ข่าว

รถไฟทางคู่กับโลจิสติกส์ของประเทศ

รถไฟทางคู่กับโลจิสติกส์ของประเทศ

09 ก.พ. 2555

ปิดประเด็น : รถไฟทางคู่กับโลจิสติกส์ของประเทศ โดย...นิตินัย ศิริสมรรถการ : [email protected]

                 หลายท่านคงทราบกันดีอยู่แล้วว่าการขนส่งทางถนนเป็นการขนส่งที่มีต้นทุนแพงที่สุด (เมื่อมีระยะทางมากกว่า 300 กม.) แต่ประเทศเรากลับใช้มากที่สุด (ทางถนน 88% ทางน้ำ 10% ทางรถไฟ 2% และทางอากาศน้อยกว่า 0.5%) และเส้นทางการขนส่งหนึ่งที่ต้องยอมรับว่าเป็นเส้นเลือดหลักของการส่งออกสินค้าไทยเราก็คือ กรุงเทพฯ-แหลมฉบัง ซึ่งในอดีตเรามีรถไฟทางคู่ไปถึงแค่ฉะเชิงเทรา จากฉะเชิงเทราไปแหลมฉบังเป็นทางเดี่ยว ไป 78 กม. พอขนสินค้ากันมากเข้า รถไฟก็ต้องหยุดรอกัน วิ่งสวนกันไม่ได้ตรงทางเดี่ยว เลยทำให้เวลาในการขนส่งล่าช้ากันไป ขนกันได้แค่ปีละ 4 แสนตู้ ทั้งๆ ที่ท่าเรือแหลมฉะบังมีสินค้าล้นถึงปีละ 1.2 ล้านตู้ อีก 8 แสนตู้ขนกันมายังไงครับ เอกชนเขาใช้รถบรรทุกของตัวเองขนกันมาทางถนนไงล่ะครับ ซึ่งนอกจากจะเปลืองเงินแล้ว ยังสร้างปัญหาการจราจร และอุบัติเหตุตามมากันอีกมากมายครับ

                 จริงๆ โครงการรถไฟทางคู่นี้ ครม.อนุมัติมาตั้งแต่ 20 กรกฎาคม 2547 แล้วครับ รัฐบาลทุกสมัยก็ให้ความสำคัญจนบรรจุไว้ในแผนแม่บทพัฒนาระบบโลจิสติกส์ประเทศไทย พ.ศ.2550-2554 ตั้งเป้าเพิ่มปริมาณขนส่งสินค้า ด้วยรถไฟจากปัจจุบันที่ 2% เป็น 10% ก็ยังดีครับ มาเสร็จและเปิดใช้ 12 มกราคม 2555 เลยแผนมา 12 วัน วงเงินลงทุน 5,850 ล้านบาท คาดว่าจะทำให้การขนส่งเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 8 แสนตู้ และ1 ล้านตู้ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า...ช่วยต้นทุนค่าขนส่ง และช่วยให้เวลาพวกเราไปเที่ยวพัทยากัน รถจะติดน้อยลง ดีไหมครับ เพราะการขนส่งรถไฟ 1 ขบวนเทียบเท่ากับขนส่งโดยรถบรรทุกถึง 40 คัน !!

                 โครงการนี้เป็นหนึ่งในแผนที่สภาพัฒน์ ตั้งเป้าให้เพิ่มปริมาณการขนส่งสินค้าด้วยรถไฟจากในปัจจุบันมีสัดส่วนที่ 2% เป็น 10% ของทั้งประเทศ...โดยนอกจากโครงการนี้แล้ว ครม.ก็มีมติเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 และวันที่ 29 ธันวาคม 2552 ให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและจัดหารถจักรดีเซล มูลค่า 1.7 แสนล้านบาท ภายใต้การปรับโครงสร้างองค์กรในลักษณะหน่วยธุรกิจ ซึ่ง ร.ฟ.ท.ก็มี “โครงการตามแผนเร่งด่วน ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของ ร.ฟ.ท. ปี 2553-2557” รองรับทั้งหมด 21 โครงการ รวมเงิน 1.77 แสนล้านบาท โดยมี 11 โครงการที่มีความพร้อมและสามารถดำเนินการได้ทันที รวมเป็นเงิน 87,169 ล้านบาท และอีก 10 โครงการที่ต้องศึกษาความเหมาะสม และจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพื่อเสนอ ครม. พิจารณาอีก 89,639 ล้านบาท...

                 นั่นเป็นแผนการลงทุนครับ ส่วนแผนการปรับโครงสร้างล่าสุดเท่าที่เห็นก็เป็น มติ ครม. เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2553 ที่เห็นชอบตามสภาพัฒน์ให้ปรับโครงสร้างบริหารจัดการของ ร.ฟ.ท. เป็น 3 หน่วยธุรกิจ ได้แก่ หน่วยธุรกิจเดินรถ หน่วยธุรกิจบริหารทรัพย์สิน หน่วยธุรกิจซ่อมบำรุง ซึ่งหลังจากนั้นก็เงียบหายไปเกือบ 1 ปีเต็มจนเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2554 ครม.ต้องสะกิดให้กระทรวงคมนาคมเร่งรัด ร.ฟ.ท.ทำตามแผนการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานระบบรางและการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการ และตั้งหน่วยธุรกิจ 

                  ...ครม.คงเป็นห่วงแหละครับ เพราะทั้ง 21 โครงการที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเงินถึง 1.7 แสนล้านบาท มี 9 โครงการ มูลค่า 55,466 ล้านบาท ที่ ร.ฟ.ท.เขาวางแผนให้เสร็จในปีหน้า...มติแรกที่ให้ดำเนินการปลายปี 2552 แต่ผ่านมา 2 ปีเศษ เรายังไม่เห็นการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรเลย...โครงการอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้แผนปรับปรุงโครงสร้างองค์กร ก็น่าจะอีกนานแหละครับ กว่าจะได้เห็น

                  ...เอาล่ะครับ อย่างน้อยเราก็ได้เห็นรถไฟทางคู่สายฉะเชิงเทรา-แหลมฉบัง กันเป็นน้ำจิ้มไปแล้ว...แต่มีรางคู่แล้ว ผมเดาต่อว่า เดี๋ยวก็ต้องช้าจัดซื้อหัวรถจักรและตู้ล้อเลื่อนกันอีก นี่แหละครับ โครงการลงทุน 1.7 แสนล้านบาท เขาถึงจะให้ ร.ฟ.ท.ปรับโครงสร้างองค์กรก่อน...ไม่งั้นมีรางคู่แล้ว ไม่มีหัวรถจักรหรือขบวนรถไฟมาวิ่ง รางคู่ก็จะเป็นอนุสาวรีย์แห่งความล้มเหลว...ที่บอกว่าจะเพิ่มการวิ่งจาก 4 แสนตู้ เป็น 8 แสนตู้ หรือ 1 ล้านตู้ในอีก 1-2 ปีข้างหน้าคงจะเป็นแค่ปาหี่

.......................................
(ปิดประเด็น : รถไฟทางคู่กับโลจิสติกส์ของประเทศ โดย...นิตินัย ศิริสมรรถการ : [email protected])