
กยน.เสนอรัฐเช่าพื้นที่ให้น้ำอยู่
กยน.สรุปแผนบริหารน้ำ เสนอรัฐ จ่ายค่าเช่าพื้นที่ ให้น้ำอยู่ 3 เดือน แทนการเวนคืน นายกฯ ลงพื้นที่เขื่อนสิริกิต์ 13 ก.พ.55 ด้าน กทม. เล็งยกระดับถนน 4 เส้น กั้นน้ำท่วม
นายเสรี ศุภราทิตย์ คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและวางระบบบริหาร จัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) เปิดเผยถึงแผนการบริหารจัดการน้ำของ กยน. ว่า ขณะนี้ ยังไม่สามารถกำหนดเป็นพื้นที่ ๆ แน่นอนได้ โดยการลงพื้นที่ของนายกฯ ในสัปดาห์หน้า จะเป็นการสำรวจหน้างาน โดยจะไม่ใช้พื้นที่ชุมชน แต่จะใช้ทุ่งนาและไร่ ซึ่งขณะนี้ นายกฯ ได้ส่งข้อมูลให้กับทางจังหวัด ไปหาข้อมูลของพื้นที่ต่อ ก่อนที่จังหวัดกับกรมชลประทาน จะไปดำเนินการเจรจา
ทั้งนี้ พื้นที่ต้นน้ำ จ.อุตรดิตถ์ จ.น่าน จ.พิจิตร และจ.พิษณุโลก ไม่สำคัญเท่ากับเจ้าพระยาตอนล่าง เพราะพื้นที่ดังกล่าวน้ำไม่เคยท่วมมาก่อน โดยตั้งแต่ จ.นครสวรรค์จนถึง กทม. ที่นายกฯ เคยระบุว่า จะใช้พื้นที่ 2 ล้านไร่ ในการทำพื้นที่รับน้ำ ก็ยังไม่มีใครสามารถระบุได้ชัดเจนว่า จะอยู่ตรงไหน แต่มีการบอกเป็นเพียงอำเภอ อย่างเช่น อ.ผักไห่ อ.เสนา อ.บางบาล อ.บางประหัน จ.พระนครศรีอยุทธยา และแต่ละจุดจะใช้จำนวนกี่ไร่ ต้องไปดูกันก่อน
อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นพื้นที่ของกรมชลประทาน มี 5 ทุ่ง อาทิ ทุ่งเชียงราก , ทุ่งผักไห่ , ทุ่งท่าวุ้ง เป็นต้น มีพื้นที่ 250,000 ไร่ ซึ่งเป็นทุ่งตามธรรมชาติของกรมชลประทานที่น้ำเข้าไปอยู่แล้วเป็นประจำ
"ขณะนี้ต้องแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1.เป็นทุ่งธรรมชาติที่ปล่อยน้ำอยู่แล้วเข้าประจำ 2.พื้นที่ต้องเจรจาอย่างเช่นบางประหัน , บางบาล , ผักไห่ และพื้นที่รับน้ำก็ต้องเจรจากับประชาชนก่อน อาจจะมีการเช่า 3 เดือนให้น้ำอยู่ ก็ต้องมีการชดเชยกันไป"
ส่วนการทำฟลัดเวย์นั้น นายเสรี กล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ ที่จะให้การทำฟลัดเวย์เสร็จในเร็ววัน โดยที่ต้นน้ำยังไม่มีสรุป แต่เบื้องต้น จะมีการสร้างเขื่อนขนาดกลาง อย่างเช่น อ่างเก็บน้ำแม่น้ำยมตอนบนและตอนล่าง แต่ขณะนี้เรื่องนี้ยังไม่มีข้อสรุป เพราะต้องใช้ระยะเวลา
สำหรับ การแก้ไขปัญหาในช่วงต้นน้ำนั้น กยน.ได้มุ่งไปที่แม่น้ำยมเป็นหลัก ส่วนฟลัดเวย์ช่วงล่างในฝั่งตะวันออก จะมีการขยายคลองชัยนาท-ป่าสัก โดยเป็นการขุดใหม่พื้นที่เขตชลประทาน ระยะทาง 135 กิโลเมตรและช่วงล่าง จากแม่น้ำป่าสักลงสู่ทะเล ระยะทาง 140 กิโลเมตร ต้องเวนคืนพื้นที่ โดยขณะนี้มีการกำหนดพื้นที่แล้ว อยู่ใน จ.พระนครศรีอยุทธยา ปทุมธานี และฉะเชิงเทรา ซึ่งก็ต้องมีการเจรจากับชาวบ้านก่อน
ทั้งนี้ ในด้านฝั่งตะวันตก จะมีการดำเนินการอีก 1 เส้น แต่ต้องสำรวจพื้นที่ก่อน โดยเบื้องต้น อาจจะทำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ไปลงแม่น้ำแม่กลอง โดยจะมีลักษณะเป็นการทำคันดิน 2 ฝั่งภายในทุ่ง แต่ไม่ได้เวนคืน เพราะอาจจะเจรจากับชาวบ้านในการขอเช่าที่ อาจจะมีระยะเวลา 3 เดือน เพื่อให้น้ำไหล ซึ่งรัฐบาลก็ต้องชดเชยให้กับชาวบ้าน
มอบ ก.เกษตรฯ ดูพื้นที่กำหนดจุดรับน้ำ-กำหนดกรอบชดเชย
ด้านนายวิเชียร ชวลิต เลขาธิการ กยน. กล่าวถึงการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำว่า ขณะนี้ พื้นที่รับน้ำในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ที่มีการกำหนดกรอบไว้ 2 ล้านไร่ ในการเป็นพื้นที่รับน้ำหรือแก้มลิง ได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ ไปเจรจากับชาวบ้านในพื้นที่ต่าง ๆ ที่มีการกำหนดไว้ พร้อมกับดูว่าพื้นที่ใดจะมีความเหมาะสมบ้าง เพื่อไม่ให้มีปัญหาในภายหลัง โดยหากน้ำมาก ก็จะต้องนำน้ำเข้าไปฝากไว้ก่อน เพื่อไม่ให้กระทบต่อพื้นที่เมือง
ทั้งนี้ ในระยะสั้นที่ยังไม่สามารถสร้างฟลัดเวย์ได้เสร็จนั้น ก็จะก็ดำเนินการตามรูปแบบดังกล่าว ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ ก็ต้องมีการให้ค่าชดเชยกับผู้ที่เสียประโยชน์ด้วย โดยกระทรวงเกษตรฯ จะเป็นผู้กำหนดกรอบการชดเชย ซึ่งพื้นที่ต้นน้ำก็จะอยู่ในพื้นที่จ.พิษณุโลก จนถึงบนเขื่อนเจ้าพระยา
ส่วนการทำความเข้าใจกับประชาชน เพื่อไม่ให้มีการต่อต้านนั้น ก่อนหน้านี้ เขาได้พูดคุยกับหลายฝ่าย เห็นว่า หากมีการดูแลตามมาในภายหลัง ประชาชนก็มีความยินดีที่จะให้ใช้พื้นที่เป็นทางน้ำผ่าน
ส่วนการใช้พื้นที่บึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ เป็นแก้มลิงนั้น นายวิเชียร กล่าวว่า ปกติพื้นที่ของบึงบอระเพ็ด ก็เป็นพื้นที่รับน้ำอยู่แล้ว แต่หากมีการพัฒนาโดยการขุดลอกหรือเสริมคันดิน ก็จะเป็นการพัฒนาสักยภาพในการรับน้ำมากยิ่งขึ้น
นายกฯลงพื้นที่เขื่อนสิริกิต์ 13 ก.พ.55
น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ (ศภช.)กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กล่าวถึงแผนการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลว่า ขณะนี้ กยน. ได้เตรียมแผนบริหารน้ำออกมาชัดเจนแล้ว เหลือเพียงวางระบบป้องกัน เพราะมีการสำรวจพบว่า เส้นทางน้ำบางแห่งเปลี่ยนแปลง จึงต้องมีการกำหนดพื้นที่ให้ชัดเจนอีกครั้ง อาทิ การวางเส้นทางแม่น้ำ ปิง วัง ยม น่าน การขุดลอกคลอง การติดตั้งกล้องซีซีทีวีที่ประตูระบายน้ำ
ทั้งนี้ ในวันที่ 13 ก.พ.55 นายกฯ และหน่วยงานการบริหารน้ำท่วม จะลงพื้นที่เขื่อนสิริกิต์ เพื่อดูภาพรวมการบริหารน้ำทั้งหมดของเขื่อนดังกล่าว นอกจากนี้ พื้นที่ที่จะกำหนดให้เป็นพื้นที่ท่วมธรรมชาตินั้น เจ้าหน้าที่จะไปดูแลผลกระทบของประชาชนก่อน อาทิ พื้นที่เกษตรกรรม โดยจะมีการแจ้งประชาชนว่า น้ำจะมาเมื่อใด ไปเมื่อใด เพื่อให้มีการเตรียมความพร้อม ที่สำคัญจะมีการกำหนดการแจ้งข้อมูลจากหน่วยงานเดียวเท่านั้น ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น
“จะมีการวางระบบบริหารน้ำจากเขื่อนทั่วประเทศ เช่น น้ำจากนครสวรรค์ มาลพบุรี ไปอยุธยา จะต้องหาที่ให้น้ำอยู่ หาทางให้น้ำไปตั้งแต่ต้นน้ำ มีฝายแม้วกักเก็บน้ำ หาพื้นที่แก้มลิง มีการบริหารน้ำจากเขื่อนอย่างเป็นระบบเพื่อให้น้ำไหลผ่าน ไม่มีการขวางทางน้ำ หรือจะประสานจังหวัดต่อจังหวัดว่าน้ำจะมาเวลาใด ไปที่ใดต่อ ซึ่งทั้งหมดต้องทำเป็นระบบ”
สำนักโยธา กทม. เล็งยกระดับถนน 4 เส้น กั้นน้ำท่วม
ขณะที่ นายวินัย ลิ่มสกุล ผู้อำนวยการสำนักโยธา กรุงเทพมหานคร(กทม.) กล่าวถึงแผนการยกระดับถนนเพื่อกั้นน้ำท่วมว่า จริง ๆ แล้ว สำนักโยธามีแผนยกระดับถนนจำนวน 4 สาย ไม่ใช่ 20 สายตามที่มีการระบุถึง โดยจะประกอบด้วย 1.ถนนสุวินทวงศ์ 2.ถนนหทัยมิตร 3.ถนนราชอุทิศ และ4.ถนนพุทธมณฑลสาย 3
"โดยเฉพาะถนนพุทธมณฑลสาย 3 ซึ่งปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมทั้งเส้น จึงคาดว่า จะมีการยกระดับถนนเส้นนี้ประมาณ 50 เซนติเมตรในระยะทาง 10 กิโลเมตร ส่วนที่เหลือจะดำเนินการยกถนนประมาณ 1 กิโลเมตร"
สำหรับโครงการยกระดับถนน สำนักการโยธา จะรอการจัดสรรงบประมาณ คาดว่า จะเริ่มเดือน เม.ย. จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการประกวดราคาในเดือน พ.ค. เมื่อได้เอกชนที่จะการประกวดราคา การดำเนินการจะเริ่มเดือนมิ.ย.-ส.ค.
อย่างไรก็ตาม งบประมาณการดำเนินการขณะนี้ยังไม่ชัดเจน เพราะต้องพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง โดยเฉพาะประชาชนที่จะได้รับผลกระทบหรือไม่ หากมีการยกระดับถนนให้สูงขึ้นตามแผนโครงการนี้
เปิดตารางทัวร์ลุ่มน้ำ รับมือน้ำท่วม ชงเข้า ที่ประชุมครม.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับแผนการเดินทางติดตามการแก้ไขปัญหาอุทกภัย ในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ระหว่างวันที่ 13-17 ก.พ.55 ซึ่งจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่ 7 ก.พ.55 มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามการดำเนินการและทบทวนแผนงาน โครงการ งบประมาณ ความก้าวหน้า ปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไข ตามที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ เพื่อให้การช่วยเหลือฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์อุทกภัย ผ่านคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย (กฟย.) และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ซึ่งมีแผนงาน โครงการแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วนแบบบูรณาการและยั่งยืน กรอบวงเงิน 3.5 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ ยังรวมถึงการติดตาม จัดเตรียมแผนปฏิบัติการตามแผนเผชิญเหตุ และฝึกซ้อมกรณีการเกิดอุทกภัยในพื้นที่ โดยให้ส่วนราชการและกระทรวงที่เกี่ยวข้อง จัดทำรายละเอียดแผนงานโครงการในพื้นที่ส่งให้กับคณะทำงานกลางประมวลผล เพื่อเตรียมจัดทำคู่มือการตรวจราชการเสนอนายกฯ ในวันที่ 8 ก.พ.นี้ ที่จะมีการจัดเวิร์คช็อป ที่ทำเนียบรัฐบาล
สำหรับ กำหนดการเดินทางในวันแรก คือ 13 ก.พ. นายกฯและคณะ จะเดินทางถึงฝูงบินกองการบินกรมการขนส่งทหารบก ดอนเมือง ในเวลา 13.00 น. เพื่อออกเดินทางไปยังท่าอากาศยานพิษณุโลก และเดินทางต่อไปยังเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ โดยเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบก โดยในเวลา 14.30 น. นายกรัฐมนตรีจะรับฟังบรรยายสรุปโครงการพระราชดำริ และการดูแลป่าต้นน้ำ การปลูกป่า ฝายแม้ว การพัฒนาคลังข้อมูล ระบบพยากรณ์และการเตือนภัยด้านการบริหารจัดการน้ำ และการบริหารจัดการน้ำในเขื่อน
อย่างไรก็ตาม ภายหลังการรับฟังบรรยายสรุปจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเวลา 16.30 น. นายกฯ และคณะจะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน จากนั้น จะเยี่ยมชมการบริหารจัดการเขื่อนและประตูระบายน้ำ พร้อมรับฟังการบรรยายสรุปจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และออกเดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์กลับ จ.พิษณุโลก ในเวลา 17.30 น.
ส่วนวันที่ 14 ก.พ.55 นายกฯและคณะ จะรับฟังผลการประชุมแผนงานโครงการป้องกันน้ำท่วมในจังหวัดพื้นที่ต้นน้ำ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะบรรยายสรุป เวลา 11.00 น. นายกฯและคณะทำงานกลางจะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน จากนั้นในเวลา 12.30 น. นายกฯและคณะ จะออกเดินทางไปยังโครงการพัฒนาแหล่งน้ำแก้มลิงบึงระมาณ บ้านปรักแรด อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก เพื่อตรวจเยี่ยมโครงการคลองระบายน้ำ พร้อมฟังบรรยายสรุป ก่อนออกเดินทางไปยังบึงบอระเพ็ด จ.นครรสวรรค์ เพื่อเยี่ยมชมโครงการบึงบอระเพ็ด
ทั้งนี้ นายกฯและคณะจะพักค้างคืนที่ จ.นครสวรรค์ 1 คืน โดยวันที่ 15 ก.พ.55 จะตรวจเยี่ยมโครงการเขื่อนป้องกันอุกทกภัย จ.นครสวรรค์ และเดินทางต่อไปเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท เพื่อติดตามการปรับปรุงประตูระบายน้ำพลเทพ ประตูระบายน้ำบางโฉมศรี จากนั้น นายกฯและคณะ จะเดินทางเข้า จ.ลพบุรี เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปจากผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษและผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ถึงการจัดเตรียมแผนปฏิบัติการตามแผนเผชิญเหตุ และการฝึกซ้อมกรณีเกิดอุทกภัยในพื้นที่ การเตรียมการป้องกันอุทกภัย การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย และการตั้งศูนย์พักพิง
สำหรับ วันที่ 16 ก.พ.55 นายกฯและคณะ ยังคงปฏิบัติภารกิจที่จ.ลพบุรี โดยช่วงเช้า จะตรวจเยี่ยมโครงการแก้มลิง และรับฟังบรรยายสรุปพื้นที่ปลายน้ำตอนบน และรับฟังบรรยายสรุปแผนงานโครงการป้องกันน้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรม จากผู้ประกอบการ จากภาคอุตสาหกรรมที่ประสบอุทกภัย พร้อมตรวจเยี่ยมโครงการที่ประสบอุทกภัยรอบพื้นที่โครงการรองนิคมอุตสาหกรรม
จากนั้น นายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางไปยังพื้นที่เกาะเมือง จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อตรวจเยี่ยมการบูรณะพื้นที่โบราณสถาน ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย และตรวจเยี่ยมการปรับปรุงประตูระบายน้ำ และการเตรียมพื้นที่รองรับน้ำนอง (แก้มลิง) ในพื้นที่อ.บางบาล
ส่วนวันสุดท้าย วันที่ 17 ก.พ.55 นายกฯและคณะ จะรับฟังผลการประชุมแผนงานโครงการป้องกันน้ำท่วมในจังหวัดพื้นที่ปลายน้ำตอนล่าง โดยคณะทำงานกลางจะบรรยายสรุปภาพรวมในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ จากนั้น นายกฯ จะแถลงข่าวผลการตรวจราชการต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เสร็จแล้วเดินทางไปยังประตูระบายน้ำจุฬาลงกรณ์ ตรวจเยี่ยมโครงการคันกั้นน้ำพระราชดำริ การปรับปรุง และการติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร
สำหรับผู้รับผิดชอบพื้นที่ต้นน้ำ ประกอบด้วยนายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายปิติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา กรรมการกนย. ส่วนพื้นที่กลางน้ำมีนายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และนายกิจจา ผลภาษี กรรมการกยน.เป็นผู้รับผิดชอบ
ขณะที่พื้นที่ปลายน้ำตอนบน นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและรมว.คลัง และนายวิทยา บูรณศิริ รมว.สาธารณสุข หม่อมราชวงศ์พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม นายชูเกียรติ ทรัพย์ไพศาล กรรมการกนย.เป็นผู้รับผิดชอบ
และพื้นที่ปลายน้ำตอนล่าง นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.คมนาคม นายปลอดประสพ สุรัสวดี รวม.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมช.คมนาคม นายณัฐวุฒิ ไสยกื้อ รมช.เกษตรฯ นายรอยล จิตรดอน กรรมการกยน. เป็นผู้รับผิดชอบ



