
มิติใหม่วิถียุติธรรม
มิติใหม่วิถียุติธรรม :วิถียุติธรรม โดยชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ
ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้เดินทางมาถึงบทพิสูจน์วิถียุติธรรมอีกครั้งหนึ่ง แต่คาดการณ์ได้ว่าน่าจะถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านที่นำไปสู่การพัฒนาครรลองของหลักนิติธรรมที่มีแนวโน้มดีขึ้น จริงอยู่ไม่มีใครต้องการให้เกิดความสูญเสียแก่ชีวิตและร่างกายของประชาชน แต่เมื่อเกิดการพลาดพลั้งขึ้นวิถีแห่งการบริหารความยุติธรรมและการเยียวยาจะเป็นบทพิสูจน์ทิศทางการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เป็นรูปธรรมที่สุด
สังเกตจากท่าทีของกองทัพบกซึ่งมีหน้าที่หลักในการปกป้องอธิปไตยของรัฐ และในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยในการบังคับใช้กฎหมายเช่นเดียวกับตำรวจ ทำให้การทำหน้าที่เหมือนเหรียญทั้งสองด้านเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะความจริงแล้วตามหลักวิถียุติธรรมการทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยต้องทำตามกฎหมายที่มีวิธีคิด วิธีปฏิบัติ และขั้นตอนที่แตกต่างกับยุทธวิธีทางการทหารในการปกปักรักษาอธิปไตยของชาติ แต่เมื่อจะต้องทำหน้าที่ทั้งสองอย่างพร้อมๆ กันท่ามกลางสถานการณ์อันมีลักษณะสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกับการได้รับการฝึกฝนทางยุทธวิธีในการเตรียมพร้อมก่อนการถูกส่งมาทำหน้าที่ เห็นว่าโดยสภาพของแต่ละบุคคลแล้วทำได้ยากมากก็ตาม
กรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจมองได้หลายมุมจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แต่โดยเบื้องต้นผู้บังคับบัญชาต้องแสดงภาวะผู้นำที่เหมาะสมเท่าทันกับสถานการณ์และด้วยความรอบรู้สภาพปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะเดียวกันทั้งบุคคลและองค์กรในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาจะต้องให้ความสนใจและได้รับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างถูกต้องและรอบด้าน ต่อจากนั้นจะต้องชี้แจงข้อเท็จจริงเหล่านั้นแก่สาธารณะและประชาคมโลกโดยละเอียด รวมทั้งบทสรุปของการแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ชัดเจนไม่คลุมเครือ และที่สำคัญทิศทางของการตัดสินใจในการดำเนินการจะต้องเป็นที่ยอมรับได้ของครอบครัวและชุมชนของผู้ที่ได้รับความเสียหาย รวมทั้งสามารถแสดงความสมเหตุสมผลของความชอบธรรมในการดำเนินการของรัฐ
การที่จั่วหัวข้อในวันนี้ซึ่งเน้นว่าเป็นมิติใหม่ก็เพราะในเบื้องต้นเราได้เห็นภาวะผู้นำของผู้บังคับบัญชาที่มีแนวโน้มออกมาในทางยอมรับความบกพร่องหรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้น แม้จะแบ่งรับแบ่งสู้ว่า เป็นการเข้าใจผิดในสถานการณ์ที่น่าเห็นใจทั้งสองฝ่ายก็ตาม แต่การที่ลงท้ายด้วยความรับผิดชอบ การเยียวยาและการเดินไปสู่ความเป็นธรรมของทุกฝ่ายก็ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยได้เกิดขึ้นบ่อยนัก
หากจะเกาะติดกันต่อไปต้องมองไปที่บทบาทขององค์การและตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับระบบงานยุติธรรม ไล่ไปตั้งแต่พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และตุลาการ ว่าจะมีศักยภาพในการบริหารงานยุติธรรมที่เข้าใจปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ภายใต้บริบทที่ฝ่ายทหารต้องมาทำหน้าที่เหมือนเหรียญสองด้านได้มากน้อยเพียงใด
นอกจากนั้นการสื่อสารถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่ออธิบายและทำความเข้าใจแก่ชาวบ้านทั้งในพื้นที่และสังคมไทยโดยส่วนรวมก็เป็นเรื่องที่จำเป็นและมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในเรื่องของความยุติธรรมจะแยกส่วนออกมาจากภาพรวมของประเทศไม่ได้ และการทำเช่นนั้นต้องถือว่าเข้าใจผิด
การสร้างวิถียุติธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงไม่ใช่เพียงแค่ตัวบทกฎหมายและยุทธวิธีทางการทหารเท่านั้น แต่ต้องมองหลายมุมและแต่ละมุมมองจะต้องเปิดใจกว้าง รวมทั้งมีความตรงไปตรงมากับข้อเท็จจริงไม่ยึดติดกับวิธีคิดและมุมมองของแต่ละฝ่ายเท่านั้น และสุดท้ายต้องมีผู้บริหารจัดการที่มีทักษะและมีกรอบความคิดในการทำงานที่ชัดเจนและเป็นพลวัต
ไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยาก มาถึงบทพิสูจน์กันอีกครั้ง ขอให้มองเห็นมิติใหม่เสียทีเพราะไม่ใช่เรื่องเส้นผมบังภูเขาแต่อย่างใด



