
'อมร'เย้ยส.ส.แค่พนักงานบริษัท
เสวนาสยามประชาภิวัฒน์รุมยำเผด็จการพรรคการเมือง ยกปี35 จุดเริ่มนายทุนการเมือง "อมร" ชี้ส.ส.แค่พนักงานบริษัท ก่อนเน่าซ้ำหลังคำตัดสินซุกหุ้นปี44 ช่วย "ทักษิณ" ผงาด "วิปรัฐบาล" ลุยแก้มาตรา 291 เตรียมยื่นประธานสภาฯ 9 ก.พ.
6ก.พ.2555 ที่ห้องประชุมจี๊ด เศรษฐบุตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ จัดเสวนาทางวิชาการในหัวข้อ “วิกฤติประเทศไทย ใครคือตัวการ? ” ท่ามกลางประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมฟังอย่างคับคั่ง และการดูแลของตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ ภายหลังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กลายเป็นพื้นที่สัญลักษณ์ทางการเมืองอีกครั้ง จากกรณีที่กรรมการบริหารมหาวิทยาลัยออกคำสั่งยุติการเสวนาของนักวิชาการคณะนิติราษฎร์
“อมร”ชี้ส.ส.แค่พนักงานบริษัทพรรคการเมือง
นายอมร จันทรสมบูรณ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐธรรมนูญ ปาฐกถาก่อนเปิดการเสวนาว่า แม้การปกครองของประเทศไทยจะเป็นระบอบประชาธิปไตย แต่ยังมีเผด็จการนายทุนเข้าแทรกเพื่อผูกขาดอำนาจ ซึ่งระบบเผด็จการนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2535 และเป็นจุดเริ่มของการมีลักษณะเป็นการเผด็จการระบอบนายทุนในรัฐสภา และน่าสงสัยว่าประชาธิปไตยที่เป็นอยู่คือประชาธิปไตยที่แท้จริงหรือไม่ อีกทั้งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ระบุให้ ส.ส.กับพรรคการเมืองเชื่อมโยงกัน อาทิ สิทธิของการรับสมัครเลือกตั้งที่ต้องเป็นสมาชิกพรรค 90 วันก่อนการเลือกตั้ง ดังนั้น ส.ส.จึงตกอยู่ใต้อาณัติของนายทุนพรรค ขาดความเป็นอิสระ พรรคการเมืองในรัฐสภาในโครงสร้างนี้เช่นนี้จึงเป็นพรรคนายทุนทั้งสิ้น เริ่มจากพรรคท้องถิ่น ต่อมาก็เป็นระดับชาติ เกิดการผูกขาดอำนาจรัฐ ซื้อเสียงในสภาตามลำดับ
“ทักษิณ”รอดซุกหุ้นสะท้อนรธน.40 ถูกหัก
นายบรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า การเมืองไทยหลัง ปี พ.ศ. 2535 การเมืองในปัจจุบันเป็นระบบเผด็จการพรรคนายทุน และเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดปัญหาการเมืองมาจนวันนี้ ซึ่งชัดเจนขึ้นตั้งแต่วันที่ 21 ส.ค. 2554 ที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเรื่องซุกหุ้นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเปรียบเสมือนรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ก็ถูกหักและปัญหายังบานปลายจนถึงวันนี้ ในช่วงก่อนปี2535นั้น อำนาจทหารมีอย่างมากในสังคมไทย แต่เมื่อมีพรรคการเมืองนายทุนอำนาจก็ถูกเปลี่ยนมือไปสู่นายทุนพรรคการเมือง พรรคการเมืองจึงกลายเป็นบริษัทการเมืองตามรัฐธรรมนูญ และไม่ใช่พรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนประชาชนตามความหมายแบบตะวันตก แต่พรรคการเมืองกลายเป็นสมบัติส่วนบุคคล ซึ่งนายทุนสามารถกดรีโมตบังคับได้ ทั้งการบังคับอำนาจนิติบัญญัติ บริหารบัญญัติ กลไกทั้งหลายทั้งปวง ผลประโยชน์ที่ประชาชนพึงจะได้รับจึงตอบสนองที่ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของพรรคการเมืองเท่านั้น
ยกชินวัตรโมเดล1ครอบครัว3นายกฯสะท้อนการเมืองสั่งได้
นายบรรเจิด กล่าวอีกว่า ปรากฎการณ์ 1 ครอบครัว 3 นายกรัฐมนตรีอธิบายการครอบครองพรรคจากนายทุนได้เป็นอย่างดี ผู้ที่ควบคุมพรรคเหล่านี้มีเสื้อคลุมประชาธิปไตยแต่ข้างในเป็นเผด็จการ ตรงนี้จึงเป็นเรื่องที่สยามประชาภิวัฒน์ต้องแจงให้เข้าใจว่าในประชาธิปไตยที่ซ่อนรูปมีเจ้าของพรรคที่กดรีโมต ทั้งนี้สังคมไทยเป็นระบบอุปถัมภ์ที่หนาแน่น ถูกอุปถัมภ์โดยทุนการเมือง ประชาธิปไตย ประชาธิปไตยไทยจึงมีเพียงเปลือก แต่ข้างในเป็นเผด็จการ และเราไม่สามารถปล่อยให้ประเทศไทยทำแบบนี้ได้ยืนยาว ก่อนที่ประเทศไทยจะมีหนี้สิน หนี้สาธารณะที่เกินตัวและเราจะต้องพ้นออกไปจากวังวนนี้
"ในรัฐธรรมนูญบอกส.ส.เป็นผู้แทน แต่มีการเขียนใบลาออกล่วงหน้า หากใครขัดมติพรรคก็ให้ออก แบบที่ก็เหมือนกับบีบบังคับให้ ส.ส.จะเลือกอะไรระหว่างการเป็นผู้แทน กับทำตามคำสั่งหัวหน้าพรรค แม้จะอ้างว่าเป็นระบอบประชาธิปไตย แต่ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่เป็นเช่นนี้ ระบบอย่างนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร และจะเป็นอย่างไรต่อ หาก ส.ส.ไม่เคยออกมาทำเพื่อประชาชน " นายบรรเจิดกล่าว
วิเคราะห์การเมืองท้องถิ่นเฟะพอกันดูที่ใครรวย-ลูกใคร
นายโอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์คณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า เรากำลังอยู่ในสภาวะผิดปกติ จนเป็นปกติ เมื่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี40 ที่ต้องการคงไว้ซึ่งเสถียรภาพการเมือง การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น การมีส่วนร่วม กระทั่งการกระจายอำนาจสู่องค์ปกครองส่วนท้องถิ่นถูกบิดเบือน เราทุกคนสนับสนุนหลักการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น แต่ในทางหนึ่งกระบวนการนี้ถูกบิดเบือนจนเป็นการสรรหาอำนาจในท้องถิ่น เปิดช่องให้คนมีความพร้อมและมีทรัพยากรมากกว่ากุมอำนาจในส่วนนี้ กระบวนการกระจายอำนาจท้องถิ่น จึงไปอยู่กับชนชั้นนำที่มีความพร้อมมากกว่า มีทรัพยากรพร้อมมากกว่าบนหลักการการเลือกตั้ง ทั้งนี้แม้การเลือกตั้งเป็นวิถีสำคัญในระบอบประชาธิปไตย แต่เมื่อคนบางกลุ่มผูกอำนาจในท้องถิ่น ในทางหนึ่งก็กลายเป็นอาชญากรการเมืองที่ทำร้ายสังคม พรรคการเมือง ได้เช่นกัน
นายโอฬาร กล่าวอีกว่า พรรคการเมืองคือพรรคนายทุน และเล่นกับเกมของตัวเลข พรรคการเมืองจึงจำเป็นต้องเอาผู้ชนะเลือกตั้งในท้องถิ่นผนวกรวมเข้ากับตัวเอง อาทิ ลูกชาวนาที่แม้จะอยากทำเพื่อประโยชน์ให้ท้องถิ่นตนก็เข้าสู่การเมืองได้ยาก ทั้งนี้สังเกตได้ว่าหนีไม่พ้นลักษณะ 3 ประการเท่านั้น คือ 1.ตัวแทนกลุ่มทุน ที่อ้างว่าเป็นของมวลชน 2.ประชาธิปไตยแบบพันธุกรรม ที่พ่อเป็นผู้แทน ลูกก็มีโอกาสเป็น เหมือนการเมืองแบบกรรมพันธุ์ และนำไปสู่การจัดตำแหน่งรัฐมนตรี ที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้มีความรู้ความสามารถ แต่กลายเป็นต่อรองเก้าอี้ผ่านจำนวน ส.ส. 3.นักการเมืองไทยเห็นแก่ผลประโยชน์ต6นเองและพวกพ้องเป็นที่ตั้ง
“จรัส”เปรียบการเมืองไทยวัฏจักรอำนาจบุฟเฟต์มาก่อน-กินก่อน
นายจรัส สุวรรณมาลา อดีตคณะบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การบริหารประเทศของเราแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ นักการเมือง และข้าราชการ แต่ทั้งสองส่วนมักร่วมมือกันหักหลังประชาชน และ 2 เรื่อง ไม่ใช่เรื่องแปลกและเป็นเรื่องธรรมดา ทำให้นึกถึงการไปงานบุฟเฟต์ ซึ่งการแย่งชิงดังกล่าวเป็นการไร้ระเบียบ ใครมาก่อนได้ก่อน ดังนั้นประชาธิปไตยจึงออกระเบียบเพื่อให้ไม่แย่งกัน และพยายามเปลี่ยนสังคมให้เป็นการแบ่งปัน แต่ปัญหาคือ ประชาธิปไตยบ้านเรายังเป็นสังคมการแย่งชิงกันอยู่ เพราะใครใหญ่กว่าก็สามารถแย่งได้มากกว่า ส่วนผู้แพ้ถูกตัดสิทธิไม่ได้อะไรซักอย่าง เพราะฉะนั้น อยากจะได้ก็ต้องไปอยู่กับกลุ่มผู้ชนะ หรือยอมจ่ายให้ได้ส่วนแบ่ง แต่การแย่งชิงแบบนั้นเป็นกลุ่มโจร ไม่ใช่ประชาธิปไตย
นายจรัส กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาหลาย 10 ครั้ง แต่ไม่เคยมีการปฏิรูปการเมืองอย่างจริงจัง ปัญหาของเราก็คือการปฏิรูปที่ไม่สำเร็จ อย่างไรก็ดี อยากเสนออาทิ หากเราจะออกจากการผูกขาดรวมศูนย์แบบนี้ได้อย่างไร คิดว่าเรื่องดังกล่าวต้องกระจายอำนาจให้คนในพื้นที่ปกครอง และใช้เงินที่เก็บภาษีมาเอง และรัฐบาลจะเหลือเท่าไหร่ ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องไปจัดการปัญหาเอาเอง จะช่วยลดการแย่งผลประโยชน์ได้เยอะ
นายจรัส ยังกล่าวต่อว่า รู้ว่านักการเมืองใช้อำนาจทำธุรกิจการเมือง และที่สำคัญสร้างภาพลวงตาให้ประชาชน เชื่อว่ากำลังหาโครงการมาพัฒนาพื้นที่ และหักค่าหัวคิว 30 % เช่น บางรายทุ่มทุนสร้างทีมฟุตบอล ขณะเดียวกันพยายามหาช่องทางด้านธุรกิจให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนต่างประเทศ ด้วยการเจรจา เช่น การตั้งเสนาบดีที่เคยทำธุรกิจต่างประเทศและถูกขึ้นแบล็กลิสต์ สุดท้ายก็อาศัยการเจรจาไปหาตลาดทำธุรกิจใหม่ นักการเมืองได้ก้อนชิ้นใหญ่ และเอากระดูกให้ประชาชนแทะ ทั้งนี้ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะอยู่ได้ในมุมมืด มองเห็นไม่ชัด เห็นด้านเดียว คือ ด้านดีๆ เพราะฉะนั้น จะแก้ต้องใช้วิธีการหลายอย่าง เช่น แฉ ประณาม และก็ปฏิเสธไม่เอานักการเมืองหรือพรรคการเมืองทำนองนี้ ไม่เอาข้าราชการหรือพนักงานราชการประเภทนี้อยู่ และพวกเราในฐานะภาคประชาชนที่จำเป็นต้องทำ
“คมสันต์”ท่องโกงเลือกตั้งทำการเมืองเน่า
นายคมสันต์ โพธิ์คง อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า เราได้ยินแต่ว่าการรัฐประหารเป็นความเลวร้ายในระบบประชาธิปไตย แต่ถามว่าตั้งแต่ปี 35 เราเคยมีประชาธิปไตยจริงๆหรือไม่ เพราะการก่อเกิดของพรรคการเมืองมาจากหลักคิดของคนที่เป็นนายทุนธุรกิจการเมือง ภายใต้การเอาทรัพยากรประเทศไปให้ความมั่งคงกับคนบางกลุ่ม และคนในตระกูล มีการฆ่ารัฐธรรมนูญ ชำเรารัฐธรรมนูญโดยการแทรกแซงองค์กรต่างๆ เอาสมบัติชาติไปเร่ขายให้กับต่างชาติ อีกทั้งการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาก็ไม่ได้พิสูจน์ถึงความบริสุทธิ์ การเลือกตั้งที่พยายามคาดหวังว่าจะนำไปสู่ประชาธิปไตยยังห่างไกล
หวิดวุ่นหลังจบสัมมนา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากการเสวนาของกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์สิ้นสุด ได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมซักถามถึงข้อสงสัย โดยมีช่วงหนึ่งมีชายอายุอายุราว 35 ปี ทราบชื่อภายหลังคือนายนวปัญญ์ ดวงสว่างวิไล ได้พยายามจะเรียกร้องถึงคำถามที่ตนเขียนส่งไปแต่ยังไม่ได้รับคำตอบ โดยที่พิธีการการเสวนาได้ชี้แจงว่าเวลาหมดแล้ว ทำให้นายนวปัญญ์แสดงความไม่พอใจพร้อมกับตะโกนออกมาว่า”จอมปลอม” ทำให้ผู้เข้าร่วมเสวนาส่วนใหญ่ไม่พอใจ จึงตะโกนด่านายนวปัญญ์จนเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.ชนะสงครามที่ควบคุมดูแลพื้นที่มธ.ต้องรีบเข้ามาเชิญตัวนายนวปัญญ์ออกไปสงบสติอารมณ์ที่สน.ชนะสงคราม
ขณะที่นายนวปัญญ์กล่าวว่าเหตุผลที่ตะโกนออกไป เพราะเห็นว่าคำถามในเรื่องแนวคิดเรื่องภาษีอัตราก้าวหน้าของคณะสยามประชาภิวัฒน์เป็นเพียงแค่แนวคิดแต่ไม่มีการลงมือทำและจะสำเร็จได้อย่างไร ตนจึงอยากที่จะแสดงความเห็นในเรื่องนี้
"อดีตเลขากฤษฎีกา"ลั่นไม่ขอเข้าร่วมร่างรธน.
นายอมร อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลนั้นควรต้องทำเลย เพราะอย่างที่พูดไว้ว่ารัฐธรรมนูญมีปัญหาเรื่องโครงสร้าง แต่ถ้าจะแก้ก็ต้องตอบให้ได้ว่าจะไปแก้เรื่องโครงสร้างได้อย่างไร แต่ส่วนตนนั้นยืนยันว่าหากมีการเสนอชื่อเป็น สสร.ในส่วนวิชาการ 22คนก็จะไม่รับ
"อดีตสสร."ชี้รบ.เปิดช่องให้เลือกตั้งสสร.ถือเปิดโอกาสให้ปชช.มีส่วนร่วม
นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงวิธีขึ้นตอนการสรรหา สสร. ว่า ถือเป็นการเปิดกว้างที่ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมากขึ้น
"ประเด็น สสร.ที่มาจากการเลือกตั้ง ผมอยากให้มีการกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงและเข้มงวด หากมีนักการเมืองหรือพรรคการเมืองเข้ามาแทรกแซง ก็ต้องถือว่ามีความผิด และสมควรต้องได้รับโทษอย่างรุนแรง นายเสรี กล่าว
"ชูวิทย์"ค้านพท.เสนอแก้ไขรธน.
นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย กล่าวไม่เห็นด้วยกับกรณีที่พรรคเพื่อไทยเตรียมเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เข้าสู่การประชุมสภา เนื่องจากว่า ไม่มีประโยชน์อะไรกับประชาชนเนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเพียงการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมา ไม่ว่าพรรคไหนมาเป็นรัฐบาลก็จะเข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อพบว่า แก้ไขเสร็จปัญหาก็จะไม่จบ ซึ่งตนกังวลงว่า มีบุคคล ที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาล จะหยิบประเด็นนี้เพื่อใช้ในการล้มรัฐบาลพรรคเพื่อไทย สำหรับประเด็นของการตั้ง สสร.โดยส่วนตัวเห็นว่า ก็จะมีการเลือก บุคคล ที่เป็นฝ่ายเดียวกันกับรัฐบาลเข้ามาทำหน้าที่ในการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งตนขอเรียกว่าการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ เป็นการรนหาที่ เพราะอาจจะถูกหยิบยกไปขยายผลในการต่อสู้ภายนอกสภาได้
"วิปรัฐบาล"ลุยแก้รธน.มาตรา291เตรียมยื่นประธานสภา 9 ก.พ.
นายอุดมเดช รัตนเสถียร ประธานคณะกรรมการประสานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) แถลงภายหลังการประชุมวิปรัฐบาลว่า ที่ประชุมได้หารือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามร่างที่พรรคเพื่อไทยเสนอให้แก้มาตรา 291 โดยวิปรัฐบาลจะประสานให้พรรคร่วมรัฐบาลแต่ละพรรคนำไปประชุมภายในพรรคตนเองในวันที่ 7 ก.พ. ก่อนส่งร่างคืนมายังวิปรัฐบาลในวันที่ 8 ก.พ. ที่จะมีการประชุมทบทวนมติวิปรัฐบาลที่รัฐสภา ถ้าหากพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีข้อสงสัย หรือข้อเสนออื่นใด ก็ขอให้ส่งรายชื่อส.ส.ที่จะร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญมาได้เลย แต่หากพรรคร่วมจะเสนอร่างแก้ไขมาด้วยก็สามารถทำได้ ถ้าไม่ผิดเพี้ยนกันเท่าไรก็พอร่วมเสนอชื่อร่วมกันได้ อย่างไรก็ตามวันนี้ทุกคนเห็นตรงกันว่าจะแก้ไขมาตรา 291 ให้มีสสร.ที่มาจากการเลือกตั้ง จังหวัดละ 1 คน ส่วนอีก 22 คนให้รัฐสภาที่มีส.ส.และส.ว.เป็นผู้คัดเลือก เมื่อยกร่างเรียบร้อยแล้วก็จัดทำประชามติ เบื้องต้นคาดว่าวันที่ 9 ก.พ.จะสามารถเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรได้
นายอุดมเดชกล่าวว่า สำหรับกรอบเวลาที่คิดไว้คร่าวๆคือ เมื่อยื่นต่อประธานสภาในวันที่ 9 ก.พ.แล้ว จะมีการตรวจสอบรายชื่อส.ส. เมื่อสภาบรรจุเข้าวาระ ก็จะตั้งคณะกรรมาธิการใช้เวลาในกระบวนการนี้ประมาณ 2 เดือนครึ่ง จากนั้นจึงทำการเลือกสสร. ใช้เวลาอีกเดือนเศษ แล้วสสร.ทำการแก้ไขยกร่าง 180 วัน ฉะนั้นก็เป็นไปได้ว่าปลายปีนี้จะเห็นเป็นรูปเป็นร่าง
"กกต."ไม่ขัดเลือกสสร.แต่ต้องแก้รธน.291ให้อำนาจกกต.
นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต. กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและให้ทางกกต.เป็นผู้ดำเนินการเลือกสสร.ว่า ควรจะให้ฝ่ายอื่นดำเนินการมากว่า กกต. จะให้กกต.ดำเนินการได้อย่างไร เพราะไม่ใช่การเลือกตั้ง ซึ่งกฏหมายให้กกต.รับผิดชอบการเลือกตั้งทั้งหมด แต่การเลือกสสร.เป็นการเลือกตั้งหรือไม่แต่หากมีการแก้ไขกกต.ก็ทำ ซึ่งตรงนี้อาจมองว่า กกต.มีความชำนาญการเลือกตั้ง หากว่าทำแล้วเกิดประโยชน์กับบ้านเมือง กกต.ก็ยินดี
นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ กล่าวว่า กรณีดังกล่าวนี้เป็นเรื่องของทางรัฐสภาและรัฐบาลที่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เพื่อให้มีสสร. ที่ผ่านมาเคยเกิดกรณีเช่นนี้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เมื่อปี 2549 มาตรา 19 โดยระบุว่า ให้มีการจัดตั้งสสร. ขึ้นมา โดยให้อำนาจคมช. จัดตั้งสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ หลังจากนั้นทางสมาชิกสมัชชาแห่งชาติก็จะเลือกสรรกันเองเหลือ 200 คน ดังนั้น หากจะให้กกต.จัดการเลือก สสร.ก็ต้องรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ก่อน เพื่อให้อำนาจกกต.จัดเลือกตั้ง สสร.ทั่วประเทศทั้ง 77 จังหวัด นอกจากนี้ยังต้องไปแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ คือ กฎหมายรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งและกฏหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และส.ว. เพราะ กกต.มีอำนาจเพียงเลือกตั้งส.ส.และ สว. เท่านั้น หากแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ก็อาจจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมเข้าไปว่า ให้ส.ส.ร. เลือกตั้งโดยกกต. เพื่อให้มีอำนาจในการออกกฏหมายลูกได้ด้วย
นางสดศรี กล่าวต่อว่า ส่วนการออกเสียงประชามติ เราก็ใช้พรบ.ออกเสียงประชามติปี 2552 ซึ่งมีอยู่แล้ว แต่มีข่าวออกมาว่า จะให้ทำประชามติภายใน 60 วันก็จะต้องขัดกับพรบ.ฯ เนื่องจากในพรบ.ฯระบุว่า ต้องทำการออกเสียงประชามติไม่ต่ำกว่า 90 วันแต่ไม่เกิน 120 วัน นับตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่ก็มีวิธีอื่นคือ หากแก้ไขม. 291 ก็ให้สสร.เป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ โดยมอบหมายให้กกต.เป็นผู้จัดทำ ซึ่งจะรวดเร็ว และเป็นไปตามกรอบเวลา
"เราพร้อมเหมือนคนที่ออกศึกอยู่แล้ว และเร็วๆ นี้ก็จะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นกว่า 3,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งเป็นงานที่หนักมาอยู่แล้ว ก็อาจจะให้ท้องถิ่นเข้ามาช่วยเรื่องนี้ ก็อยากให้มีการเขียนกฏหมายให้ชัดว่าจะให้สสร.หาเสียงได้เหมือนนักการเมืองหรือไม่ หรือสังกัดพรรคการเมืองหรือไม่ เพราะเป็นที่รับรู้ว่าสสร มาจากพรรคใดอยู่แล้ว นอกจากนี้อยากให้มีการระบุคุณสมบัติผู้สมัครสสร.ให้ชัดเจน เพื่อที่กกต.จะได้ปฏิบัติหน้าที่ได้ "นางสดศรี กล่าว



