ข่าว

'มาร์ค'ข้องใจตั้ง'เหลิม-เต้น'แจงพรก.

'มาร์ค'ข้องใจตั้ง'เหลิม-เต้น'แจงพรก.

08 ก.พ. 2555

'อภิสิทธิ์' ดักคออย่าคิดปลุกมวลชนกดดันศาล รธน. ข้องใจตั้ง 'เฉลิม-ณัฐวุฒิ' แจงพรก. ฉุน'เหลิม' ท้ายื่นกระทู้สอบงบใช้งบปราบยาเสพติด จี้'รัฐ' จัดระบบบริหารเส้นทางน้ำ จับผิด 'ข้าวแกงธงแดง' โยงแบ่งแยกปชช.ผ่านสี

                  8 ก.พ.55 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการที่รัฐบาลตั้งผู้ชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องเงินกู้ว่า ผู้ชี้แจงควรต้องไปชี้แจงต่อศาล และควรต้องเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจด้วย ซึ่งนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรฯ หนึ่งในผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ชี้แจง ไม่ได้อยู่ในครม. ตอนนั้น และไม่แน่ใจว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ มีบทบาทแค่ไหน อย่างไรก็ตามการไปชี้แจงที่ศาลนั้น ก็ไม่ควรไปปลุกระดมกับชาวบ้าน เพื่อไปกดดันศาล ส่วนที่ไปพยายามจะป้ายสีพรรคประชาธิปัตย์ ก็คงเป็นนิทานต่อเนื่องจากปีที่แล้วที่บอกว่าประชาธิปัตย์กักน้ำในเขื่อนโดยหวังผลทางการเมือง เป็นการเล่นการเมือง โดยเอาเรื่องของน้ำมาเล่นการเมืองกันแบบนี้ และจนถึงวันนี้ตนท้าไปตั้งนานแล้ว ขอให้เอาโครงการที่จะใช้เงินกู้ 3.5 แสนล้านมาให้ดู ตนพร้อมถอนการยื่นตีความ ความจริงแล้วรัฐบาลไม่น่าตื่นตระหนกตกใจ ถ้าไม่คิดว่าตัวเองทำผิดเอาไว้

 

'อภิสิทธิ์'ฉุน'เฉลิม'ท้ายื่นกระทู้สอบใช้งบปราบยา

 

                  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวถึงกรณีที่ พรรคฝ่ายค้านเตรียมที่จะตรวจสอบการใช้งบประมาณ กว่า 600 ล้านบาท ในการปราบปรามยาเสพติด จนเป็นเหตุให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีออกมากล่าวท้าทายให้พรรคฝ่ายค้านยื่นเป็นกระทู้สดสอบถามในสภาว่า ร.ต.อ.เฉลิม ก็มีหน้าที่แก้ไข แล้วก็รับฟัง ไม่มีหน้าที่ออกมาท้าคน เรื่องนั้น ร.ต.อ.เฉลิม รู้เกินความจริงมาหลายเรื่อง รัฐบาลต้องรับผิดชอบเพราะเป็นการเอาเงินภาษีของประชาชนไปใช้ ทุกคนสนับสนุนให้ปราบปรามยาเสพติด แต่ทุกคนไม่สนับสนุนให้การเอาเรื่องที่เป็นปัญหาของประชาชนมาอ้างแล้วไปใช้งบประมาณอย่างไม่ถูกต้อง

                  เมื่อถามว่าร.ต.อ.เฉลิม พยายามที่จะอธิบายว่าเรื่องนี้เป็นความอิจฉาริษยาของพรรคประชาธิปัตย์ นั้นนายอภิสิทธ์ กล่าวว่า ไม่มี จะไปอิจฉาเรื่องอะไร ขอให้ทำ และบางเรื่องอย่างเช่นเรื่องเรือนจำตนยืนยันว่า เป็นเรื่องที่ต้องทำ แล้วก็ต้องเจอปัญหา รัฐบาลที่แล้วก็เจอปัญหา การต่อต้าน ก็เข้าใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเอาเรื่องนี้มาอ้าง เรื่องนี้แล้วเอาเงินไปใช้อย่างไรก็ได้

 

จี้'รัฐ'จัดระบบบริหารเส้นทางน้ำ รับมือสถานการณ์อุทกภัย

                  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ว่า จะต้องไปตรวจสอบดูว่าเหตุการณ์นี้เกิดจากการบริหารจัดการหรือไม่ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นก็น่าเป็นห่วงมาก และรัฐบาลเองจะต้องมีระบบการบริหารจัดการที่ชัดเจนกว่านี้ เพื่อจะบอกว่าเส้นทางน้ำมาอย่างไร ใครจะได้รับผลกระทบจะได้มีการเตรียมการทำความเข้าใจ เพื่อช่วยเหลือเยียวยาได้ แต่ขณะนี้เรายังมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง ทำไมรัฐบาลไม่ดำเนินการในเรื่องข้อมูล การสื่อสาร ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย ไม่ต้องใช้เงินมาก หรือแทบไม่ต้องใช้เงินเลย

                  ส่วนที่ประชุม ครม. มีมติตั้งองค์กรจัดการเรื่องน้ำนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนมีข้อสังเกตคือ1.ในเชิงโครงสร้างทางกฎหมายจริง ๆ ก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร เพราะเป็นเพียงระเบียบสำนักนายกฯ และยังไม่มีความแตกต่างในเรื่อง Single command authority และมีความแตกต่างกับ ศปภ.อย่างไร 2. ขณะนี้มีกรรมการหลายชุด และไม่มีการยุบชุดไหน เพื่อให้เกิดความคล่องตัว และเป็นเอกภาพ

                  “แม้จะมีการเลี้ยงฉลองความสำเร็จกันวันศุกร์ก็จริงแต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้มองว่า ศปภ.ประสบความสำเร็จ อีกทั้งยังมีการตั้งคณะกรรมการเยอะมาก และไม่มีการยุบเพื่อให้เกิดความคล่องตัว ความเป็นเอกภาพ คณะกรรมการชุดใหม่นี้ยังมีคณะกรรมการอีกชุดเป็นที่ปรึกษา แล้วก็ที่บอกว่านายกฯ เหมือนกับมานั่งหัวโต๊ะนั้น ในระเบียบก็มีอนุกรรมการอีกชุด เพื่อจะเอาสิ่งต่าง ๆ ลงไปปฏิบัติแล้วให้รองนายกฯ เป็นประธาน เพราะฉะนั้นดูแล้วไม่ได้ทำให้มีความกระชับขึ้นในเชิงการบริหารจัดการ และโครงสร้างอำนาจ” นายอภิสิทธิ์กล่าว

                  นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงการเตรียมการลงพื้นที่ระหว่าง 13 - 17 ก.พ. เพื่อตรวจเส้นทางน้ำของนายกรัฐมนตรีว่า อยากจะดูว่าทัวร์นี้จะสามารถที่จะไปหาคำตอบในเรื่องการเตรียมการรับมือเรื่องน้ำท่วมร่วมกับพื้นที่ได้จริงหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาเรายังไม่เคยไปพบประชาชนในพื้นที่เขาบอกว่าได้มีการมาปรึกษาหารือ มีการระดมความคิดเห็นขอข้อมูลทำแผนแล้ว ถ้าส่วนกลางบอกว่ามี ก็แปลว่าคิดเอง แล้วก็วันนี้ก็รู้สึกว่านายกฯ ก็ยังยืนยันจุดเดิมว่า ยังไม่ถึงเวลา หรือยังไม่สามารถที่จะทำเรื่องของการบอกประชาชนได้ว่าฟลัดเวย์จะอยู่ตรงไหนอย่างไร ทั้งนี้ถ้าไม่ทำตอนนี้แล้วจะไปทำตอนน้ำมาหรืออย่างไร และการกำหนดพื้นที่รับน้ำนองนั้นไม่ได้หมายความว่าไปห้ามประชาชนไม่ให้ใช้พื้นที่นั้น แต่ต้องมีการกำหนดกติกาว่าจะมีการชดเชยให้

 

จับผิด'ข้าวแกงธงแดง'โยงแบ่งแยกประชาชนผ่านสี

                  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยมีแนวคิดที่จะทำข้าวแกงธงแดงว่า ตนไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่นโยบายพลังงานเพราะเป็นตัวหนึ่งที่จะทำให้การแก้ไขปัญหาได้ยาก ส่วนการนำสีที่เป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองที่เป็นความขัดแย้งมาใช้แก้ปัญหานั้น ตนก็เห็นเขาทำมาตลอด และไม่มีความลดละ ก็ต้องทวงถามนายกฯว่า ยังแบ่งแยกประชาชนอย่างต่อเนื่องใช่หรือไม่

 

'มาร์ค'แจงพรก.กู้เงิน

                  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวถึงการที่รัฐบาลพยายาม เปรียบเทียบ พรก.เงินกับโครงการไทยเข้มแข็ง ว่า แตกต่างหรือไม่ก็ต้องไปว่ากันในศาล หลักที่เราใช้เรายึดตามเจตนารมณ์ของกฎหมายว่า ความจำเป็นเร่งด่วนมากับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ วันนั้นคือวันที่ประชาชนกำลังมีปัญหาว่า การว่างงานพุ่งสูงขึ้นเศรษฐกิจชะลอตัว การจัดเก็บรายได้มีแนวโน้มว่าจะขาด ต้องมีเงินมาชดเชยเรื่องเงินคงคลัง และต้องมีเงินมากระตุ้น การสร้างงานและรัฐบาลตอนนั้นก็ได้งบประมาณกลางปี เพิ่มเติมขึ้นมาจนจะชนเพดาน ในขณะที่รัฐบาลนี้มีเงินเหลือในมือเยอะมาก และสามารถที่จะใช้กระบวนการตามปกติกู้เงิน ถ้าจำเป็นต่อไปในอนาคตมาทำโครงการ อย่างที่บอก ก็เอามาให้ดูว่าตรงไหนที่บอกว่าตอนนี้ถ้าไม่ทำน้ำจะท่วมใน 2 เดือนแล้วไม่มีเงินทำ ถ้าบอกได้ตนยินดีที่จะไปถอนเรื่องออกมาเลย

                  เมื่อถามว่า นั้นรัฐบาลพยายามที่จะตัดและรื้อโครงการไทยเข้มแข็งมาตลอด นายอภิสิทธ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนเห็นว่ามีความพยายามที่จะทบทวนมาโดยตลอด ในที่สุดก็อนุมัติไปเป็นส่วนใหญ่ ก็ยอมรับเป็นโครงการที่ตั้งไว้ เป็นโครงการสร้างงานกระจายงาน การที่งบประมาณของโครงการที่อยู่ระหว่างการตั้งงบเบิกจ่ายและยังไม่มีการใช้นั้นก็สามารถชี้แจงต่อศาลได้ เพราะที่ผ่านมาได้ขั้นตอนต่างๆได้แสดงต่อศาลชัดเจน ไปดูคำวินิจฉัยของศาลได้

 

ยันครม.สัญจร ได้แค่ฮือฮา

                  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวถึง การจัดประชุมครม.สัญจรว่า ที่ผ่านมาจะพบว่าเวลาไปทำการประชุมอย่างนี้ก็ทำให้เกิดความฮือฮาตื่นเต้นในพื้นที่ว่าจะมีโครงการต่าง ๆ มา แต่เอาเข้าจริงๆ ปรากฎว่าโครงการไม่ได้เกิดขึ้น จึงต้องเข้าใจว่าเป็นเรื่องการประชาสัมพันธ์มากกว่า และถ้าหากว่างบประมาณส่วนใหญ่ติดอยู่กับโครงการ ประชานิยมแล้ว ส่วนใหญ่โครงการเหล่านี้ก็เกิดขึ้นยาก