ข่าว

น้ำท่วมอยุธยา'ยงยุทธ'รับระบายน้ำพลาด

น้ำท่วมอยุธยา'ยงยุทธ'รับระบายน้ำพลาด

09 ก.พ. 2555

ผอ.เขื่อนภูมิพลยันพร่องน้ำไม่เกี่ยวน้ำท่วมอยุธยา "ยงยุทธ"สารภาพ "กฟผ.-กรมชล-มท."ระบายน้ำพลาด อดีตปธ.ผันน้ำภาคตะวันออกลงทะเลศปภ.เตรียมนำสื่อลงสำรวจแหล่งน้ำ-พื้นที่รับน้ำ เจ้าพระยาตอนบนและล่าง 12-14 ก.พ.

              9ก.พ.2555 นายณรงค์ ไทยประยูร ผู้อำนวยการเขื่อนภูมิพล อ.สามเงา จ.ตาก กล่าวถึงกรณีน้ำท่วมที่ อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยาว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเขื่อนภูมิพลโดยตรง เพราะเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ จะเกี่ยวข้องกับพื้นที่จ.กำแพงเพชรไปจนถึงจ.นครสวรรค์ ต้องใช้ระยะเวลา 7 วัน ในแต่ละพื้นที่ที่น้ำจะถึงกัน ซึ่งน้ำได้ผ่านพื้นใดพื้นที่นั้นก็ต้องใช้น้ำและน้ำยังไปสู่ลำห้วยต่างๆ ขณะที่แม่น้ำยมมีน้ำ แม่น้ำน่านไม่มีน้ำในลำห้วย ส่วนกรณีทางเขื่อนเจ้าพระยาต้องรับน้ำและบริหารจัดการเอง ซึ่งมีหลายพื้นที่ต้องนำน้ำไปใช้ รวมไปถึงด้านจ.สุพรรณบุรีด้วย สำหรับน้ำที่ท่วมขังพื้นที่อ.เสนานั้นคงเป็นระยะสั้นจากการที่ฝนตกลงมาบางส่วนด้วย  
 
              "เจ้าหน้าที่เขื่อนภูมิพลชี้แจงกรณีการพร่องน้ำของเขื่อนภูมิพลเพื่อเตรียมการรับฝนใหม่นั้น จริงๆแล้วเป็นการพร่องน้ำโดยวิธีการผลิตกระแสไฟฟ้าที่ต้องดำเนินการตามแผนอยู่แล้ว โดยผ่านเครื่องกำเนิดไฟฟ้า จำนวน 8 เครื่องเต็มอัตรา คิดเฉลี่ยเป็นน้ำที่ระบายออกจากเขื่อน ประมาณวันละ 62 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน จากเดิม 60 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ขณะเดียวกันน้ำที่ระบายออกก็เป็นไปตามความต้องการของกรมชลประทาน"  ผู้อำนวยการเขื่อนภูมิพล กล่าว


"ยงยุทธ"รับ"กฟผ.-กรมชล-มท."ระบายน้ำพลาด

                 ที่กระทรวงมหาดไทย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวว่า  เกิดจากการพร่องน้ำที่อ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนภูมิพลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) รวมถึงการปล่อยน้ำของเขื่อนเจ้าพระยา ที่ จ.ชัยนาท ของกรมชลประทานก็ปล่อยน้ำต่อ ซึ่งควรปล่อยให้เป็นจังหวะ แล้วกักไว้เป็นช่วงๆ แต่กลับปล่อยเป็นจำนวนมากในครั้งเดียว ทำให้เกิดน้ำท่วมในบางจุด โดยเฉพาะ อ.ผักไห่ และอ.เสนา ที่น้ำท่วมก็เกิดจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ราบ ทำให้น้ำเกิดล้นตลิ่งขึ้นมา ในวันที่ 10 ก.พ.ระดับน้ำน่าจะลดลงตามปกติ

                 อย่างไรก็ตามไม่ใช่เรื่องที่จะต้องแตกตื่นน้ำจะท่วมขึ้นอีกครั้งหรือไม่ เพราะปัญหาทั้งหมดเกิดจากการระบายน้ำจากเขื่อนและจากพนังกั้นน้ำ รวมถึงเกิดจากชายฝั่ง และคูคลองที่ต้องขุดลอกเพิ่มเติม ดังนั้นเวลานี้ทุกฝ่ายควรเร่งขุดลอกคลอง และพร่องน้ำเพื่อเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่แล้ว

                 “ท่านนายกฯได้ตำหนิไปอย่างรุนแรงตั้งแต่เมื่อวานเย็น โดยกฟผ. กรมชลประทาน และกระทรวงมหาดไทย ก็โดนไปเต็มๆ รอบหนึ่ง ซึ่งในการลงตรวจพื้นที่วันที่ 13-17 ก.พ.จะลงไปจี้ในเรื่องนี้ทั้งหมดตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมถึงต้องควบคุมการระบาย.ว่า จะต้องระบายเท่าไร น้ำเดิมที่มีในลำคลองจะมีเท่าไร และเขื่อนควรจะเก็บไว้เท่าไร ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหลักวิชาการ หลังจากนี้ หากเขื่อนปล่อยน้ำก็ต้องประสานกรมชลประทาน กรมชลประทานก็ต้องประสานจังหวัด จังหวัดก็ต้องประสานงานไปยังประชาชนต่อไป” นายยงยุทธ กล่าวและว่า

                 "ในส่วนการประสานงานจุดเดียวไว้ที่คณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) วันนี้อาจจะยังไม่สมบูรณ์ เพราะต้องรอออกระเบียบอย่างเป็นทางการ แต่ขณะนี้ต้องรอออกระเบียบก่อน ทั้งหมดต้องประสานกันทุกฝ่าย และนายกฯก็กำชับแล้วอย่าให้เกิดแบบนี้อีก" นายยงยุทธ กล่าว

 

กระแสตื่นน้ำท่วมทำให้ร้านจำหน่ายเรือมีรายได้ดี

             นางรุ่งทิพย์ ทองศรี เจ้าของร้านขายเรือที่ทำจากไฟเบอร์กลาส ใน อ.พระนครศรีอยุธยา  จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า  การตื่นกลัวน้ำท่วมหลังจากที่เกิดภาวะน้ำล้นตลิ่ง   ทำให้ทางร้านสามารถทำยอดขายเรือพายได้เฉลี่ยวันละ 6 ลำ   โดยเฉพาะเรือขนาด 2-3 คน  ขนาดความยาว 7 ฟุต ราคาลำละ 5,500 บาท  และต้องมีการสั่งออร์เดอร์จากโรงงานเพิ่มขึ้น  าทิตย์ ซึ่งทางร้านจะขายให้อาทิตย์เว้นอาทิตย์ เนื่องจากผลิตไม่ทัน และเมื่อหมดสต๊อกนี้ ก็อาจจะขึ้นราคาไปจากเดิม คือ 6,00 - 6,500 บาท / ลำ

             นางปราณี แก้วสุข อายุ 45 ปี  ภูมิลำเนา อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา  อาชีพค้าขาย เปิดเผยว่า  ตนเองและครอบครัวก็ประสบปัญหาบ้านถูกน้ำท่วมทั้งหลัง และที่เดือดร้อนมากที่สุดคือการเดินทางออกจากบ้าน จึงจำเป็นต้องหาเรือเอาไว้ใช้ ซึ่งได้ซื้อไปก่อนหน้านี้แล้ว 1 ลำ แต่เห็นว่ามีเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม  จะซื้อเรือสำรองไว้อีก1 ลำ


สรุปน้ำท่วมเขตเสนารวม 6 ตำบล

             ที่เทศบาลตำบลหัวเวียง อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา  นายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  นำคณะลงพื้นที่เพื่อหารือผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และตัวแทนชาวบ้านโดยมีนางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และตัวแทนชลประทานจังหวัด เข้าประชุม โดยมีการสรุปบ้านเรือนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการเอ่อล้นของน้ำล้นตลิ่ง ซึ่งพบว่าในพื้นที่ อ.เสนา มี 6 ตำบล จำนวน 250 หลังคาเรือน ได้แก่  ต.บ้านกระทุ่ม  ต.บ้านโพธ์  ต.หัวเวียง  ต.บ้านแพน  ต.บางนมโค และ ต.รางจระเข้  โดยน้ำล้นตลิ่งเฉลี่ย 5 - 80 ซ.ม. โดยพื้นที่ที่มีน้ำเอ่อล้นตลิ่งมากที่สุดอยู่ที่ ม. 5 ต.หัวเวียง อ.เสนา ระดับน้ำล้นตลิ่งสูงกว่าพื้น 80 ซ.ม.

             นายธเนศ สนธิ นายกเทศมนตรีตำบลหัวเวียง  กล่าวว่า ปัญหาว่าการเอ่อล้นของน้ำในแม่น้ำน้อยที่ล้นตลิ่งเกิดขึ้นเป็นประจำตลอดทั้งปี เฉลี่ยปีละ 5-6 ครั้ง ดังนั้นการที่น้ำล้นไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิดปกติ  แต่ที่หวาดกลัวคือการที่น้ำมาเร็วกว่าปกติ ซึ่งทางผู้นำท้องถิ่นต้องการให้ระบายน้ำลดลง ซึ่งทางผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาไม่เห็นด้วยกับการให้เขื่อนระบายน้ำลดลง  เพราะเป็นการเตรียมการเพื่อรับกับพายุที่อาจจะเข้า โดยคาดว่าจะระบายน้ำต่อเนื่อง 2 เดือน และได้ขอให้ท้องถิ่นทำความเช้าใจกับประชาชนในพื้นที่ และควรพิจารณาว่าพื้นที่ไหนเดือดร้อนก็ให้เร่งเข้าไปช่วยเหลือ  


"อดีตปธ.ผันน้ำฯศปภ."เตรียมนำสื่อสำรวจแหล่งน้ำ-พื้นที่รับน้ำ

              นายอุเทน ชาติภิญโญ อดีตประธานคณะกรรมการผันน้ำภาคตะวันออกลงสู่ทะเลของศปภ. และที่ปรึกษาด้านการระบายน้ำนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในระว่างวันที่ 12-14 ก.พ.ตนจะนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่สำรวจแหล่งน้ำภาคเหนือ โดยไล่สำรวจตั้งแต่เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ลำน้ำแม่แตง บึงน้ำที่ อ.เมืองพิจิตร อ.โพธิ์ประทับช้าง อ.โพทะเล อ.บางมูลนาก อ.ตะพานหิน จ.พิษณุโลก และอ.เก้าเลี้ยว บึงบอระเพ็ด อ.เมืองนครสวรรค์ บึงท่าเรือทอง และบึงประจำรัง จ.ชัยนาท และจ.อ่างทอง ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำในเขตเจ้าพระยาตอนบนและเจ้าพระยาตอนล่าง ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ในการสำรวจแหล่งน้ำครั้งนี้เพื่อประเมินแนวคิดของกยน.และกยอ.ว่ามีอะไรบ้างที่ยังจำเป็นต้องเสริม โดยยึดหลักเพื่อสร้างความเข้าใจ การยอมรับ และการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการอุทกภัยของทุกภาคส่วน รวมทั้งสร้างความร่วมมือในการดำเนินการตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

              “ที่เราจะไปสำรวจลำน้ำแม่แตงนั้น เพื่อที่จะหาข้อมูลเก็บรวบรวมไว้ว่า จะนำน้ำลงมาที่เขื่อนภูมิพลได้อย่างไรบ้างหากอนาคตน้ำในเขื่อนภูมิพลมีไม่เพียงพอต่อการนำไปใช้ ส่วนการสำรวจบึงน้ำต่างๆ นั้นก็เพื่อจะดูว่า น้ำในบึงต่างๆ ที่เตรียมไว้สำหรับรองรับน้ำนั้นยังมีน้ำเต็มบึงอยู่หรือไม่ เพราะถ้าหากน้ำยังเต็มบึงอยู่แล้วจะใช้เป็นพื้นที่รับน้ำได้อย่างไร โดยจะดูว่ามีการพร่องน้ำออกไปได้มากน้อยขนาดไหนแล้ว นอกจากนี้ ยังจะเป็นการหาแนวทางในการดำเนินการกับดินที่ยังอุ้มน้ำอยู่ด้วยว่า เมื่อน้ำไม่สามารถซึมลงไปในดินได้อีกแล้ว หากฝนตกลงมาแล้วจะเอาน้ำในดินเหล่านั้นไปไว้ที่ไหน อย่างไร ซึ่งตรงนี้เรามีแผนระยะยาวอยู่แล้วคือการปลูกต้นไม้ไว้เพื่อซับน้ำ แต่แผนระยะสั้นนั้นคงต้องลงไปดูในพื้นที่จริง” นายอุเทนกล่าว


ปภ.เตือน19จังหวัดภาคอีสานระวังพายุ-ลมกระโชกแรง9-12ก.พ.นี้

              นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) กล่าวว่า ขอเตือนประชาชนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 19 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ เลย หนองบัวลำภู อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และยโสธร เตรียมพร้อมรับมือและป้องกันอันตรายจากพายุฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรง ในระหว่างวันที่ 9-12 ก.พ.นี้ โดยประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยควรดูแลสิ่งปลูกสร้าง และต้นไม้บริเวณรอบบ้านให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรง จัดเก็บสิ่งของที่สามารถปลิวตามลมได้ในที่มิดชิด พร้อมจัดทำที่ค้ำยันต้นไม้ และดูแลพืชผลทางการเกษตรที่อาจได้รับความเสียหายจากพายุลมแรง หลีกเลี่ยงการหลบพายุฝนใต้ต้นไม้ใหญ่ ใกล้ป้ายโฆษณา เสาไฟฟ้า หรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มั่นคงแข็งแรง เพราะอาจถูกล้มทับได้ ไม่อยู่ใกล้วัตถุที่เป็นสื่อนำไฟฟ้า ไม่สวมใส่เครื่องประดับประเภทเงิน นาค ทองแดง รวมถึงงดเว้นการใช้เครื่องมือสื่อสารในที่โล่งแจ้ง เพื่อป้องกันการถูกฟ้าผ่า   

              นายวิบูลย์ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ ปภ.ได้ประสานศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 5 นครราชสีมา เขต 6 ขอนแก่น เขต 7 สกลนคร เขต 13 อุบลราชธานี เขต 14 อุดรธานี และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงภัยดังกล่าวแจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยเตรียมการป้องกันอันตรายจากพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง รวมทั้งจัดเตรียมเครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ให้อยู่ในสภาพพร้อมให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ทันท่วงที สำหรับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากพายุฤดูร้อนสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่ศูนย์ป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยเขต 1-18 สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด หรือกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้ความช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป