป็นการเปิดวีทีอาร์ของนายสุกรี เจริญสุขสุกรี คณบดีวิทยาลัยดุริยงคศิลป์ ที่มาควบคุมการแสดงได้ อธิบายถึงเหตุผลในการเลือกใช้ดนตรีมาบรรเลงในงานนี้ว่า มีผู้ใหญ่มาถามตนว่าอยากจะให้นำวงดนตรีมาเล่นที่ลานพระบรมรูปทรงม้าหรือไม่ ซึ่งตนบอกว่าที่นั่นไม่เหมาะกับการฟังเพลง และมีคนบอกว่าไปสนามหลวงตนก็บอกว่าเวิ้งว้าง และถามอีกว่าสนใจไหมที่จะเล่นที่ทำเนียบฯที่มีตึกไทยคู่ฟ้าสวยมาก ทั้งนี้ไม่เคยใช้ความงามของสถาปัตยกรรมของที่นั่นเลย ดังนั้น จึงนำเพลงที่เกี่ยวกับความงามของประเทศ การรักชาติความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว นำวงสองวงมาตั้งหน้าทำเนียบฯก็สวยมาก และความโพล้เพล้ในการเชื่อมโยงจิตใจคนที่เป็นคนของแผ่นดินถ้าออกไปสู่ใจคนทั้งประเทศซึ่งความไพเราะไม่ต้องอธิบาย

               “ประเทศเราไม่เคยใช้เสียงดนตรีในกล่อมเกลาใจคน เราใช้แต่ทางธุรกิจ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ในการปกครองนำพาประเทศ เราไม่เคยใช้วิถีวามงามศิลปะในการนำประเทศเลย คิดว่ามิตินี้เป็นมิติที่งดงาม ถ้าออกข่าวต่างประเทศดูปั๊บว่าประเทศไทยเจริญนะ” นายสุกรี กล่าว

               นายสุกรี กล่าวอีกว่า การนำบทเพลงของพล.อ.เปรม ของหลวงวิจิตรวาทการ มาบรรเลง ซึ่งเพลงเหล่านี้งามทั้งนั้น ที่เอาเพลงที่เป็นรากเหง้ามาเล่นแล้วถ่ายทอดผ่านหน้าทำเนียบฯ ตึกไทยคู่ฟ้าเป็นความงามที่หาดูได้ยาก ผู้ใหญ่ทั้งสองคนก็ตกลง ตนก็ดีใจมาก อย่างน้อยที่เป็นนักดนตรีที่ได้ทำสิ่งที่คิดว่าเป็นคุณูปการสู่ประเทศ

               “ส่วนผู้ฟังรู้สึกอย่างไร อิ่มอกอิ่มใจน้ำตาคลอดนตรีได้ทำหน้าที่แล้ว หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นอยู่กับคนไทย แต่เพลงได้ฝังในหัวใจคนเรียบร้อยแล้ว” นายสุกรี กล่าว

               จากนั้นน.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ขึ้นเวทีกล่าวขอบคุณพล.อ.เปรมและแขกทุกคนที่สละเวลามาร่วมงานที่รัฐบาลจัดงานครั้งนี้ว่า ทั้งนี้ตั้งแต่ช่วงกลางปีต่อเนื่องมาจนถึงปลายปีที่แล้วประเทศไทยต้องเผชิญภาวะภัยธรรมชาติร้ายแรงที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนมาในประเทศไทยและประวัติศาสตร์ไทยที่กระทบวงกว้างครอบคลุมหลายจังหวัดสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนมูลค่าหลายแสนล้าน ทั้งกายภาพและสภาวะทางจิตใจ ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความทุกข์ร่วมกันของคนไทย ในสภาวะวิกฤติความตึงเครียดเราได้แสดงความกล้าหาญอดทนกับการไหลของน้ำและเรารักษาชีวิตบ้านและทรัพย์สิน

               สิ่งที่น่าภาคภูมิใจคือความร่วมมือของคนไทย บริษัทห้างร้าน พลเรือนทหารและตำรวจ ทั้งระดับชาติและท้องถิ่น มิตรประเทศ พลังในความหมายของคำว่าสามัคคีที่ทำให้เราฟันฝ่าวิกฤติไปได้ ที่พูดกันว่าคนไทยไม่เคยทิ้งกันประจักษ์ต่อสายตาชาวโลกแล้ว ในนามรัฐบาลของคุณคนไทยทุกคนเจ้าหน้าที่ที่รัฐเอกชน องค์กรการกุศล ผู้มีจิตอาสา และเพื่อนจากต่างประเทศ นักท่องเที่ยวเราพิสูจน์แล้วความพร้อมเพรียงร่วมแรงร่วมใจความมีน้ำใจไมตรีเป็นพลังที่เป็นกำลงใจให้คนไทยทั้งประเทศทำให้มั่นใจว่าพยันอันตรายใดจะเกิดขึ้นแผ่นดินของเราจะก้าวเดินอย่างมั่นคงเพื่อลูกหลานของเราทุกคน

               “เรายังมีภารกิจฟื้นฟูยังไม่เสร็จสิ้น คนทุกหมู่เหล่าเป็นคนสำคัญที่ขอขอบคุณทุกท่าน ขอความร่วมมือในการสร้างสามัคคีในการรวมพลังขับเคลื่อนองคาพยพในการฟันฝ่าอุปสรรคและฟื้นฟูประเทศในการดำเนินการแผนงานตามแนวทาง การบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริให้คนกลับสู่วิกฤติที่ปกติ สร้างความมั่นใจให้นักลงทุนให้คลายความกังวลกับภัยภิบัติที่อาจมาเยือนในภายภาคหนาอย่างมั่นใจ ด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ ทำให้เราอยู่รอดปลอดภัยมาได้ การมาอยู่ในวันนี้ไม่ใช่มาพบกันเพื่องานเลี้ยงฉลองชัย แต่เป็นการกล่าวขอบคุณอย่างเป็นทางการบทเรียนที่เราฟันฝ่าด้วยกัน ขอเป็นกำลังใจและสร้างความมั่นใจด้วยกัน เป็นคำสัญญาว่าเราจะฟื้นฟูเยียวยาดูแลประชาชนที่ยังทุกข์ยาก นี่เป็นการยืนยันชัดเจนว่าบนพื้นฐานสามัคคีปรองดองของคนไทยเราจะทำทุกวิถีทางในการทำให้ประเทศก้าวหน้าจนสุดกำลังความสามารถทำให้ประเทศยืนยงและมั่นคง ถวายเป็นพระราชกุศล ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทำให้คนไทยอยู่อย่างสงบสันติภายใต้พระมหาษัตริย์ของปวงชนชาวไทย ขอบคุณค่ะ” นายกฯ กล่าว
 
               และในเวลา 19.30 น. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางมาร่วมงานดังกล่าวนี้ด้วย ได้ลุกจากเก้าอี้เพื่อออกจากงาน ทั้งที่งานยังไม่เลิก 
 
               นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนจะต้องเดินทางไปงานแต่งลูกของนายวิภูแถลง พัฒนภูไท ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย เมื่อถามบรรยายการจัดงานเป็นไงบ้าง นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า บรรยายกาศดี สบายดี เมื่อถามว่า มีความรู้สึกอย่างไรที่วันหนึ่งได้เคยไปที่หน้าบ้านพล.อ.เปรมแต่มาวันนี้ต้องมานั่งอยู่ในงานร่วมกัน นายณัฐวุฒิ ไม่ยอมตอบคำถาม แต่กลับยิ้มให้กลุ่มผู้สื่อข่าว 

 

ฝ่าม็อบคนไทยรักชาติประท้วงก่อนเริ่มงาน             

               อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. มีกลุ่มแนวร่วมคนไทยรักชาติรักษาแผ่นดิน (คนไทยรักชาติ) ประมาณ 100 คน นำโดยนายชัยวัฒน์ สินสุวงศ์ ได้ชุมนุมอยู่ที่บริเวณแยกมิกสกวัน ซึ่งพล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้นำกำลังตำรวจชุดควบคุมฝูงชนจำนวน 1 กองร้อยมาดูแลความเรียบร้อย ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ต้องปิดการจราจรบนถนนพิษณุโลก ตั้งแต่แยกมิกสวัน-สะพานชมัยมรุเชษฐ และนำรถลาก รถขังผู้ต้องหา  4 คัน มาจอดเพื่อกันการบุกเข้าพื้นที่ทำเนียบฯ

              ทั้งนี้ เมื่อเวลา 18.00 น. ม็อบดังกล่าวได้ยุติลงและแยกย้ายกลับที่พัก โดยก่อนหน้านั้นแกนนำผู้ชุมนุมได้ปราศรัยบนรถ 6 ล้อที่ดัดแปลงเป็นเวทีปราศรัยชั่วคราว ระบุว่า กรณีที่รัฐบาลจัดงานโดยเงินจำนวน 10 ล้านบาทนั้น ถือว่าเป็นการนำเงินภาษีของประชาชนมาทำสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์กับประชาชน ขอให้ยุติและกลับไปช่วยประชาชนที่ถูกน้ำท่วม รวมถึงเร่งรัดการจ่ายเงินเยียวยาให้ทั่วถึงจะดีกว่า  นอกจากนี้ได้มีการขึ้นป้ายระบุขอให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ กลับบ้าน อย่ามาร่วมงานดังกล่าวของรัฐบาลเลย