ข่าว

มองเมืองไทยผ่าน'พล นิกร กิมหงวน - สุนทราภรณ์'

มองเมืองไทยผ่าน'พล นิกร กิมหงวน - สุนทราภรณ์'

06 ก.พ. 2555

มองเมืองไทยผ่าน พล นิกร กิมหงวน และสุนทราภรณ์ : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล

          มีคนเคยบอกกับผมว่าถ้าอยากจะเข้าถึงจิตวิญญาณของคนไทยให้ฟังเพลงสุนทราภรณ์ และอ่านหนังสือชุด พล นิกร กิมหงวน ของ ป.อินทรปาลิต เพราะสองอย่างนี้สามารถทำให้เราเข้าใจ วิถีไทย ความคิดของผู้คน สภาพของบ้านเมือง และบริบททางสังคม ในช่วงรอยต่อทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจากอดีตผ่านเหตุการณ์สมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา จนถึงหลังกึ่งพุทธกาล ได้อย่างค่อนข้างชัดเจน ภายในเวลาอันสั้น และด้วยความเพลิดเพลิน

          ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร กล่าวไว้ในหนังสือ “วิวัฒนาการสังคมไทยกับหัสนิยายชุด พล นิกร กิมหงวน” (สนพ.แสงดาว พ.ศ.2544) ว่า “การถ่ายทอดและซึมซับวัฒนธรรมตะวันตกมิติใหม่ ไม่ว่าจะเป็นในด้านพฤติกรรม, ศิลปะ, ค่านิยม ตลอดจนกรอบความคิด ดำเนินไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิผล ทำให้สังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ไม่มีผู้ใดคาดคิด” ดังนั้น “สิ่งที่น่าสนใจก็คือทำอย่างไร เราจึงจะสามารถรับรู้วิวัฒนาการของสังคมไทยที่ดำเนินมาในอดีต หรือติดตามวิวัฒนาการของสังคมไทยตั้งแต่อดีตลงมาถึงปัจจุบัน ในลักษณะที่เหมือนกับชมภาพยนตร์ที่มีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ตรงนี้เองที่วรรณกรรมชุดสามเกลอ พล นิกร กิมหงวน ของ ป.อินทรปาลิต สามารถสนองความต้องการดังกล่าวได้อย่างดี อย่างน้อยที่สุดวรรณกรรมชุดนี้สามารถลำดับเหตุการณ์และบรรยากาศของสังคมไทยอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 30 ปี ตั้งแต่ปี 2482 จนกระทั่งปลาย พ.ศ.2511 ซึ่งเป็นปีที่ท่านนักประพันธ์เอกได้อำลาจากโลกนี้ไป...”

          เป็นเรื่องน่าประหลาดที่ในปี 2482 ที่ ป.อินทรปาลิต เริ่มเขียน พล นิกร กิมหงวน นั้น ครูเอื้อ สุนทรสนาน ได้มารับหน้าที่หัวหน้าวงดนตรีกรมโฆษณาการ ซึ่งต่อมาคือวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ และก่อตั้งวงดนตรีสุนทราภรณ์ในปีเดียวกัน เพลงของสุนทราภรณ์มีความถึงพร้อมทั้งเนื้อเพลง ทำนอง จังหวะ ดนตรีและการร้อง ขณะเดียวกันก็สะท้อนภาพและบรรยากาศของเมืองไทยในช่วงเวลาต่างๆ มาโดยลำดับ ตั้งแต่ท่วงทำนองของเพลงไทยเดิม บทเพลงที่เกี่ยวกับชาวไร่ชาวนา ประเพณีหรือเทศกาล เพลงปลุกใจ จนถึงเพลงลีลาศ และเพลงประจำสถาบันต่างๆ ประกอบด้วยความไพเราะลึกซึ้ง และอารมณ์ต่างๆ ทั้งรัก โศก ความประทับใจ และความสนุกสนาน ซึ่งครูเอื้อได้สร้างไว้ก่อนจะเสียชีวิตในปี 2524 เป็นจำนวน 2,000 กว่าเพลง ซึ่งผมเชื่อว่ามีเพลงหลายสิบหลายร้อยเพลงที่อยู่ในใจของคนไทยมาจนถึงทุกวันนี้

          เมื่อวันก่อน คุณผุสชา โทณะวณิก ชวนผมกับภรรยาไปชมละครเวที “หนึ่งในดวงใจ สุนทราภรณ์ เดอะ มิวสิคัล” จัดโดยมูลนิธิสุนทราภรณ์ ร่วมกับบริษัท เจเอสแอล โกลบอล มีเดีย จำกัด ซึ่งเป็นการนำบทเพลงของสุนทราภรณ์ส่วนหนึ่งมาสอดใส่ในละคร อันเป็นวิธีการของเดอะ มิวสิคัล แบบไทยๆ ที่แตกต่างไปจากของต่างประเทศ ดังนั้น ความโดดเด่นของการแสดงจึงไม่ได้อยู่ที่เนื้อเรื่อง บทเพลงซึ่งแต่งขึ้นใหม่เพื่อบอกเล่าเรื่องราวแทนคำพูด หรือการโลดเต้นเล่นระบำที่แสดงความเคลื่อนไหวของตัวละคร หากอยู่ที่บทสนทนาที่เน้นความสนุกสนานและเรียกเสียงหัวเราะ โดยเฉพาะการหยิกแกมหยอกหรือประชดประเทียดเหตุการณ์ในบ้านเมืองในช่วงน้ำท่วม

          สำหรับแฟนพันธุ์แท้ของสุนทราภรณ์แล้ว ย่อมไม่ผิดหวังกับเพลงหลายๆ เพลง ในเวอร์ชั่นใหม่ของนักร้องรุ่นหนุ่มสาวอย่าง "ซี" ศิวัฒน์, ซานิ เอเอฟ6 ซึ่งมีฝีมือในการร้องเพลงเก่าๆ ได้อย่างน่าประทับใจ ไม่ว่าจะเป็น “มั่นใจไม่รัก” “หนึ่งน้องนางเดียว” “สมมุติว่าเขารัก” “น้ำตาดาว” “สุขกันเถอะเรา” และที่ขาดไม่ได้คือ “หนึ่งในดวงใจ” เคียงคู่กับการแสดงของนักแสดงชั้นนำอย่าง "หนุ่ม" สันติสุข, "ท็อป" ดารณีนุช, ผัดไท ฯลฯ

          รอบที่ผมไปชมนั้น น่าชื่นใจที่เห็นผู้อาวุโสจำนวนมาก บ้างก็มาเป็นคู่ๆ บ้างก็มาเป็นกลุ่ม แต่ละคนต่างมีสีหน้าและแววตาที่มีความสุขกับการได้ชมละคร และได้ฟังเพลงสุนทราภรณ์

          “หนึ่งในดวงใจ สุนทราภรณ์ เดอะ มิวสิคัล” ยังคงแสดงที่ เอ็ม เธียเตอร์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ไปจนถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ซื้อบัตรได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ครับ และก็อยากฝากบอกไปถึงทางเจเอสแอลว่าไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว น่าจะลองนำบางเรื่องของ พล นิกร กิมหงวน มาทำเป็นมิวสิคัล ประกอบเพลงสุนทราภรณ์ ซึ่งร่วมยุคร่วมสมัยกันดูบ้าง น่าจะเรียกแฟนานุแฟนของทั้งสองกลุ่มได้ตรึมทีเดียว