
ห่วงฟ้อง"เอสอีซีซี"ช้าต้องคืนทรัพย์
ก.ล.ต.ห่วงฟ้องคดีเอสอีซีซีไม่ทันกำหนดอายัดทรัพย์ ระบุหากครบ 180 วันต้องส่งคืนให้บริษัท หวั่นมีการถ่ายเททรัพย์สิน เชื่อหลักฐานที่มีเอาผิดได้แน่
นายประสงค์ วินัยแพทย์ รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวถึงความคืบหน้าของการดำเนินคดีบริษัทบริษัท เอส.อี.ซี. ออโต้เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส (เอสอีซีซี) ว่า ก.ล.ต.ได้ส่งข้อมูลให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เรียบร้อยแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต.ยังมีความกังวล กรณีที่กฎหมายกำหนดการอายัดทรัพย์มีระยะเวลาในการอายัดไว้ที่ 180 วัน ซึ่งระหว่างนี้หากอัยการยังไม่สามารถฟ้องต่อศาลได้ เมื่อครบกำหนด ก.ล.ต.จะต้องนำส่งคืนทรัพย์สินให้บริษัท
"แม้ว่าจะสามารถต่ออายุของการอายัดทรัพย์ได้อีก 6 เดือน แต่ต้องใช้เวลา ซึ่งจะทำให้เกิดช่องว่างของเวลา และอาจจะเป็นจังหวะของการถ่ายเทสินทรัพย์ดังกล่าวออกไปได้ จึงน่าเป็นห่วงว่าจะมีการถ่ายเททรัพย์สินได้ แต่ถ้าฟ้องได้ทันอายุของการอายัดทรัพย์สินก็จะถูกต่อไปโดยอัตโนมัติ" นายประสงค์กล่าวและว่า ในส่วนของ ก.ล.ต.ได้ส่งข้อมูลให้เท่าที่มีให้ และเชื่อว่าหลักฐานที่มีอยู่น่าจะสามารถเอาผิดได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ลงบัญชีเป็นเท็จ ส่วนดีเอสไอตรวจสอบแล้วพบว่าหลักฐานสามารถเอาผิดในคดีอื่นได้อีกก็สามารถทำได้ เพราะดีเอสไอมีอำนาจที่จะขอข้อมูลในด้านอื่นๆ เพิ่มเติมได้อีก
ส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อยนั้น สามารถเรียกร้องความเสียหายได้ โดยทั่วไปตามกฎหมายผู้ถือหุ้นย่อยจะต้องรวมตัวกัน และยื่นฟ้องเอาผิดกับคณะผู้บริหารของบริษัท ซึ่งจะต้องให้ศาลพิจารณาข้อมูล และเป็นผู้ตัดสิน ซึ่งผู้ถือหุ้นรายย่อยสามารถแต่งตั้งตัวแทน เพื่อเข้าไปตรวจสอบสินทรัพย์ที่เหลืออยู่ เพื่อที่จะเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนของผู้ถือหุ้นรายย่อย แต่ต้องพิจารณาให้ดีๆ เพราะไม่มีใครรู้ว่าปัจจุบันบริษัทมีสินทรัพย์ใดเหลืออยู่หรือไม่ หากไม่มี ถึงผู้ถือหุ้นรายย่อยจะฟ้องร้อง อาจไม่เหลือสินทรัพย์อยู่เลย และจะทำให้ไม่คุ้มค่ากับการต้องเสียค่าใช้จ่ายในการฟ้องร้อง



