
'แกนนำชทพ.'ส่อแววค้านม.291พท.
แกนนำชทพ.ส่อแววค้านม.291พท. หนุนโมเดล "สสร. 1" เตรียมส่ง "ชุมพล-ส.ส.วิป" หารือรัฐบาลอีกรอบ
7กพ.2555 นายวัชระ กรรณิการ์ โฆษกพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวภายหลังการประชุมกรรมการบริหารและ ส.ส.ของพรรค ถึงข้อเสนอการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 291 ของพรรคเพื่อไทยว่า พรรคยังไม่มีข้อสรุปหรือมติเกี่ยวกับประเด็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ทั้งนี้นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ได้กล่าวถึงแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า มี 4 แนวทาง คือ 1. รัฐบาลเป็นผู้ยื่นเสนอเอง 2. พรรคเพื่อไทยยื่นเสนอ 3.พรรคร่วมหารือกับเพื่อเสนอร่างแก้ไข หรือ 4. ให้แต่ละพรรคเป็นผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
เบื้องต้นนั้นที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นว่าควรให้รัฐบาลเป็นผู้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ และได้มอบหมายให้ส.ส.ของพรรค ที่เป็นกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล เข้าไปเจรจากับวิปรัฐบาล เพื่อขอให้รัฐบาลเป็นผู้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเอง เพราะเป็นนโยบายที่รัฐบาลได้ทำการหาเสียงไว้ และน่าจะเกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งพรรคชาติไทยพัฒนาจะเสนอร่างแก้ไขในนามของพรรค โดยยึดแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับ สสร. 2540 สมัยนายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกฯ นอกจากนั้นแล้วในการเจรจากับฝ่ายบริหารนั้น พรรคได้มอบหมายให้นายชุมพล เป็นผู้หารือเพิ่มเติม
“ที่ประชุมพรรคได้หยิบยกบางประเด็นของร่างรัฐธรรมนูญฉบับพรรคเพื่อไทยมาหารือถึงผลดี ผลเสีย อาทิเช่นที่มาของสสร. ที่มาจากสถาบันอุดมศึกษา ที่มีการเปิดกว้างมากขึ้นกว่าเดิม โดยไม่จำกัดว่ามีต้องเป็นสถาบันที่มีการเรียนการสอน ด้านสายวิชาที่เฉพาะเจาะจง เช่น นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ ซึ่งมีความแตกต่างจากที่มาของ สสร.สมัยที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 40 ซึ่งประเด็นเหล่านี้ถ้าหากมีความเป็นไปได้ทางพรรคชาติไทยพัฒนาอาจจะมีการหารือกับพรรคเพื่อไทย เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนและรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”นายวัชระ กล่าว
ท่าที"แกนนำ"ชทพ."ส่อแววค้าน ม.291ของเพื่อไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้านั้นนายบรรหารได้แวะมาจิบน้ำชายามบ่ายกับแกนนำของพรรค ประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนเดินทางกลับที่พัก โดยปฏิเสธให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ต่อประเด็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย กล่าวเพียงว่า “ผมไม่รู้ ผมไม่ทราบเรื่องจริงๆ ไม่ได้ศึกษา จะแก้ก็แก้ ไม่แก้ก็ไม่แก้ ผมไม่สนใจแล้ว หากอยากรู้ให้ถาม ท่านสมศักดิ ปริศนานันทกุล จะรู้ดี”
ด้านนายชุมพลปฏิเสธให้สัมภาษณ์เช่นเดียวกัน กล่าวเพียงว่า “มาตรา 291 ก็เหมือนกับมาตรา 211 สมัยที่ร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ไม่มีอะไรที่แตกต่างกัน จะมาบอกว่าเป็นนอมินีนักการเมือได้อย่างไร”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่กรรมการบริหารและ ส.ส. ประชุมกันแล้วเสร็จ นายชุมพลได้เร่งรีบเดินทางออกจากพรรคด้วยสีหน้าเคร่งเครียด และปฏิเสธให้สัมภาษณ์ถึงข้อสรุปของพรรคกล่าวเพียง ว่า “ผมต้องรีบไปประชุม”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2539 มาตรา 211 ที่พรรคชาติไทยเตรียมเสนอให้ วิปฯรัฐบาลพิจารณา โดยเฉพาะประเด็นที่มาของ ส.ส.ร. นั้นมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง จำนวน 76 คน แบ่งเป็นจังหวัดละ 1 คน ต้องมีคุณสมบัติ คือ มีสัญชาติไทยโดยการเกิด, มีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี, จบการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือ เทียบเท่า และมีชื่ออยู่ในทะเบียบบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปีนับจากวันสมัคร หรือ เกิดในจังหวัดที่เลือกตั้ง
ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดตรวจคุณสมบัติผู้ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสสร. หากมีผู้สมัครเกิน 10 คนให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ลงคะแนนเลือกกันเอง โดยเลือกได้คนละไม่เกิน 3 คน เพื่อคัดเลือกผู้ที่มีคะแนนสูงสุด 10 อันดับ จากนั้นส่งรายชื่อให้รัฐสภา ภายใน 5 วันหลังจากวันที่พ้นกำหนดวันรับสมัครเลือกตั้ เพื่อให้ที่ประชุมรัฐสภาลงคะแนนเลือกผู้ที่จะมาเป็น สสร. โดยทางลับ โดยการประชุมดังกล่าวต้องเกิดขึ้นภายใน 10 วันนับแต่วันที่ได้รับบัญชีรายชื่อครบถ้วน
สสร.ที่เป็นภาควิชาการ มีจำนวน 23 คน โดยมีคุณสมบัติ เป็นผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จำนวน 8 คน, ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จำนว 8 คน และ ผู้มีประสบการด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน หรือ ร่างรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภากำหนด จำนวน 7 คน โดยให้สถาบันการศึกษาส่งรายชื่อและคุณสมบัตินักวิชาการประเภคละไม่เกิน 5 คนให้ประธานรัฐสภา เพื่อให้ที่ประชุมรัฐสภาเป็นผู้ลงคะแนนเลือกโดยทางลับ
“ประเกียรติ”ปัดเล็งลงสมัครสสร. แจงขอนั่งดูดีกว่า
นายประเกียรติ นาสิมมา อดีตผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวเตรียมตัวจะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสสร.เพื่อมายกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ยืนยันว่าตนจะไม่ไปลงสมัครเป็นสสร.อย่างแน่นอน ขอเป็นแค่ผู้ดูอยู่ข้างนอกดีกว่า จะร่างกันอย่างไรก็ร่างกันไป จะไม่ขอไปเกี่ยวข้องหรือไปร่วมด้วยอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเคยเสนอแนวคิดให้พรรคไปแล้วแต่พรรคไม่รับซึ่งอาจเป็นเพราะไม่สอดคล้องกับแนวทางของพรรค อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวแล้วมีอุดมการณ์ชัดเจนว่า ประเทศไทยต้องปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
เด็ก“เพื่อไทย”ท้า“สยามประชาภิวัฒน์”ลงสมัครส.ส.-ส.ว.
นายสุรชัย เบ้าจรรยา ผู้ช่วยรัฐมนตรีสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์จัดเสวนาวิกฤตประเทศไทย ใครเป็นตัวการ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่า วงเสวนาดังกล่าวมีแต่พวกหน้าเดิมๆ เป็นพวกต่อต้านพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และเครือข่ายพรรคเพื่อไทย บางคนยังเคยขึ้นเวทีกลุ่มคนเสื้อเหลืองมาแล้ว จุดประสงค์ที่ออกมาพูดนั้นก็ไม่ได้มีสาระอะไรนอกจากใช้อคติ จ้องป่วนรัฐบาล ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่เคยเห็นออกมา แต่วันนี้กลับออกมาเป็นขาประจำ ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของนักวิชาการกลุ่มนี้มีแต่ทำให้สถาบันต้นสังกัดเสื่อมเสีย นักศึกษาเบือนหน้าหนี ซึ่งถ้าคิดว่าตัวเองดี เก่ง ทำไมไม่มาเล่นการเมืองโดยการลงสมัครส.ส.หรือส.ว. จะได้รู้ว่าประชาชนเขาจะเลือกหรือไม่ ชาวบ้านเขาไม่เอาหรอก อย่างมากก็เป็นได้แค่นักวิชาการปากดี ด่าคนเล่นไปวันๆ เท่านั้น



