
ประชานิยมทุกตารางนิ้ว
ประชานิยมทุกตารางนิ้ว : ต่อปากต่อคำ โดย ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์
ช่วงนี้คำว่า “ทุกตารางนิ้ว” ถูกนำมาใช้ทั้งในการให้คำยืนยันถึงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการสะท้อนความหลังในอดีตของคนในมหาวิทยาลัยมีชื่อแห่งหนึ่งของประเทศ ผมเองในฐานะเป็นทั้งศิษย์เก่าและคนที่เฝ้าดูเรื่องราวการถกเถียงเกี่ยวกับมาตรา 112 มายาวนานและค่อนข้าง “อิ่มตัว” เพราะทั้งเขียนวิจารณ์และได้ไปเป็นองค์ปาฐกในหัวข้อเรื่องดังกล่าวในหลายสถาบัน
วันนี้จึงอยากพักเรื่องราวของมาตรา 112 ไว้เพื่อรอดูท่าทีของฝ่ายเคลื่อนไหวรณรงค์ว่าจะทำอะไรต่อไปท่ามกลางเสียงคัดค้านห้ามปรามของผู้คนหลายฝักฝ่าย โดยส่วนตัวได้แสดงทัศนะชัดเจนว่า “มาตรา 112 มิใช่ต้นเหตุของปัญหา” ปัญหาขณะนี้อยู่ที่รัฐบาลเอง “ไม่ควรตามใจ” หรือคิดนึกแต่ประชานิยมตอบสนองทุกความต้องการอย่างไร้เหตุผลอันสมควร ไม่ใช่ว่าสัญญาว่าจะแก้อะไรให้อะไรต้องเข้ามาดูต้องทำทุกเรื่อง ซึ่งผมชอบท่าทีของทางรัฐสภาต่อเรื่องดังกล่าวที่ทางโฆษกได้ออกมาพูดชัดเจนว่า เรื่องนี้ถึงจะล่ารายชื่อมาเป็นหมื่นชื่อทางรัฐบาลและฝ่ายค้านก็จะไม่บรรจุญัตติเข้าหารือด้วยเป็นเรื่องที่สร้างความขัดแย้งทางสังคม
ดีมากครับสำหรับความตรงไปตรงมาและกล้าประกาศเป็น “สัญญาประชาคม” ได้ขนาดนี้ แต่ประชานิยม “ทุกตารางนิ้ว” ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ยังคงเดินหน้าต่อไปในหลายเรื่องที่สร้างความน่าห่วงใยและบางเรื่องถ้า “ติดเบรกได้” หรือเพลาๆ การขับเคลื่อนให้อยู่ในกรอบที่สร้างสรรค์ตอบคำถามคาใจของสังคมได้คงดีไม่น้อย
เรื่องหนึ่งที่ยังอยู่ในกระแสของความสนใจและมีคนพูดถึงอย่างต่อเนื่อง คือ การโยกหนี้สาธารณะประมาณ 4 แสนกว่าล้านบาทให้ไปอยู่ในความดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย คนที่ไม่รู้ไม่เข้าใจที่มาที่ไปหากฟังรัฐบาลชี้แจงก็คงไม่มีคำถามอะไร แต่คนที่รู้เท่าทันหรือใช้คำให้บางๆ ลงมา คือ มองเห็นปัญหาในอนาคตก็อาจพูดในทางร้ายๆ ว่า รัฐบาลกำลังมีการตกแต่งบัญชีอะไรหรือไม่ เพราะเรื่องนี้หากคนไม่ติดตามมาแต่ต้นก็อาจไม่ทราบว่า เงิน 4 แสนกว่าล้านบาทที่เป็นหนี้สาธารณะนี้ คือ เงินที่ใช้ในการต่อสู้กับการโจมตีค่าเงินบาทเมื่อหลายปีก่อนที่ทำให้ประเทศเกือบอยู่ในสภาพคล้ายๆ กับกรีซ หรืออาร์เจนตินาในอดีต พวกเราที่เป็นนักวิชาการที่พอจะเข้าใจปัญหาถึงจะไม่ใช่ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงินการคลังก็มีความกังวลว่าการเปิดช่องให้มีการโยกหนี้ให้หายไปจากบัญชีหนี้สาธารณะจะทำให้รัฐบาล “มือเติบ” เพราะหลายๆ “ประชานิยม” ต่อแต่นี้ไป ทั้งเรื่องการสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน สร้างถนน ขุดลอกคลอง สร้างฝายสร้างเขื่อน เพื่อรับมือกับ “มหาอุทกภัย” ครั้งต่อไป ต้องใช้เงินอีกหลายแสนล้านบาท ซึ่งการทำให้ประเทศ “ดูดีมีเครดิต” จะเป็นผลให้ต่างชาติเอื้อเฟื้อเราได้ง่ายต่อการให้หยิบยืมหรือให้กู้เงินมาใช้จ่าย แต่ในที่สุดหนี้สินจะอยู่กับประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกันไม่ว่าจะรัฐบาลชุดนี้หรือชุดไหนๆ
ยิ่งกว่านั้น “ประชานิยม” ยังลามปามไปถึงการนำเงินมาใช้จ่ายในการ “เยียวยา” ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมือง ที่เรากำลังแก้ปัญหาด้วยการทำให้ปัญหาสลับซับซ้อน เข้าตำรา “ยิ่งเกา ยิ่งคัน” หนักข้อขึ้นไป เพราะการเยียวยาด้วยเงินจำนวนมหาศาลเท่าใดหาใช่ “คำตอบสุดท้าย” ของการยุติความไม่สงบในสามจังหวัดภาคใต้ หรือเป็นยาวิเศษที่สามารถระงับความขัดแย้งทางการเมืองที่แบ่งออกเป็นฝักฝ่ายสีเสื้อต่างๆ ได้ สิ่งที่ผู้ได้รับผลกระทบมีความต้องการอย่างยิ่ง คือ “ความเป็นธรรมทางสังคม (social justice)” ได้แก่ โอกาสที่เท่าเทียมและเสมอภาคกัน รวมทั้งการได้รับ “ความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม (fair and just procedure)”
จึงไม่อยากให้รัฐบาลเดินหน้าไปแบบหลงทิศทางพากันเข้ารกเข้าพงขยายผลให้เรื่องราวบานปลายออกไป เกิดการเสพติดประชานิยมกระทั่งอาจยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อเงินเพียงหยิบมือเท่านั้น เราคิดว่า “ประชานิยมไม่จำเป็นต้องทุกตารางนิ้ว” แต่เรายอมรับประชานิยมได้ทุกเรื่องถ้าไม่ผิดเพี้ยนเลี่ยงบาลี



