
ยุโรปหนาวจับใจสะท้อนอะไรบ้านเรา
ยุโรปหนาวจับใจ สะท้อนอะไรบ้านเรา
ข่าวคราวเกี่ยวกับภัยหนาวในหลายประเทศทั่วยุโรปที่ดำเนินมานานกว่าหนึ่งสัปดาห์หลายประเทศมีอุณหภูมิลดต่ำถึงติดลบ 40 องศาเซลเซียส ขณะที่อีกหลายๆ ประเทศยอดการชีวิตประชาชนยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ...ประเทศไทยแม้จะไม่ได้อยู่ในเขตพื้นที่สุ่มเสี่ยง แต่ก็ยังอยากเช็กเสียงดูบ้างว่าทั้งเขาและเธอคิดเห็นเช่นไรกันบ้าง
แม้เหตุการณ์จะเกิดอยู่ไกลตัวแต่สาวแบงก์ไทยพาณิชย์ "แพท" ลลิตา ประชากริช มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่ยุโรปตอนนี้ส่งผลแน่นอนที่เมืองไทย และน่าจะกระทบไปทั่วโลกด้วย เพราะทุกวันนี้สภาพภูมิอากาศไม่เป็นไปตามฤดูแล้ว น้ำแข็งขั้วโลกละลายมากขึ้น หิมะตกมากขึ้น น้ำท่วมมากขึ้น เหมือนโลกกำลังมีการปรับสมดุลใหม่ สำคัญอยู่ที่เราหยุดความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ก็ต้องเตรียมตัวรับมือ
"ตอนเรียนอยู่อเมริกาก็มีหิมะตกแล้วรู้สึกว่ามันไม่ปกติแน่ๆ เตรียมเสื้อผ้าไปดีแล้วก็ยังไม่พอเลย เดี๋ยวนี้ควรติดตามข่าวสารเรื่อยๆ ตรวจสอบข่าวสารสภาพภูมิอากาศอย่างใกล้ชิดชนิดรายวัน ได้ข่าวว่าที่อังกฤษมีคนติดหิมะเจ้าหน้าที่ต้องใช้ความพยายามหลายวันกว่าจะช่วยได้ ที่น่าตกใจคือยอดผู้เสียชีวิตมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เกิดอะไรขึ้น โลกเชื่อมโยงถึงกันบ้านเราก็อยู่ในแผนที่โลกก็ต้องเปิดหูเปิดตา แต่สิ่งที่คนไทยังขาดคือระบบการสื่อสารถึงประชาชน อย่างน้ำท่วมที่คาดว่าจะมีรอบสองก็คิดว่ามาแน่นอน ช่วงนี้ฝนตกแล้ว ปริมาณน้ำเพิ่มแน่นอน ขณะที่รัฐบาลเองก็ยังบริหารจัดระบบน้ำไม่ลงตัว แล้วยังจะมีเรื่องแผ่นดินไหวที่อาจมีความเสี่ยงมากขึ้นด้วย เราอยู่เฉยไม่ได้ต้องตื่นตัวค่ะ"
ขณะที่ ล้วนชาย ว่องวานิช นักธุรกิจแป้งเย็นรุ่นใหญ่และเจ้าของรีสอร์ทเพื่อสุขภาพ ให้มุมมองต่อสถานการณ์ว่า การที่อุณภูมิเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงนี้อย่ามองแค่เป็นเรื่องของฝั่งยุโรป ให้ดูตรงสภาพแวดล้อมของโลกที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกที เพราะเหตุการณ์นี้เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติที่กำลังจะเกิดขึ้นกับโลกทั้งใบเท่านั้น ทั้งเรื่องฝน พายุ แผ่นดินไหว และความร้อน จะทวีความรุนแรงมากขึ้นแน่นอน ซึ่งประเทศไทยเองก็อยู่ในแถบเส้นศูนย์สูตรตนคิดว่ายังไงปีนี้ก็ต้องเตรียมตัวป้องกัน และหาวิธีบรรเทาความเสียหายจากผลกระทบด้านความร้อน พายุฝน และน้ำท่วมในอนาคตอันใกล้
"ถ้าเราเข้าใจสถานการณ์ก่อน และช่วยกันปลูกจิตสำนึกของคนไทยให้หันมาลดการทำลายธรรมชาติ ช่วยกันปลูกป่าให้มากขึ้น ช่วยกันปฏิบัติตามแนวพระราชดำริต่างๆ ได้ยิ่งดี แม้จะยับยั้งไม่ทันแต่ก็ช่วยลดความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นไปได้บ้าง ฝรั่งชอบพูดว่าไม่มีคำว่าสาย ดังนั้นถ้าเราเริ่มทำตอนนี้แม้จะไม่สามารถหยุดได้ แต่ก็สามารถลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้ ดีกว่าไม่ทำอะไรนั่งเลยแล้วนั่งรอความเลวร้าย ถ้ามีคนบอกว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ตั้งแต่ปีสองปีที่แล้วคงไม่ใครเชื่อแน่ แต่ถึงวันนี้เมื่อเกิดภาวะจวนตัว ก็ถึงจุดที่ทุกคนต้องกระเตื้องขึ้นให้ได้ สิ่งสำคัญคืออย่าตื่นตระหนกเมื่อรู้แล้วต้องรอบคอบ มีการเตรียมการ ถามตัวเองไว้เรื่อยๆ ว่าถ้าเกิดน้ำท่วม แผนดินไหว และอากาศเปลี่ยนแปลงแบบนี้เราจะทำอย่างไร มีวิธีหลบ และป้องกันตัวเองยังไง คอยศึกษาข้อมูลตั้งแต่เนิ่นๆ หน่วยงานและสื่อต่างน่าจะช่วยกันเผยแพร่การแก้ไขสถานการณ์ด้วย เมื่อเกิดเหตุการณ์จริงประชาชนจะได้ไม่ตื่นตระหนกและมีสติเอาตัวรอดได้" ล้วนชายกล่าวคำแนะนำในการชะลอความรุนแรง
ในฐานะแม่บ้านธรรดาคนหนึ่ง "คุณหญิง" ม.ล.อุบลวดี ชยางกูร เมื่อถูกถามถึงความแปรปรวนทางธรรมชาติ เธอเปรยด้วยน้ำเสียงแสดงกังวลใจอย่างเห็นได้ชัดว่า ติดตามข่าวด้านมาโดยตลอด ซึ่งก็อดรู้สึกห่วงประเทศเราไม่ได้ว่าน้ำจะกลับมาท่วมอีกหรือไม่ ขณะเดียวกันก็พยายามปลูกฝังลูกๆ ในเรื่องชีวิตประจำวันทั้งเรื่องการใช้น้ำ การใช้ไฟ เพราะล้วนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งนั้น
"ยอมรับว่าพอฟังข่าวดูข่าวก็อดห่วงประเทศไม่ได้ว่าน้ำจะกลับมาท่วมอีกหรือไม่ ดูอย่างทุกวันนี้หน้าหนาวมีฝนตก หน้าแล้งน้ำก็ท่วมซะอย่างงั้น แต่ด้วยความที่เป็นแค่แม่บ้านจึงไม่มีความรู้ทางด้านวิชาการ จึงไม่แน่ใจว่าภัยพิบัติที่เกิดขึ้นมานั้น เรียกว่าจากภาวะเรือนกระจกใช่หรือไม่ แต่ที่รู้ๆ คือเกิดจากฝีมือของมนุษย์แน่ๆ ทุกวันนี้ก็ได้แต่สอนลูกๆ ในเรื่องชีวิตประจำวันตั้งแต่เช้าจรดเข้านอน โดยน้อมนำเอาพระราชจริยวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นตัวอย่าง เช่น การใช้ยาสีฟัน การใช้น้ำ การเปิดและไฟ เป็นต้น" คุณแม่ยังสาวกล่าว
อีกหนึ่งสาวแม้จะไม่ค่อยได้ใช้ชีวิตในยุโรปบ่อยนัก แต่เมื่อ "จอย" อวัสดา ปกมนตรี ได้ดูข่าวแล้ว เธอเผยความรู้สึกตกใจพอสมควร ขณะเดียวกันเธอยังคาดการณ์ถึงประเทศไทยอีกว่า หลังจากผ่านวิกฤติน้ำมาเมื่อปีที่แล้วก็ได้แต่ภาวนาว่าขออย่าให้เกิดซ้ำอีก หรือถ้าเกิดจริงๆ คงทำได้แค่ตั้งสติให้พร้อมและไม่ควรเกินจนเกินเหตุ
"นั่งดูข่าวกับคุณแม่เห็นภาพคลองเวนิชกลายเป็นธารน้ำแข็งแล้วรู้สึกตกใจและอดหนาวไปด้วยไม่ได้ โดยส่วนตัวเคยไปล่องเรือกอนโดร่ามาสองครั้งก็ประทับใจในความงดงามมาก พอย้อนกลับมานึกถึงบ้านเรา คิดว่าเมื่อผ่านวิกฤติน้ำปลายปีที่แล้วมาแล้วคงไม่กลัวอะไรอีกแล้วถ้าปีนี้จะกลับมาอีก แต่ถ้าให้เลือกอย่ากลับมาจะดีที่สุด ทุกวันนี้ก็ได้แต่เตรียมสติตัวเองให้พร้อมรับทุกสถานการณ์ ถ้ากลัวก็อย่ากลัวเกินกว่าเหตุ กลัวแต่พองาม เอาใจช่วยทุกคนรวมถึงตัวเองด้วย" อดีตผู้ประกาศข่าวสาวแสดงความคิดเห็น
ขณะเดียวกัน รศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล หัวหน้าหน่วยศึกษาภัยพิบัติและข้อสนเทศเชิงพื้นที่ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์วิกฤติอากาศหนาวในยุโรปครั้งนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า สภาวะสุดขั้ว หรือเอ็มทรีมอีเวนท์ ซึ่งนับว่าเป็นสัญญาณที่น่ากลัวสำหรับสิ่งแวดล้อมโลก
"โดยธรรมชาติจะแกว่งไปแกว่งมา ช่วงนี้เป็นลบจึงกระจายจากขั้วโลกลงมา ปรากฏการณ์นี้เคยเกิดในอดีตมาแล้วประมาณ 600 ปี เราเข้าใจว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับกระแสน้ำอุ่น ซึ่งน่าจะเกี่ยวกับสถาวะโลกร้อน ส่วนที่ร้อนก็ร้อนไป หนาวจัดก็หนาวไป นับว่าเป็นสัญญาณว่าที่น่ากลัว ถามว่าส่งสัญญาณอะไรถึงบ้านเราหรือไม่นั้น ก็คงเป็นเรื่องเกี่ยวบ้างก็เรื่องกระแสลมตะวันตก ทำให้ฝนตกมากขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่นและจีน ที่ลมพัดพาความชื้นไปส่งผลให้หิมะมากขึ้นในช่วงนี้" อ.ธนวัฒน์กล่าว
เกี่ยวหรือไม่ กลัวหรือเปล่า...คงไม่ใช่บทสรุปเพราะสุดท้ายก็ไม่พ้นต้องใช้วิจารณญาณและสติ หากมีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในวันข้างหน้า



