
'ประยุทธ์'ลั่นอย่าแตะม.112
"ประยุทธ์" ลั่น อย่าแตะ ม.112 ทุกฝ่ายต้องหยุดเคลื่อนไหว ชี้สถาบันกษัตริย์ต้องอยู่เหนือความขัดแย้ง ถามกลับคนด่าพ่อ-แม่ นิติเรด ยอมได้หรือไม่ จวกคนเคลื่อนไหวมีไม่กี่คนคิดไม่ดีต่อบ้านเมือง ใช้ช่องว่างกฎหมาย และความเมตตาของพระองค์มาเป็นเครื่องมือทำลาย
วันที่ 6 ก.พ.55 เวลา 07.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานวันสถาปนาหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน ครบรอบ 64 ปี ถึงความพยายามในการเคลื่อนไหวของกลุ่มนิติราษฎ์ โดยเฉพาะการล่ารายชื่อประชาชนเพื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่า ทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่มีการเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ก็จะมีความขัดแย้งระหว่างคน 2 กลุ่มเสมอ คิดว่าในช่วงนี้ไม่ว่าจะฝ่ายใดก็ตาม ควรหยุดการเคลื่อนไหวได้แล้ว รัฐบาลและหลายส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าว ก็บอกชัดเจนไปแล้วว่าไม่เกี่ยวข้อง ไม่ทราบว่า คณะนิติราษฎร์ หรือ คณะนิติเรด จะไปทำอะไรตนก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ในส่วนปัญหาข้อกฎหมายไม่น่าจะมี
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนอยากเรียนในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับในการดำเนินการมาตรา 112 ว่าไม่ใช่เจ้าหน้าที่จะเป็นผู้เริ่มต้นในการดำเนินการ สังคมต้องทบทวนอีกครั้งว่าการกระทำความผิดใดๆ ก็ตาม หรือมาตราใดก็ตามเมื่อมีผู้กระทำความผิด เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินคดี ต่างฝ่ายจะมาอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ หรือ เจ้าหน้าที่จะละเว้นก็ไม่ได้ แต่มาตรา 112 จะมีคณะกรรมการดำเนินการอยู่ ระดับแรกคือ เจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยจะต้องกลั่นกรองว่าเหมาะสมจะดำเนินคดีหรือไม่อย่างไร หลายครั้งมีหลายคดีที่ไม่ได้ดำเนินคดี สิ่งที่ไม่ได้ดำเนินคดีเพราะเราใช้หลักรัฐศาสตร์ คือเจ้าหน้าที่จะไปพบผู้กระทำความผิด โดยอาจจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือ ถูกชักจูง ความคะนอง โดยส่วนใหญ่ก็อ้างว่าไม่รู้ไม่เข้าใจ และไม่เจตนา ก็ให้โอกาส เว้นแต่บางรายที่หนักหนาสาหัส พูดก็ไม่รู้เรื่องยังพยายามฝ่าฝืนข้อกฎหมาย เจ้าหน้าที่ก็ต้องดำเนินคดี โดยขั้นแรกจะมีเจ้าหน้าที่ระดับล่างดูว่าจะดำเนินคดีหรือไม่อย่างไร จากนั้นก็เป็นอัยการ ก่อนจะส่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง ถ้าคดีใดมีข้อสงสัยจะสอบถามไปที่คณะทำงานของ กระทรวงยุติธรรม เพื่อกลั่นกรองว่าเหมาะสม หรือมีการกลั่นแกล้ง ถ้าไม่มีก็ต้องส่งฟ้องศาล นี่คือขั้นตอนตามกฎหมาย
"การปฎิบัติบังคับใช้ มาตรา 112 นั้นมีคณะกรรมการถึง 2 ระดับ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการเอากฎหมายฉบับนี้มาแกล้งผู้หนึ่งผู้ใด ถ้าไม่มีการละเมิดก็ไม่มีการดำเนินดคี คำพูดนี้ต้องชัดเจน เพราะฉะนั้นอย่าเอาเรื่อง มาตรา 112 มาเคลื่อนไหวทำให้เกิดความวุ่นวาย สับสน อลหม่าน และสังคมก็ต้องไม่ให้เกิดเหตุนี้ขึ้นมา เพราะจะกลายเป็นข้อขัดแย้ง และเอาพระองค์ท่าน สถาบัน มาเป็นสาเหตุอีก ที่ผ่านมาหลายฝ่ายพยายามพูดว่าทำเพื่อสถาบัน แต่ปรากฏว่าทำให้เกิดข้อขัดแย้ง และพระองค์ท่านก็ไม่เคยลงมายุ่งเกี่ยว ท่านทรงพระเมตตากับคนทุกหมู่เหล่า พระองค์ไม่เคยลงมารับสั่งให้ดำเนินคดีกับใคร ฟ้องใคร แม้แต่หลายคนท่านก็ทราบดีว่าถูกดำเนินคดีในเรื่องนี้ แต่ก็ทรงพระราชทานอภัยโทษให้ทุกครั้งไป ผมจึงคิดว่ามาตรา 112 เป็นประมวลกฎหมายอาญาที่ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยว ถ้าไม่ละเมิด ก็ไม่ถูกดำเนินคดีและใครก็แอบอ้างไม่ได้ ดังนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวกฎหมาย ไม่ควรจะต้องไปแก้ไขอะไรกันในเวลานี้ อย่าพึ่งไปวุ่นวายมากนัก หยุดได้แล้วทั้ง 2 ฝ่าย อย่าเอาพระองค์ท่านมาอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง วันนี้ความขัดแย้งมีมากพอแล้ว ไม่เกิดประโยชน์ และรัฐบาลก็บอกแล้วไม่เกี่ยวข้อง ไม่เสนอ ไม่แก้แน่ ก็ไม่เข้าใจว่า นิติราษฎ์ยังทำต่อก็ไม่รู้เพื่ออะไร” ผู้บัญชาการทหารบก ระบุ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ส่วนด้านการข่าวก็มีการตรวจสอบว่าการดำเนินการนี้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไร สิ่งหนึ่งที่ตนอยากจะเตือนนิติราษฎร์คือ ถ้าท่านแก้กฎหมายฉบับนี้ ท่านก็ต้องไปแก้กฎหมายฉบับอื่นด้วย เช่น กฎหมายหมิ่นประมาท และการที่คนใดคนหนึ่งไปละเมิด หมิ่นประมาทอีกคนหนึ่ง ผิดกฎหมายอยู่แล้ว ให้ถามกลับไปที่ตัวของท่านเองว่า ถ้าไม่มีกฎหมายหมิ่นประมาท คนมาว่าผู้ปกครอง ญาติพี่น้องของท่าน ได้หรือไม่ เขาละเมิด หยาบคายได้หรือไม่ ถ้าคิดว่าได้ก็โอเค ตนก็รับได้ แต่ตนคิดว่าท่านรับไม่ได้ถ้ามีใครมาละเมิด คุณพ่อคุณแม่ท่าน ที่ท่านบอกว่ากฎหมายผิด สรุปว่าต่อไปต่างคนต่างก็ละเมิดได้หมด บ้านเมืองก็เสียหาย ก็อยู่กันไม่ได้ สังคมแตกแยก เพระอะไร หรือทุกคนต้องการประชาธิปไตยหรืออย่างไร ประชาธิปไตยเป็นแบบนี้หรือ ความเป็นประชาธิปไตยต้องไม่ละเมิดคนอื่นเขา โดยเฉพาะกับสถาบันไม่ควรไปเกี่ยวข้องเลย
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในส่วนของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ก็พยายามทำความเข้าใจกับประชาชน แต่คนไม่ดีก็มีอยู่ไม่กี่คน และพยายามหาช่องว่างข้อกฎหมายมาดำเนินการ เพราะเห็นว่าสถาบันก็ทรงเมตตา และเป็นเช่นนี้มาตลอด ไปดูได้คดีทุกคดีที่มีปัญหาและอ้างว่าถูกดำเนินการด้วยความไม่เป็นธรรมจนเข้าคุก เขาละเมิดมาตรา 112 หรือไม่ ถ้าละเมิดตั้งแต่ต้นก็ไปดูว่าแค่ไหน ผ่านคณะกรรมการกันมาหรือยัง ถ้าผ่านแล้ว มีหลักฐาน พยาน แล้วจะปฏิเสธว่าไม่ผิดได้อย่างไร ไปโทษกฎหมายไม่ถูก เขาเขียนไว้แล้วว่าคนไทยต้องรู้กฎหมาย เจ้าหน้าที่ละเว้นไม่ได้ ทั้งนี้การดำเนินการตามกฎหมายทุกขั้นตอน มีความปราณีให้ทุกเรื่อง ขึ้นอยู่ว่าละเมิดมากหรือน้อย
"ถ้ารู้ว่าจะถูกดำเนินคดีก็อย่าไปทำ ถ้าไม่ทำแล้วจะปวดท้อง ไม่สบายหรือไม่ ผมไม่อยากให้บ้านเมืองเสียหาย ทุกวันนี้สังคมขาดความเอื้อเฟื้อ การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ทั้งนี้ไม่อยากให้ถามมากในเรื่องนี้ เพราะการที่ผมแสดงอะไรออกไปจะผิดระเบียบผิดวินัย ผมมีผู้บังคับบัญชา หากพูดอะไรที่นอกหน้าที่ นอกความรับผิดชอบ จะเกิดอะไรขึ้น ก็ช่วยระวังให้ผมด้วยว่าอย่าให้ไปล้ำเส้นใคร แต่ขอพูดในนามของคนไทย ว่าคนไทยทุกคนไม่อยากให้บ้านเมืองเสียหาย ไม่อยากเห็นความขัดแย้ง และไม่อยากให้เอาสถาบันมาเป็นเหตุในการทำให้เกิดความขัดแย้ง พอกันได้แล้ว ที่ผ่านมาเป็นบทเรียนมาครั้งหนึ่งแล้ว ยังไม่พอกันหรือย่างไร เราต้องนำพระองค์ท่าน สถาบัน ขึ้นไปอยู่เหนือความขัดแย้งทั้งปวง ใครที่เอาเรื่องนี้มาเคลื่อนไหว ผมถือว่าเจตนาไม่ดีต่อบ้านเมือง สังคมก็ไปว่าเอาเอง" พล.อ.ประยุทธ์
“ผบ.ทบ.” ชี้เยียวยาใต้ ปชช.ได้ประโยชน์เป็นเรื่องดี
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่ทำงานระมัดระวังการทำหน้าที่มาโดยตลอด เพราะรู้อยู่ว่า เป็นสงครามทางความคิดแย่งชิงการนำประชาชน สร้างความเชื่อมั่น แต่สิ่งหนึ่งที่เขาทำได้อย่างเดียวคือการใช้ความรุนแรง สิ่งที่ตนต้องการเวลานี้ขอให้ทุกสื่อช่วยกันประณามผู้ก่อเหตุรุนแรงเขาไม่ควรกระทำตราบใดที่เขาคิดว่ายังเป็นคนไทย คนไทยทั้งนั้นที่ไปเคลื่อนไหวอยู่ยังไม่มีหลักฐานว่ามาจากที่อื่น เป็นคนไทยและแสวงหาประโยชน์จากการเคลื่อนไหวทำให้เกิดเหตุรุนแรง ซึ่งคนที่บาดเจ็บสูญเสียคือประชาชนผู้บริสุทธิ์และเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ ต้องเห็นใจเพราะพื้นที่กว้างขวางภารกิจเชิงรับเยอะเจ้าหน้าที่เปิดเผยตนเองมาโดยตลอดเพราะเดี๋ยวจะเข้าใจผิด เพราะทหารเจ้าหน้าที่แต่งนอกเครื่องแบบถืออาวุธไม่ได้ นอกเครื่องแบบถืออาวุธผิดกฎหมาย ตนจึงสั่งเจ้าหน้าที่ทุกคนต้องแต่งเครื่องแบบไม่เช่นนั้นก็เกิดความเข้าใจผิดมาโดยตลอด ฝ่ายโน้นก็มาแต่งตัวคล้ายๆทหาร อย่างไรก็ตาม แต่ก็เป็นปัญหาเพราะเป็นการเปิดเผยตนเอง แต่จะทำอย่างไรได้คงต้องระมัดระวัง งานข่าวหรือแผนการระวังป้องกันก็สำคัญ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า เราต้องพยายามให้เป็นการแก้ปัญหาของเราภายในประเทศของเราเอง เพราะสิ่งที่เขาต้องการคือไปสู่สากล เราก็พยายามไม่ให้ไปสู่สากลแต่ก็เกิดเหตุขึ้น เพราะตราบใดยังมีคนพวกนี้อยู่ ดังนั้นจะได้ชัยชนะอย่างไรก็ต้องนำคนพวกนี้มาสร้างความเข้าใจให้ได้ เรามี มาตรา 21 และยังสู้กันอยู่ในทางความคิด โดยต้องเข้าใจว่าการแก้ไขปัญหาภาคใต้ไม่ใช่การใช้กำลังมาสู้กัน การที่ทหารลงไป 3 - 4 หมื่นคน ไปรวมเจ้าหน้าที่ตำรวจ พลเรือน ทหารของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) รวมประมาณ 6 หมื่นคน ไม่ลงไปเพื่อไปรบ เพราะถ้านำ 6 หมื่นคน ไปรบเดี๋ยวก็จบ คือรบกันไม่เลิก ดังนั้นทำอย่างไรถึงไม่รบ ทำอย่างไรประชาชนจะเข้าใจงานพัฒนาถึงจะพัฒนาขึ้น ทั้งอาชีพ ความเป็นอยู่ คุณภาพชีวิต การศึกษา ทั้งหมดคือภาพรวมที่เราเข้าไปแก้ถึง 7 ยุทธศาสตร์ ทั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4 ลงพื้นที่ภาคใต้เพื่อดูแลการทำงาน แต่กระทรวง ทบวง กรม มีงบประมาณทั้งสิ้น กอ.รมน.ส่วนหนึ่ง ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จะรับหน้าที่การพัฒนา ทหารจะทำหน้าที่ความมั่นคง โดยค่าใช้จ่ายทั้งหมด กอ.รมน. 60% เป็นเรื่องเบี้ยเลี้ยงและเงินเดือน ค่าตอบแทน ค่าครองชีพ ไม่งั้นเจ้าหน้าที่ไปอยู่ในพื้นที่ไม่ได้หรอกหลายหมื่นคน ซึ่งค่าใช้จ่ายทั้งหมดมีทั้งลงทุนระยะสั้นระยะยาวเฉพาะหน้าในการแก้ปัญหา อย่าไปเหมาพูดว่าการแก้ปัญหาไม่สำเร็จ
“วันนี้ 7 ปีแล้ว ถามสิว่า มีใครยึดพื้นที่เราตรงไหนได้บ้าง ชนะแพ้ว่ากันด้วยอะไร มีการแบ่งแยกดินแดนไปหรือยัง มีใครออกมารับผิดชอบว่าเป็นแกนนำหรือเป็นหัวหน้า มีกองกำลังยึดพื้นที่ที่ไหน มีทหารเข้าไปตรงไหนไม่ได้บ้าง นั่นคือแพ้ชนะ ประชาชนเข้าใจทหารเข้าใจเจ้าหน้าที่ 98 ถึง 99 % เหลืออีก 1% เหลืออีก 1 % ที่ยังสู้กันอยู่ก็จะไปให้กำลังใจเขาทำไม ไปให้เครดิตเขาทำไม ดังนั้น ต้องเข้าใจกันไม่งั้นการแก้ปัญหาจะยากขึ้นเรื่อยๆ เห็นใจเจ้าหน้าที่ด้วยเพราะเวลาวิพากษ์วิจารณ์นึกถึงเจ้าหน้าที่ที่เขาเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายทุกวัน ซึ่งลูกเมียผู้บังคับบัญชาเป็นห่วงเป็นใย ทั้งนี้ ไม่มีใครอยากได้งบประมาณเลยเลี้ยงไข้กัน มันคิดแบบนี้ได้ไง ชีวิตคนคิดแบบนี้ไม่ได้ เขาเสียชีวิตลูกเมียก็เดือดร้อน” ผบ.ทบ.กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่ออีกว่า ถ้าไม่เข้าใจมาอธิบายมาพบกันมาตรา 21 ให้ออกมา แต่พวกนั้นก็ไปเป่าหูว่าอย่าออกมาเลย แต่หากไม่ออกมาติดคุกนะครับ หากมาเข้ารับการอบรมและเชื่อได้ว่าถูกชักจูงหลงผิด ก็อบรมและกลายเป็นผู้บริสุทธิ์ได้นั้นคือกฎหมายเขาช่วยอยู่แล้ว แต่ไปเชื่อพวกนั้นที่มาหลอกอยู่ได้ ตนไม่เข้าใจ นอกจากนี้ เรื่องยาเสพติดในพื้นที่เขาจับกันเยอะแยะทำไมไม่นำมาออกข่าว ให้ไปดูที่หน่วยซึ่งผลการตัดสินดำเนินคดีมีเยอะมีโทษถึงประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิตก็มี อย่าไปเอาจำนวนที่จับกุมทั้งหมดมาแล้วมาบอกว่าไม่ได้ผลเลย ซึ่งก็ต้องว่าด้วยพยานหลักฐาน ถามว่าผู้ร้ายจะทำหลักฐานเยอะๆให้จับได้ไหม ซึ่งไม่ได้ แต่ทำไมต้องใช้กฎหมายพิเศษจับเพราะว่ามีพิรุธ โดยจับเพื่อระงับยับหยั่งไม่ให้เกิดเหตุการณ์มาขึ้น เมื่อหลักฐานไม่พอก็ต้องปล่อยเขานี่คือกระบวนการยุติธรรม ถามว่าที่ไหนไม่ยุติธรรม เรื่องใดไม่ยุติธรรม ทุกรัฐบาลพยายามแก้ไข จะมีวิธีอื่นอีกหรือไม่ที่จะแก้ปัญหาภาคใต้ ในเมื่อเราไม่ใช้กำลังความรุนแรง คงมีแต่การพัฒนา ยกระดับคุณภาพชีวิต ให้ความเป็นธรรมอย่างไรก็ตาม ใครที่ติดใจสงสัยเรื่องการแก้ไขปัญหาภาคใต้ ให้มาถามที่กองทัพบกได้ตลอดเวลา 24 ชม. อย่าไปพูดเองแล้วไม่เข้าใจจนเหตุการณ์ลุกลามบานปลายแล้ว แก้ไม่ได้ภายหลัง อย่างที่ตนเคยบอกต้องบันทึกไว้ ใครพูดอะไรต้องรับผิดชอบ
เมื่อถามถึงรัฐบาลเตรียมให้การเยียวยาผู้ที่ได้ผลกระทบจากเหตุรุนแรงในภาคใต้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การเยียวยาก็ดีอยู่แล้ว จะมากจะน้อยก็เรื่องของรัฐบาลและคณะกรรมการ อย่ามาถามตนว่าเห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งต้องมีการเยียวยาจะมากจะน้อยก็แล้วแต่ เพราะคนได้ประโยชน์คือประชาชน ส่วนหลักเกณฑ์ก็ให้ไปตั้งกันอย่ามาถามตน ต้องถามใครเป็นผู้ตั้งหลักเกณฑ์ ตนไม่ได้เป็นผู้ตั้งแต่รัฐบาลตั้งหากเหมาะสมก็ว่ากันไป แต่ประชาชนได้ประโยชน์หรือเปล่า ทุกอย่างที่ทหารทำทุกวันนี้เพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์ทั้งสิ้น ไม่มีอย่างอื่น



