
ตำรวจกับยาเสพติด
ตำรวจกับยาเสพติด : เลียบค่าย โดย ทัศชยันต์ วาหะรักษ์ [email protected]
ผมขอชื่นชมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่จัดทำโครงการ “ตำรวจสีขาว” เพื่อแก้ปัญหาตำรวจพัวพันกับยาเสพติด หลังโครงการดังกล่าวเริ่มดำเนินการ ตำรวจทุกหน่วยต่างทยอยปัดกวาดเช็ดถูบ้านของตัวเอง โดยการจับตำรวจในสังกัดทุกคนตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด
ใครที่ฉี่เป็นสีม่วง และพิสูจน์ได้ว่า เป็นเพียงผู้เสพไม่ได้มีพฤติกรรมค้ายาเสพติดก็ถูกส่งเข้าบำบัดรักษา ขณะที่รายใดมีหลักฐานเข้าไปพัวพันกับการค้าจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายไม่มียกเว้น นโยบายดังกล่าวถือว่าถูกต้องครับ เพราะตำรวจเป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย มีหน้าที่ควบคุมคนในสังคมไม่ให้ทำผิดกฎหมาย และที่สำคัญตำรวจเป็นกำลังหลักที่มีหน้าที่ในการปราบปรามยาเสพติด ซึ่งหากตำรวจเข้าไปพัวพันกับการค้ายาเสพติดเสียเอง บ้านนี้เมืองนี้ก็คงยากที่จะกวาดล้างยาเสพติดได้หมด
แต่ต้องยอมรับครับว่า ทั่วประเทศมีตำรวจอยู่ 2-3 แสนคน ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะควบคุมคนจำนวนมากให้อยู่กับร่องกับรอยได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ มีตำรวจระดับ “สารวัตร” โรงพักแห่งหนึ่ง ซึ่งมีสนามม้าตั้งอยู่ในพื้นที่ จับตำรวจระดับ “รองสารวัตร” สังกัดโรงพักเก่าแก่ซึ่งเคยมีชื่อเสียงสมัยจอมโจร “ตี๋ใหญ่” ยังอาละวาดอยู่ในเมืองหลวง หลังพบมียาเสพติดอยู่ในความครอบครอง
ด้วยเห็นว่าเป็นคนสีเดียวกัน “สารวัตร” รายนี้จึงให้โอกาสเพื่อนร่วมอาชีพได้มีโอกาสกลับเนื้อกลับตัว ไม่แจ้งข้อหาดำเนินคดีในทันที แต่มีข้อแม้ให้ “รองสารวัตร” ต่างโรงพักเดินทางมาตรวจปัสสาวะซ้ำตามนัด หากไม่พบสารเสพติดจะไม่แจ้งข้อหาดำเนินคดี
หลังได้รับการปล่อยตัว แทนที่ “รองสารวัตร” รายนี้ จะกลับเนื้อกลับตัวเสียใหม่ กลับย้อนศร “สารวัตร” โดยการจับสายลับคดียาเสพติดของ “สารวัตร” รายนี้เพื่อเป็นการตอบโต้
ใครผิดใครถูก ผมไม่ขอแสดงความเห็นครับ แต่ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง รู้สึกเป็นกังวลครับ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นทำให้รู้ได้ว่า “ยาเสพติด” ยังไม่หมดไปจากวงการตำรวจ
พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผบช.น. ลองตรวจสอบดูครับ เพราะเหตุเกิดในโรงพักสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล



