
ผู้นำอาเซียนขน รปภ.มาเอง
คงไม่ใช่เรื่อง แปลก ที่หน่วยงานด้านความมั่นคง กระตือรือร้นเป็นพิเศษ ในการเตรียมการดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้นำอาเซียน ที่จะเดินทางมาประชุมสุดยอดอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ระหว่างวันที่ 13-14 มิถุนายน 2552 ที่โรงแรม ฮิลตัน อาคาเดีย จ.ภูเก็ต
การ “เลือก” สถานที่การประชุมไกลถึง จ.ภูเก็ต ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ “ซ้ำรอย” อย่างที่การประชุมครั้งที่ผ่านมา ที่จัดขึ้นที่โรงแรม รอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา จ.ชลบุรี
เหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างความ “อับอาย” ให้แก่ประเทศชาติเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้นำประเทศ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ กลุ่มคนเสื้อแดง ที่ยกทัพมาป่วนการประชุม
เหตุการณ์ “วันนั้น” ทำให้หน่วยงานด้านความมั่นคง ไล่ตั้งแต่ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ถูกตำหนิจากนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะที่รับผิดชอบงานโดยตรง ต้องมาทบทวนกันใหม่
มาตรการ “หละหลวม” ในการดูแลรักษาความปลอดภัยถือเป็น “บทเรียนราคาแพง" ที่ประเทศ ถูกยัดเยียดให้เป็นคนจ่าย
ครั้งนี้ หน่วยงานด้านความมั่นคงจึง “ยอมไม่ได้” ที่จะให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยขึ้นเป็นครั้งที่ 2
การประกาศใช้พระราชบัญญัติความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (พ.ร.บ.ด้านความมั่นคง) ที่ “รัฐบาล-กองทัพ-ตำรวจ” เห็นพ้องต้องกันที่นำมาเป็น “เครื่องมือ” ในการดูแลรักษาความปลอดภัย และความสงบเรียบร้อยในการประชุมสุดยอดอาเซียน นั่นแสดงให้เห็นว่าหนนี้เอาจริง
โดยจะประกาศใช้ล่วงหน้าก่อนการประชุมสุดยอดอาเซียนประมาณ 10 วัน และจะครอบคลุมพื้นที่ จากจุดสถานที่จัดการประชุม 5-7 กิโลเมตร พร้อมกับมีการตั้ง “วอร์รูม” หรือ กองรักษาการณ์ความปลอดภัยในการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
งานนี้ พล.อ.ประวิตร จะทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการกองรักษาการณ์ความปลอดภัย และมีปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.ทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นรองผู้อำนวยการ
มีการ “แบ่งโซน” ในการดูแลความเรียบร้อย กองทัพบกจะรับผิดชอบในพื้นที่ทางบกตามเส้นทางที่มุ่งหน้าสู่สถานที่ประชุม โดยจัดกำลังจาก 3 กองพล ให้กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.) โดยมี พล.ต.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผบ.พล.1 รอ. ดูแลในพื้นที่โซนชั้นใน
กองพลทหารราบที่ 9 (พล.ร.9) จ.กาญจนบุรี มี พล.ต.อุดมเดช สีตะบุตร ผบ.พล.ร.9 นำกำลังดูแลในพื้นที่โซนชั้นกลาง และกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) จ.ปราจีนบุรี มี พล.ต.วลิต โรจนภักดี ผบ.พล.ร.2 รอ. รับผิดชอบในพื้นที่โซนชั้นนอก
โดยมีกำลังจากกองทัพภาคที่ 4 ที่ พล.ท.พิเชษฐ์ วิสัยจร แม่ทัพภาคที่ 4 นำกำลังมาสนับสนุนบางส่วน เนื่องจากภารกิจหลักในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือว่า “หนักหนา” ในช่วงนี้ เพราะหากนำกำลังมาเยอะเกรงว่าจะเป็น “ช่องโหว่” ให้แก่กลุ่มก่อความไม่สงบ
กองทัพเรือ จะรับผิดชอบในพื้นที่ทางน้ำด้านฝั่งทะเลอันดามัน โดย พล.ร.อ.กำธร ได้มอบหมายให้ พล.ร.ท.ณรงค์ เทศวิศาล ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 (ทร.3) เป็นผู้ควบคุมนำกำลัง “เรือรบ-เรือหลวง” ประจำตามจุดต่างๆ กว่า 10 จุด ตลอด 24 ชั่วโมง
กองทัพอากาศ จะรับผิดชอบในพื้นที่ทางอากาศ รวมถึงท่าอากาศยานภูเก็ต พล.อ.อ.อิทธพร มอบหมายให้ พล.อ.ท.พีระพัฒน์ หลาบเลิศบุญ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการอากาศโยธิน (อย.) จัดกำลังทั้งจากสารวัตรทหารอากาศ (สห.) และหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ชนิดเต็มอัตราศึกลงพื้นที่ดูแลความปลอดภัยตลอดการประชุม
สำหรับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จะทำหน้าที่ในการอารักขา “ผู้นำประเทศอาเซียน” และสนับสนุนกำลังร่วมกับเหล่าทัพตามจุดต่างๆ โดยมี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้บังคับบัญชากำลังในพื้นที่
เรื่องรักษาความปลอดภัยนี้ "ผู้นำอาเซียน" ทั้ง 15 ชาติ ได้ร้องขอแผนการักษาความปลอดภัยด้วย รวมทั้งขอพูดคุยซักซ้อมแผนการรักษาความปลอดภัยก่อนล่วงหน้า
ที่สำคัญ แต่ละชาติได้ขอส่งชุดรักษาความปลอดภัยของตน ร่วมทำงานกับทีมการรักษาความปลอดภัยของไทย ในคำร้องขอนั้นได้มีการขอติดอาวุธมาเองด้วย ซึ่งทางการไทยก็เข้าใจและอนุญาต ยกเว้นเรื่องอาวุธที่ยังมีข้อจำกัดอยู่
ทีมข่าวความมั่นคง



