
พบแล้วมือฉีกแบงก์1.3ล้านทิ้งขยะ
พบแล้วมือฉีกแบงก์ 1.3 ล้านทิ้งถังขยะ ที่แท้เป็นลูกชายร้านทองน้อยใจพ่อเอาเงินไปหนุนช่วยลูกชายอีกคนเปิดร้านทองในพัทยา ยอมรับกลัวพ่อเอาเงินไปให้จนหมดกงสี จึงตัดสินใจฉีกเงินทิ้ง เสียงอ่อยไม่ทำอีกแล้ว
ความคืบหน้าคดีปริศนาหลังจากมีผู้นำธนบัตรใบละ 1,000 บาท จำนวน 1.3 ล้านบาทมาฉีกทิ้งใส่ถังขยะหน้าร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าบริเวณ เทศบาลต.หัวกุญแจ สาย 3 หมู่ 1 ต.คลองกิ่ว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตั้งข้อสังเกตว่า เงินจำนวนดังกล่าวอาจได้มาจากการกระทำความผิด จึงติดตามสืบสวนหาตัวเจ้าของเงินดังกล่าว ล่าสุดจากการสืบค้นของเจ้าหน้าที่สามารถหาตัวเจ้าของผู้ฉีกธนบัตรดังกล่าวได้แล้ว
เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่ห้องประชุมกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี พล.ต.ท.ปัญญา มาเม่น ผบช.ภ.2 พล.ต.ต.จำนงค์ รัตนกุล ผบก.ภ.จว.ชลบุรี ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน และเจ้าหน้าที่สืบสวน ฝ่ายรักษาความปลอดภัย ธนาคารแห่งประเทศไทย แถลงข่าวในเรื่องดังกล่าว พล.ต.ท.ปัญญา กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมานายวรพงศ์ โรจน์สัตตรัตน์ อายุ 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 191/12 หมู่ 1 ต.คลองกิ่ว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี เจ้าของร้านทองห้างทองรุ่งเจริญ ซึ่งเป็นร้านทองใหญ่ที่ในตลาดหัวกุญแจได้นำตัวนายวรพันธ์ โรจน์สัตตรัตน์ อายุ 30 ปีลูกชายเข้าพบ พล.ต.ต.จำนงค์ พร้อมทั้งแจ้งว่า เป็นเจ้าของเงินจำนวน 1.3 ล้านบาท
พล.ต.ท.ปัญญา กล่าวต่อว่า ส่วนธนบัตรที่ถูกทำลายนั้น นายวรพันธ์ บุตรชายใช้กรรไกรตัด และเผาบางส่วน หลังจากนั้นได้ใส่ถุงทิ้งในถังขยะห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 30 เมตร โดยสาเหตุมาจากน้อยใจ เครียดและไม่พอใจที่นางวรพงศ์นำเงินจำนวนหนึ่งไปช่วยกิจการร้านทองของลูกชายอีกคนหนึ่งที่ไปเปิดร้านทองที่พัทยา จึงเก็บเงินจากการขายทองบางส่วนครั้งละ 20,000 - 30,000 บาท โดยสะสมเป็นเวลานานกว่า 2 ปี ต่อมาเกรงว่า นายวงพงศ์ บิดาจะตรวจพบ จึงได้ทำลายธนบัตรจำนวนดังกล่าว
ส่วนทำลายธนบัตรนั้น หลังจากงดูเจตนาพบว่ามาจากความน้อยใจมากกว่า ไม่มีเจตนาจะลบหลู่ จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิด ส่วนกระแสข่าวที่วิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆนานานั้น คงจะรู้ความจริงแล้ว ส่วนการลักทรัพย์ถือว่า นายวรพันธ์มีส่วนครอบครองและใช้จ่ายได้อยู่แล้ว จึงไม่มีความผิดแต่อย่างใด หรือหากจะมีความผิดยอมความกันได้ในฐานะพ่อกับลูก ซึ่งไม่ใช่ประเด็น แต่สาเหตุมาจากความน้อยใจพ่อมากกว่า
ด้านนายวรพงศ์ กล่าวยอมรับว่า สาเหตุที่บุตรชายฉีกธนบัตรมาจากสาเหตุที่พยายามนำเงินไปช่วยลูกชายอีกคนหนึ่งที่เปิดร้านทองแห่งใหม่ที่พัทยา โดยการทำการค้าช่วงแรกยอมรับว่า จะเอาเงินไปช่วยเหลือให้ร้านทองอยู่ได้ กระทั่งนายวรพันธ์ บุตรชายไม่พอใจ พร้อมทั้งเคยบ่นนำเงินไปช่วยร้านทองที่พัทยา เงินไม่มีเงินเหลือบ้านแล้ว แต่ไม่คิดว่า ลูกชายจะคิดมาก แต่มาระยะหลัง ๆ รู้สึกว่า ลูกชายเก็บตัว กระทั่งตัดสินใจนำเงินประมาณ 1 ล้านบาทไปทำลาย แต่ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด เพราะเคยทำงานธนาคารมาก่อนการต่อธนบัตรได้ไม่ยาก ส่วนการกระทำของลูกชายในครั้งนี้ไม่ตำหนิแต่อย่างใด เพราะเงินที่ทำลายไปนั้นลูกชายมีส่วนดูแลอยู่แล้ว อาจจะทำไป เพราะคิดสั้นไปเท่านั้น
ขณะที่นายวรพันธ์ หนุ่มลูกเจ้าของร้านทองผู้ฉีกธนบัตรกล่าวเพียงสั้น ๆ ในลักษณะสำนึกผิดว่า คงไม่ทำอีกแล้ว
ด้านเจ้าหน้าที่สืบสวน ฝ่ายรักษาความปลอดภัย ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เงินที่ทำลายในครั้งนี้ หากนำมาต่อกันได้ครบ 100 เปอร์เซ็น สามารถคืนได้ครบจำนวน หากต่อได้ครึ่งหนึ่งจะได้ 500 บาท ซึ่งจะลดไปตามส่วนที่เสียหาย
พล.ต.ต.จำนงค์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้ให้ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานดำเนินการตรวจสอบเกี่ยวกับลายนิ้วมือแฝง ดีเอ็นเอ รวมสารเสพติด ประกอบในสำนวนการสอบสวน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาตามมาภายหลังอีกด้วย



