
ดีเอสไอบุกค้นบริษัทฮั้วประมูลเครื่องฟอกไต
ดีเอสไอนำหมายศาลบุกค้นบริษัทขายเครื่องมือแพทย์กลางกรุง หลังพบหลักฐานฮั้วประมูลเครื่องฟอกไต-น้ำยาล้างไตให้ รพ.ของรัฐ 8 แห่ง ทำรัฐเสียหาย 18 ล้าน เตรียมขยายผลต่อ
เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และนายธานินทร์ เปรมปรีด์ รองผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษ 2 พร้อมพนักงานสอบสวนนำหมายค้นจากศาลอาญากรุงเทพใต้ เข้าตรวจค้นบริษัทเฟรซีเนียส เมดิคอล แคร์ (ประเทศไทย) ตั้งอยู่เลขที่ 62 อาคาร เดอะ มิลเลนเนีย ห้อง 2401-2403 ชั้น 24 ถนนหลังสวน แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กทม. ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยคดีฮั้วประมูลขายเครื่องฟอกไตและน้ำยาล้างไตให้โรงพยาบาลของรัฐรวม 8 แห่ง
ระหว่างการค้นหาพยานเอกสารและสอบปากคำพนักงานของบริษัทเฟรซีเนียสฯ ทนายความและเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของบริษัทไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวติดตามเจ้าหน้าที่เข้าไปทำข่าวภายใน โดยให้รออยู่โถงหน้าลิฟต์เท่านั้น
นายธาริต เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังเข้าร้องทุกข์ให้ดีเอสไอดำเนินคดีบริษัท เวชคาม จำกัด และบริษัทเฟรซีเนียสฯ เนื่องจากบริษัททั้ง 2 แห่งกระทำการอันเป็นการขัดขวางการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมในการประมูลซื้อเครื่องฟอกไตและน้ำยาล้าง
การสืบสวนของดีเอสไอพบว่าบริษัทเฟรซีเนียสฯ โดยนางสุรางค์ พรหมศิริ กรรมการผู้มีอำนาจได้ใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมของบริษัทเวชคามไปยื่นเสนอราคาทั้งที่บริษัทเวชคามได้ยุติการดำเนินธุรกิจไปตั้งแต่ปี 2543 โดยนางสุรางค์มอบให้พนักงานของบริษัทเฟรซีเนียสฯ นำเอกสารปลอมไปยื่นประมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-ออคชั่น เบื้องต้นพบมูลความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ หรือฮั้วประมูล ซึ่งการทำปลอมเอกสารของบริษัทที่ไม่มีอยู่จริงเข้าเสนอราคาแข่งขัน เพื่อให้ประโยชน์ตกอยู่กับบริษัทเฟรซีเนียสฯ ทำให้รัฐต้องจ่ายเงินซื้อของในราคาแพง ซึ่งการกระทำดังกล่าวต้องระวางโทษจำคุก 1-3 ปี หรือปรับร้อยละ 50 ของจำนวนเงินที่มีการเสนอราคาสูงสุด
"เครื่องฟอกไตที่นำมาขายเป็นเครื่องจากบริษัทเยอรมนี ซึ่งดีเอสไอจะตรวจสอบว่าราคาจะแพงกว่าท้องตลาดหรือไม่ แต่เบื้องต้นพบเป็นการทำให้ไม่มีการแข่งขันราคา เป็นการสร้างและปลอมเอกสารของบริษัทที่ไม่มีตัวตนหรือปิดกิจการไปแล้ว เพื่อนำมาเป็นคู่เทียบในการเสนอราคา" อธิบดีดีเอสไอกล่าว
นายธาริต กล่าวอีกว่า สำหรับโรงพยาบาลที่ทำสัญญาซื้อน้ำยาล้างไตทั้ง 8 แห่ง ได้แก่ 1.โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ จ.อุตรดิตถ์ 2.โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี 3.โรงพยาบาลโพธาราม จ.ราชบุรี 4.โรงพยาบาลหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ 5.ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพา จ.ชลบุรี 6.โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา จ.ชลบุรี 7.คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น จ.ขอนแก่น และ 8.โรงพยาบาลเลย จ.เลย ซึ่งจากการตรวจสอบวงเงินในสัญญาทั้ง 8 แห่ง เป็นเหตุทำให้รัฐได้รับความเสียหายคิดเป็นมูลค่าประมาณ 18 ล้านบาท เบื้องต้นได้แจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีผู้ต้องหารวม 6 ราย และสามารถยึดเอกสารสำคัญได้จำนวนหนึ่ง
อธิบดีดีเอสไอกล่าวต่อว่า พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้รายงานเพิ่มเติมว่าจากการสืบสวนน่าเชื่อว่าบริษัทเฟรซีเนียสฯ น่าจะมีการกระทำในลักษณะนี้อีกหลายแห่ง ซึ่งจะส่งผลให้รัฐได้รับความเสียหายอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะขยายผลการสอบสวนว่ามีการกระทำผิดที่ใดอีกบ้าง และจะสอบสวนด้วยว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดดังกล่าวหรือไม่ เนื่องจากไม่มีการตรวจสอบบริษัทที่เข้าซื้อซองยื่นประมูลว่ามีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ ทั้งนี้หากพบว่าเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง ดีเอสไอจะชี้มูลความผิดเพื่อส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาต่อไป นอกจากนี้จะเร่งขยายผลสอบสวนไปยังโรงพยาบาลอื่นๆ เพราะเกรงว่าอาจมีพฤติกรรมการกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันนี้กับโรงพยาบาลหลายแห่ง



