ข่าว

บ้านเมืองนี้เป็นของใคร?

บ้านเมืองนี้เป็นของใคร?

07 ก.พ. 2555

บ้านเมืองนี้เป็นของใคร? : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ [email protected]

               ชื่อตอนนี้แปลมาจากบทความของ รศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ และผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เมื่อวันที่ 3 เดือนกุมภาพันธ์ (Just whose land is Thailand?) ซึ่งอาจารย์ฐิตินันท์เห็นว่าประโยคดังกล่าวนี้เป็นประเด็นหลักของทุกฝ่ายที่ถกเถียงกันเรื่องกฎหมายหมิ่น ซึ่งการถกเถียงเรื่องนี้เป็นการแบ่งขั้วทางความคิดในบ้านเมืองในเรื่องของบทบาทของสถาบันกษัตริย์กับประชาธิปไตยไทย (the monarchy's role in Thai democracy โปรดสังเกตว่าคำว่า monarchy นั้นให้ความหมายถึงสถาบัน ไม่ใช่องค์พระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์ที่เฉพาะเจาะจงลงไป)
 
               ที่สำคัญอาจารย์ฐิตินันท์มองว่า การแสดงความเห็นและความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้เป็นเพียงหนึ่งในการเผชิญหน้ากันของการค้นหาหนทางที่จะพูดถึงการอยู่ร่วมกันระหว่างสถาบันกษัตริย์กับประชาธิปไตยของบ้านเราซึ่งเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับอนาคตของบ้านเมือง
 
               อาจารย์ฐิตินันท์ (และอีกหลายท่าน) ได้ชี้ชวนให้เราเห็นถึงความเหมือน และแตกต่างของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ของการโจมตีและปราบปรามกระแสปฏิรูปที่เกิดขึ้นในช่วง 6 ตุลา 2519 และที่เกิดขึ้นในวันนี้ โดยชี้ให้เห็นว่าเงื่อนไขสำคัญที่แตกต่างกันในสองยุคก็คือ การหายไปของบริบท/บรรยากาศของสงครามเย็น โดยเฉพาะในครั้งนี้เมื่อไม่มีภัยคุกคามในบ้านและต่างชาติจากคอมมิวนิสต์ ก็จะเห็นว่าการให้เหตุผลเพื่อสร้างความชอบธรรมของฝ่าย "รักเจ้า" ?และการกันพวกที่เห็นต่างออกไปก็จะต้องใช้คำอธิบายใหม่ๆ ซึ่งคำอธิบายหลักๆที่ใช้ในการรองรับความชอบธรรมของพวก "รักเจ้า (ผมเสนอว่าน่าจะแปลว่า "รักเจ้าได้แบบเดียว")" ก็จะเป็นเรื่องของการกล่าวหาว่าพวกที่ออกมาเห็นต่างนั้นไม่มีข้อมูลที่ถูกต้องในเรื่องสถาบันฯ พวกนี้ทำงานและอยู่ภายใต้อิทธิพลของทักษิณ และเป็นพวกสาธารณรัฐนิยม
 
               แต่ทั้งหมดนี้อาจารย์ฐิตินันท์เห็นว่า ไพ่ตายที่สุดของพวกรักเจ้าได้แบบเดียว (ในกระแสที่ไม่มีข้ออ้างเรื่องภัยคอมมิวนิสต์) ก็คือการพูดถึงสิทธิในการครอบครองและเป็นเจ้าของประเทศไทย ซึ่งถ้าคนคนนั้นเบี่ยงเบนไปจากสิ่งที่มีการเชื่อกันมา คนเหล่านั้นจะต้องออกไปจากประเทศนี้
 
               ประเด็นนี้อาจารย์ฐิตินันท์เห็นว่ามีความเทียบเคียงได้กับมาตราที่สามของรัฐธรรมนูญไทย ที่พูดถึงอำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทย ซึ่งสิ่งนี้ถ้าลองเอามาโยงกับบรรยากาศก่อนการรัฐประหาร ก็จะพบว่านายพลนอกราชการท่านหนึ่งที่มีอิทธิพลกับบ้านเมือง เคยกล่าวไว้ว่ารัฐบาลนั้นเหมือนจ๊อกกี้ขี่ม้า แต่จ๊อกกี้ไม่ได้เป็นเจ้าของม้า
 
               หรือในการประกาศรางวัลภาพยนตร์เมื่อสองปีที่แล้ว ที่ผู้ได้รับรางวัลท่านหนึ่งได้พูดถึงว่าบ้านเมืองนี้เป็นบ้านหลังใหญ่และถ้าผู้อาศัยนั้นไม่พอใจก็ออกไป ซึ่งท่วงทำนองดังกล่าวนี้คล้ายกับสิ่งที่สุเทพ เทือกสุบรรณได้ให้ความเห็นไว้ในที่อื่น ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงการให้ความเห็นของ พล.อ.ประยุทธ์ และ ร.ต.อ.เฉลิม
 
               ความคิดเห็นในเรื่องของการเป็นและไม่เป็นเจ้าของบ้าน/ประเทศนี้ยังสอดคล้องกับชุมชนคนจีน-ไทย (จีนโพ้นทะเล) ซึ่งคำเปรียบเปรยสำคัญก็คือเรื่องของการเป็นเจ้าของ กับการเป็นลูกจ้างของห้องแถว ในความหมายที่ว่า หากจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงคนที่เป็นเจ้าของ ซึ่งรวมถึงทัศนะของผู้นำขบวนการพันธมิตร ที่เอ่ยไว้ว่าลูกจีนโพ้นทะเลนั้นมีความมั่งคั่งรุ่งเรืองได้ถึงวันนี้ ก็เพราะอยู่ใต้พระบรมโพธิสมภาร (แต่อาจารย์ฐิตินันท์ก็แสดงถึงความมหัศจรรย์ของชุดความคิดเรื่องลูกจีนรักชาติ/กู้ชาติ อีกด้วย ด้วยความเข้าใจของผมก็คือเรื่องของการไม่ต้องว่าเป็นคนไทยก็รักประเทศไทยได้ ซึ่งผมเองคิดว่าความคิดชุดนี้เป็นเรื่องของความจงรักภักดีต่อผู้ปกครองซึ่งเป็นความคิดชาตินิยมเก่าของไทย นับแต่สมัยรัชกาลที่ 6)
 
               กล่าวโดยสรุปแม้ว่าอาจารย์ฐิตินันท์จะเชื่อว่าข้อเสนอปฏิรูปของนิติราษฎร์นั้นจะทำให้สถาบันที่เป็นศูนย์กลางของประเทศนั้นสามารถคงทนยาวนานได้ท่ามกลางการเติบโตของประชาธิปไตย อาทิการเปลี่ยนหน่วยงานที่ดำเนินคดีฟ้องร้องให้ชัดเจนขึ้น การไม่มีโทษขั้นต่ำ และการยืนยันว่าจะไม่ยกเลิกมาตราดังกล่าว แต่สุดท้ายท่ามกลางบรรยากาศของความหวาดกลัวที่มีอยู่ บรรยากาศเช่นนี้ก็จะไม่เอื้อให้เกิดการถกเถียงด้วยเหตุด้วยผล ประเทศนี้ยังต้องใช้เวลาในการย่อย ในการตรวจสอบอย่างละเอียดและกลั่นกรอง ในการที่จะทำให้เกิดการอยู่ด้วยกันสถาบันกษัตริย์กับประชาธิปไตย ดังนั้นนิติราษฎร์ซึ่งได้เสนอประเด็นอย่างชัดเจนแล้วก็ควรจะถอยสักก้าวหนึ่ง (take a step back) แต่อาจารย์ท่านก็ไม่ได้อธิบายว่า ถอยแปลว่าอะไร เพียงแต่ท่านคิดว่าสิ่งที่นิติราษฎร์ทำนั้นมีความชัดเจน
 
               ที่สำคัญท่านไม่ได้อธิบายต่อว่า ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งนั้นพยายามจะหาทางออกกับเรื่องราวอนาคตของประเทศอย่างจริงจัง แต่ฝ่ายที่ทุบทำลายนิติราษฎร์นั้นมักยืนอยู่บนคำเปรียบเปรย (metaphor) เรื่องเจ้าของบ้านเช่นนี้ อาจารย์ฐิตินันท์คิดว่าประเทศนี้จะต้องอาศัยเวลาอีกนานแค่ไหนกันครับ? (เขียนเช่นนี้ไม่ได้มองข้ามผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับนิติราษฎร์ที่ใช้เหตุผลโต้แย้ง ซึ่งก็มีและต้องรับฟัง แม้ว่าจะมีอยู่ไม่มากครับ)