ข่าว

ฟันธงศก.ไตรมาสแรกติดลบ 7%"โอฬาร" แนะธปท.แทรกบาทอ่อน-อัดสินเชื่อเข้าระบบ

ฟันธงศก.ไตรมาสแรกติดลบ 7%"โอฬาร" แนะธปท.แทรกบาทอ่อน-อัดสินเชื่อเข้าระบบ

10 พ.ค. 2552

“โอฬาร” คาดไตรมาสแรกปีนี้ เศรษฐกิจไทยติดลบ 6-7 % ระบุยังไม่ถึงจุดต่ำสุด กระทุ้ง ธปท. แทรกเงินบาทอ่อนค่าช่วยเพิ่มเงินในกระเป๋าผู้ส่งออก พร้อมเร่งอัดสินเชื่อเข้าระบบ ”ทนง" มองการเมืองส่งผลให้ตัดสินใจแก้ปัญหาล่าช้า ขณะที่เอกชนคาดใช้เวลาฟื้นตัวอีก 2-3 ปี

 ดร.โอฬาร ไชยประวัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวในงานสัมมนาหัวข้อ ”จับชีพจรเศรษฐกิจ : Survive the Crisis” จัดโดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า ว่า เศรษฐกิจหลายประเทศเริ่มมีทิศทางดีขึ้น ทั้งสหรัฐ จีน และเกาหลีใต้ ขณะที่ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงของการเริ่มต้นแก้ปัญหา ซึ่งมาตรการระยะสั้นที่ออกมา เช่น การอัดฉีดงบประมาณกลางปีแสนล้านบาท ถือว่าถูกต้องและทำได้เร็ว แต่ในส่วนของสภาพคล่องที่หายไปจากการส่งออกและท่องเที่ยวนั้น เห็นว่ายังไม่เพียงพอ ทำให้เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปีนี้น่าจะหดตัวติดลบ 6-7% และสิ้นปีนี้อาจติดลบ 4.5% ทำให้มีผู้ว่างงานมากถึง 2 ล้านคน

 “ตัวเลขจีดีพีไตรมาสแรกที่สภาพัฒน์จะประกาศออกมาจะติดลบมากจนน่าตกใจ และอาจไม่ใช่จุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทย เพราะโจทย์หลายด้านยังไม่ได้รับการแก้ไขหรือมีนโยบายที่ชัดเจน โดยเฉพาะการใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ควรจะแทรกแซงให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงไปอยู่ระดับ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยเพิ่มเงินในกระเป๋าของเกษตรกรและผู้ส่งออก" ดร.โอฬารกล่าวและว่า ในส่วนการเพิ่มสภาพคล่องให้เอกชนนั้น ต้องเร่งดำเนินการให้เร็วขึ้น และมีความชัดเจนว่าจะช่วยผู้ประกอบการกลุ่มไหน

 ดร.โอฬารกล่าวว่า หากดูการทำงานของรัฐบาลในภาพรวมช่วง 3 เดือน ถือว่ามาถูกทางแล้ว จึงให้คะแนนระดับเกรดซี และการที่เศรษฐกิจประเทศอื่นเริ่มมีทิศทางดีขึ้น อาจจะเป็นขอนไม้ให้ประเทศไทยเกาะฟื้นตัวตามไปด้วย แต่ไทยก็ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นและอาศัยความต้องการในประเทศด้วย ทำให้ปีนี้อาจจะเริ่มเห็นแสงสว่าง

 ด้าน ดร.ทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ปัญหาการแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจไทยคือ การตัดสินของรัฐบาลล่าช้า ส่วนหนึ่งมาจากการไม่ยอมรับความจริง และมาจากการเป็นรัฐบาลผสม ทำให้การทำงานในทิศทางเดียวกันทำได้ยาก แม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะมีความสามารถ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจด้วย ส่วนการเพิ่มสภาพคล่องให้เอกชน ควรดึงสถาบันการเงินของรัฐมาเป็นผู้นำในการปล่อยสินเชื่อแทนธนาคารพาณิชย์เอกชน

 ขณะที่นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนส่งสัญญาณให้ภาครัฐทราบเรื่องการส่งออกมาก่อนแล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง จึงทำให้การส่งออกหดตัวมาก แต่ปัจจุบันเริ่มมีคำสั่งซื้อกลับมาบ้างแล้ว ทำให้ภาคอุตสาหกรรมชะลอการปลดคนงาน โดยมองว่าไตรมาส 3-4 น่าจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นและปีหน้าน่าจะนิ่งพอสมควร