
มธ.เล็งทบทวนมติห้ามใช้พื้นที่
“สมคิด” เตรียมเสนอกก.บห.มธ.ทบทวนมติห้ามเคลื่อนไหวทางการเมืองใน มธ. 13 ก.พ.นี้ ย้ำไม่ได้จำกัดเสรีภาพทางความคิด ยังจัดกิจกรรมวิชาการมาตรา 112 ได้ แต่ต้องไม่ใช่การเคลื่อนทางการเมือง ขณะที่ “วรเจตน์” ระบุลิดรอนเสรีภาพ เมินถูกโดดเดี่ยวห
5ก.พ.2555นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ถึงมติของคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยประกาศห้ามเคลื่อนไหวทางการเมืองในมหาวิทยาลัยว่า เรื่องดังกล่าวมีทั้งเสียงสนับสนุนและคัดค้าน ดังนั้น จะนำเรื่องนี้เข้าไปทบทวนในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารของมหาวิทยาลัย บ่ายวันที่ 13 ก.พ.นี้ แต่เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ยืนยันว่า มติดังกล่าวมีความชัดเจนว่า ไม่ได้มีการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพทางความคิดและวิชาการ ยังมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นทางวิชาการได้
นายสมคิด กล่าวว่า ธรรมศาสตร์ยังมีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว ไม่ได้ปิดหูปิดตา ไม่ได้ห้ามคณาจารย์ของมหาวิทยาลัย หรือ นักศึกษา พูดเรื่องมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา รวมถึงไม่ได้ห้ามล่ารายชื่อคัดค้านหรือสนับสนุนมาตราดังกล่าว แต่ขอให้จำกัดเป็นกิจกรรมทางวิชาการเท่านั้น ไม่ใช่กิจกรรมทางการเมือง ที่มีการขายของ ล่ารายชื่อ ระดมคน เพราะจะกระทบต่อความแปลกแยก แตกต่างทางความคิดในสังคม
“ไม่ได้ห้ามกลุ่มนิติราษฎร์ แต่จะไม่อนุญาตทุกกลุ่มมาเคลื่อนไหวทางการเมืองเรื่องมาตรา 112 ในมหาวิทยาลัย สามารถจัดกิจกรรมทางวิชาการเรื่องมาตรา 112 ได้ แต่หากเคลื่อนเข้าสู่กิจกรรมทางการเมือง ก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม ผมก็ต้องรับผิดชอบต่อสังคม และต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง” นายสมคิด กล่าวและว่า
ความขัดแย้งภายในมหาวิทยาลัยครั้งนี้ ไม่ใช่ปัญหา เพราะทุกฝ่ายมีวัตถุประสงค์ตรงกัน คือต้องการให้มหาวิทยาลัยเป็นแหล่งความรู้ ซึ่งวิธีแก้ปัญหาความขัดแย้งทางความคิด ควรแลกเปลี่ยนความเห็นทางหนังสือไปก่อน โดยขอให้ไปอ่านประกาศมติของกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยให้เข้าใจจุดยืนของมหาวิทยาลัยชัดเจน ซึ่งเชื่อว่าเมื่ออ่านและทำความเข้าใจแล้ว จะทำให้เกิดความเข้าใจและทำให้สถานการณ์คลี่คลาย พร้อมกันนี้ยังยอมรับว่ามีแนวคิดที่จะใช้การพูดคุยเพื่อให้เกิดความเข้าใจกันมากขึ้นด้วย
นายสมคิด ยืนยันว่า จะไม่ตั้งคณะกรรมการสอบวินัยอาจารย์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เคลื่อนไหวในนามนิติราษฎร์ ตามที่คณะวารสารฯ ต้านนิติราษฎร์เรียกร้อง เพราะไม่ใช่วิธีการของตน และเกรงว่าจะเกิดความร้าวฉาน แปลกแยกในมหาวิทยาลัยมากขึ้น แต่จะดูแลเรื่องนี้ให้ดีที่สุด ด้วยการรับฟังความเห็นรอบด้าน พร้อมกันนี้ยังขอความเห็นใจให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะไม่ต้องการให้ประณามมหาวิทยาลัย ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งในสังคมไทย
“ผมเชื่อว่า ท้ายที่สุดจะมีการรวมรวมรายชื่อได้ครบ 10,000 รายชื่อ เพื่อยื่นต่อสภาฯ ให้พิจารณาแก้ไขมาตรา 112 แต่ขณะนี้ทุกภาคส่วน เช่น นายกรัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. ต่างมีความเห็นตรงกัน ที่จะไม่สนับสนุนให้มีการแก้ไขมาตราดังกล่าว ซึ่งตรงกับความเห็นของผมที่ไม่เห็นด้วย แต่ผมก็ไม่เคยใช้ความเห็นส่วนตัวมาตัดสินว่า จะให้ใครใช้สถานที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หรือไม่ ที่ผ่านมายืนยันว่า วางตัวเป็นกลาง ยึดหลักการ และความเห็นส่วนรวมมากกว่าตัวเอง” นายสมคิด กล่าว
ด้าน นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ออกมาเคลื่อนไหวในนามคณะนิติราษฎร์ กล่าวว่า ไม่เข้าใจและแปลกใจกับมติประกาศห้ามของคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย เพราะที่ผ่านมามีการจัดกิจกรรมที่ไม่ได้เป็นการชี้นำมวลชน เป็นกิจกรรมความรู้ทางวิชาการ ไม่ได้เคลื่อนไหวสนับสนุนพรรคการเมืองแต่อย่างใด และเห็นว่า มหาวิทยาลัยควรเป็นแหล่งที่มาพูดคุยกันได้
“ผมเห็นว่า เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพทางวิชาการ การเข้าชื่อเสนอแก้ไขกฎหมาย เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ที่เปิดช่องให้ทำได้ ผมไม่เรียกร้องให้ทบทวนมติดังกล่าว เพราะเป็นเรื่องของมหาวิทยาลัย แต่เมื่อมีเสียงโต้แย้ง ก็ควรทบทวน ผมเห็นว่า มหาวิทยาลัยไม่ควรเร่งออกประกาศ เพราะสามารถกำหนดเงื่อนไขได้ เช่น ห้ามไม่ให้ตั้งโต๊ะล่ารายชื่อ กลับออกประกาศใช้เป็นการทั่วไป ซึ่งผมเห็นว่าไม่ถูกต้อง ผมได้อ่านมติแล้ว แต่ไม่เข้าใจ เพราะไม่ได้อธิบายความชัดเจน” นายวรเจตน์ กล่าว
นายวรเจตน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาสื่อกระแสหลัก ไม่ได้ลงข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ ให้สังคมรับทราบถึงเหตุผลในการเสนอแก้ไขมาตรา 112 หากสังคมรับรู้ อาจให้การสนับสนุน ยืนยันว่า ไม่ใช่เรื่องการล้มเจ้าตามที่ถูกวิจารณ์ และไม่มีปัญหาที่คณะวารสารฯ ต้านนิติราษฎร์ ยื่นหนังสือให้สอบวินัยอาจารย์นิติราษฎร์ แต่เห็นว่ายังไม่มีการกระทำผิด ไม่มีมูล และขอให้อย่าทำตามกระแสสังคมหรือสื่อ
“ผมไม่รู้สึกโดดเดี่ยว แม้หลายฝ่าย เช่น รัฐบาล และ ส.ส. ไม่เห็นด้วยให้แก้มาตรา 112 เพราะไม่ได้เป็นพวกเดียวกับพรรคเพื่อไทย และไม่ใช่แขนซ้ายหรือแขนขวาของกลุ่ม นปช. ตามที่ถูกวิจารณ์ นิติราษฎร์ไม่เกี่ยวข้อง และเปิดรับทุกสีให้รับฟังความเห็น และทำทุกอย่างด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ที่ผ่านมามีกลุ่มเสื้อแดงสนใจเป็นจำนวนมาก” นายวรเจตน์ กล่าว
นายวรเจตน์ ยังยอมรับว่า ข้อเสนอแก้ไขมาตรา 112 ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่เห็นว่าหากสื่อไม่ร่วมวง โดยเสนอข่าว 2 ด้าน เชื่อว่าจะไม่มีปัญหา ถ้าคนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย และคงไม่สามารถอ้างข้อเสนอของนิติราษฎร์ ไปทำรัฐประหารได้ และถ้ามีการเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ และไม่มีเสียงสนับสนุน ร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าวก็ต้องตกไป แต่ในอนาคตอาจมีการเสนอมาใหม่ อย่างไรก็ตาม ย้ำว่า ความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติของระบอบประชาธิปไตย แต่ที่มีปัญหา เพราะมีการกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีอย่างไม่มีมูล
“การเดินหน้าแก้ไขมาตรา 112 จากนี้ไป อยู่ในความรับผิดชอบของคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112) นิติราษฎร์ได้ทำร่างกฎหมายให้ ก็ถือว่าจบไปแล้ว และจะมาทำเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญแทน ที่ผ่านมา ไม่มีเรื่องผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง หรือรับเงินจากใครตามที่ถูกกล่าวหา เพราะผมมีเกียรติและศักดิ์ศรี และเน้นทำงานด้านวิชาการที่บริสุทธิ์ ผมจะไม่รับตำแหน่งใดๆ โดยเฉพาะสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ” นายวรเจตน์ กล่าว
กลุ่มหนุนนิติราษฎร์ร่วมแสดงพลังที่ลานปรีดี
เมื่อเวลา 14.00 น. ที่มธ. กลุ่มผู้สนับสนุนกลุ่มคณะนิติราษฎร์ ซึ่งส่วนหนึ่งที่ได้ย้ายมาจากงานครก. 112 แยกคอกวัว ได้มารวมตัวกันบริเวณลานอนุสาวรีย์ปรีดี พนมยงค์ เพื่อคัดค้านมติกรรมการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ห้ามใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศตร์ ในการเคลื่อนไหวเกี่ยวกลับประเด็นกฎหมายอาญา ม.112 โดยกลุ่มผู้ชุมนุมได้วางพวงหรีดด้านอนุสาวรีย์ปรีดี พนมยงค์ พร้อมเผาเครื่องกงเต็ง เพื่อสะท้อนถึงเสรีภาพที่ได้ตานยจากไปจากในรั้วบริเวณธรรมศาตร์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมได้ร่วมกันถ่ายรูป และพูดกันอยู่นั้น ได้มีชายวัยกลางคนๆหนึ่ง ทราบชื่อภายหลังว่า ชื่อว่านายบุญเจิด ศรีสวัสดิ์ ได้พยายามเดินมาในกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อแจกเอกสารปกป้อง ชาติ สถาบัน และพระมหากษัติรย์ ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมฯเกิดความไม่พอใจ ซึ่งได้มีการโต้เถียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่ก็ไม่เหตุการณ์ความรุนแรงแต่อย่างใด ต่อมาเจ้าหน้ารักษาความปลอดภัยมหาวิทยาลัย ได้เชิญตัวนายบุญเจิดออกจากพื้นที่บริเวณดังกล่าว ส่วนกลุ่มผู้ชุมนุมก็ได้ทำกิจกรรมตามปกติ ก่อนที่จะทะยอยแยกเดินทางกลับ
"ไชยันต์"แนะมธ.เป็นเจ้าภาพจัดถกม.112
นายไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เมื่อความเห็นต่างต้องถกเถียงคุยกัน แต่ต้องยึดกฎหมายว่าสิทธิเสรีภาพจะไม่ละเมิดคนอื่น ต้องมีขันติธรรมมีความอดทน อดกลั้น ควรมีการถกเถียงทางความคิดที่ไม่ต้องใช้อารมณ์มาก และมาหาข้อตกลงร่วมกันว่าจะเป็นอย่างไร
ต่อการที่กรรมการบริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ห้ามเคลื่อนไหวกรณีมาตรา 112 นั้น นายไชยันต์ระบุว่าตนไม่เห็นด้วย เพราะควรให้เขาเคลื่อนไหวในทางวิชาการ แต่การเคลื่อนไหวเชิงวิชาการไม่ใช่การมาพูดคุยกับคนที่เห็นแบบเดียวกับเรา น่าจะคุยกับคนที่เห็นต่างกัน ตนคิดว่าถ้ามีการจัดแล้วกระทบกระทั่ง โดยที่คนจัดไม่สามารถควบคุมได้ มหาวิทยาลัยก็สามารถห้ามจัดได้ หากคนจัดแล้วคนฟังไม่รู้จักมีกติกาในใจก็ค่อยห้าม แต่การออกประกาศห้ามตอนนี้ถือว่าเร็วเกินไป เพราะเพราะควรจะมีกระบวนการเตือน รปภ. ก็น่าจะมีส่วน เพื่อเข้ามาดูไม่ให้สองฝ่ายตีกัน หากห้ามเขาก็จะไปจัดข้างนอก แต่หากให้เขาจัดมหาวิทยาลัยเองก็จะมีอำนาจโดยตรงที่จะเข้ามาดูแล
นายไชยันต์ยังจะบุอีกว่า จะเป็นเรื่องดีหากมหาวิทยาลัยจะเป็นเจ้าภาพในการจัดการถกเถียงในกรณีดังกล่าวเองเพื่อที่จะควบคุมให้ได้ ไม่ให้มีการมาเชียร์ โห่ฮา หรือ ไม่ใช่ไปส่งเสียงสนับสนุนได้ดังกว่า ถ้าโห่ฮา เฮ ก็ไม่มีบรรยากาศของเสรีภาพ และถ้าจัดไปและมีบรรยากาศเช่นนั้นก็สามารถที่จะห้ามไม่ให้จัดได้



