ข่าว

อภิสิทธิ์ห่วงทัวร์นกขมิ้นรัฐเหลว

อภิสิทธิ์ห่วงทัวร์นกขมิ้นรัฐเหลว

05 ก.พ. 2555

"อภิสิทธิ์" ห่วง "ทัวร์นกขมิ่นรบ.เหลว" หวั่นตรวจลุ่มน้ำเจ้าพระยาแค่โปรยคำหวานหว่านโครงการ ชี้ "ครม.-พท." หัดปิดปาก "จตุพร" บ้าง หลังปล่อยข่าวมี "ขบวนการจ้องล้มรัฐ"รายวัน จวก "ยงยุทธ" อย่าพลิ้วค่าเยียวยารายวัน อ้างจะทำสังคมสับสน

          วันที่ 5 ก.พ.55  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวถึงแผนบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลที่ไม่มีชัดเจนว่า ภายในเดือนนี้รัฐบาลต้องมีความชัดเจนในเรื่องการจัดทำระบบข้อมูล แบบจำลองการพยากรณ์เรื่องน้ำให้แล้วเสร็จ และต้องเปิดเผยให้ประชาชนทราบ ทั้งนี้เมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปตรวจพื้นที่ตามแนวลุ่มนำเจ้าพระยาในวันที่ 13 - 17 ก.พ.นี้ ก็ควรที่จะใช้โอกาสในการพบปะทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ ทั้งในเรื่องการกำหนดพื้นที่รับน้ำ ทางผ่านของน้ำ
         
          " นายกรัฐมนตรีต้องปรับรูปแบบการลงพื้นที่ใหม่ ไม่ใช่มุ่งแต่การสร้างภาพเพื่อประโยชน์ทางการเมือง เพราะหากลงพื้นที่แล้วให้คำมั่นสัญญา ในเรื่องโครงการอย่างเดียวจะไม่มีประโยชน์ในการแก้ปัญหา เพราะสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยานั้นประชาชนมีความวิตกกังวลมาก และต้องการเห็นแผนที่เป็นรูปธรรม ซึ่งผมย้ำมาตลอดว่าการบริหารจัดการน้ำไม่มีทางสำเร็จได้ ถ้าประชาชนในพื้นที่ไม่ทราบหรือไม่เข้าใจ ในที่สุดก็จะมีปัญหาเกิดความขัดแย้ง ประชาชนจะไม่ให้ความร่วมมือ รัฐบาลจึงต้องเร่งทำความเข้าใจเพราะเวลาก็เหลือไม่มากแล้ว นอกจากนี้ควรรับฟังความเห็นในพื้นที่ด้วย ว่ามีส่วนใดที่ยังไม่มีการขุดลอกคูคลอง เพื่อเร่งรัดอนุมีติโครงการ เพาะรัฐบาลก็มีเงินอยู่ในมือมาก" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
 
          ผู้นำฝ่ายค้านฯ ยังกล่าวถึงกรณีที่เริ่มมีภาคประชาชน เริ่มเคลื่อนไหวที่จะคัดค้านการบริหารจัดการลุ่มน้ำของรัฐบาลแล้ว เนื่องจากไม่มีการทำความเข้าใจในพื้นที่ล่วงหน้าว่า รัฐบาลต้องเร่งทำควมเข้าใจและตั้งหลักในเรื่องระบบการบริหารงานใหม่ เพราะคนไทยไม่ต้องการเห็นภาพซ้ำเหมือนปีที่แล้ว ที่การบริหารน้ำขึ้นอยู่กับมวลชน เกิดความขัดแย้ง รัฐบาลขาดความชัดเจน และประชาชนก็หวาดวิตกเพราะไม่รู้ว่าข้อมูลการบริหารน้ำของรัฐบาลเป็นอย่างไร ซึ่งรัฐบาลต้องเรียนรู้ความผิดพลาดจากการที่ปล่อยให้การเมืองมาบริหารน้ำ ในช่วงปีที่แล้วจนเกิดความสูญเสียเกินความจำเป็น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยอีกในปีนี้ ทั้งนี้ทั้งหมดก็อยู่ที่แผนของรัฐบาลว่ามีความขัดเจนหรือไม่  และมีอะไรที่จะสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ารัฐบาลจะเดินตามแผนนั้น ไม่ใช่จำนนต่อแรงกดดันในเรื่องของการเมือง ซึ่งตนคิดว่ารัฐบาลต้องมีความชัดเจนมากกว่าปัจจุบัน เพราะว่าเวลานี้รัฐบาลมักพูดถึงแต่เรื่องการทำโครงการนั้นโครงการนี้มากกว่า ซึ่งความเป็นจริงแม้จะมีโครงการแต่ถ้าการบริหารจัารไม่ดีก็ป้องกันไม่ได้
 
          หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรี ยืนยันผ่านรายการ "นายกฯยิ่งลักษณ์ พบประชาชน" ว่า มีควมจำเป็นที่จะต้องออก พ.ร.ก. 4 ฉบับและกู้เงินเพื่อมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำ ว่า ตนเคยบอกแล้วว่าถ้ารัฐบาลเอาแผนมาให้ฝ่ายค้านดูได้ว่ามีรายละเอียด ในการใช้จ่ายเงินอย่างไร และเงินอะไรที่ต้องใช้ทันที เพื่อให้ฝ่ายค้านเห็นว่าเงินที่มีอยู่ในมือเกือบสองแสนล้านบาทไม่เพียงพอ ตนยินดีถอนชื่อจากการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ถ้าเอามาให้เห็นได้ แต่ถ้ารัฐบาลไม่สามารถนำรายละเอียดมายืนยันได้ ก็จะกลายเป็นภาระของประชาชนที่ต้องแบกรับดอกเบี้ยเงินกู้ เพราะเป็นการนำเงินมากองไว้ เหมือนคนมีแผนจะทำอะไรสักอย่างในอีก 5 - 6 ปี แต่กลับกู้เงินมาเก็บไว้ที่บ้าน ซึ่งก็จะเป็นภาระดอกเบี้ยโดยไม่จำเป็น โดยในส่วนของรัฐบาลเองที่พูดว่าต้องกู้เร่งด่วนนั้นควมจริงจะมีการกู้เกิดขึ้นในช่วงปลายปีหน้าด้วยซ้ำ สะท้อนว่ารัฐบาลใช้เรื่องน้ำท่วมและความทุกข์ของประชาชนมาเป็นข้ออ้างในการกู้เงิน



ชี้ครม.พท.หัดปิดปากจตุพรบ้าง

          นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุว่ามีขบวนการล้มรัฐบาลและส่งคนคุกคามกลุ่มนิติราษฎร์ ว่า ตนอยากให้หยุดสร้างความระแวงและความัดแย้งในสังคม หากมีอะไรผิดปกติ เช่น มีการข่มขู่ คุกคาม ก็ควรร้องขอเจ้าหน้าที่ และรัฐบาลเองก็มีหน้าที่รับผิดชอบ ซึ่งก็อยู่พรรคเดียวกับนายจตุพร ดังนั้นมีอะไรก็ควรบอกให้รัฐบาลดูแล ไม่ใช่มาสร้างประเด็นให้เกิดความหวาดระแวง ซึ่งตนเห็นว่าเป็นความพยายามที่จะปลุกระดมอย่างต่อเนื่อง ทั้ง ๆ ที่ความจริงควรช่วยกันทำให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า และรัฐบาลก็อยู่ในฐานะที่จะเดินหน้าประเทศได้อยู่แล้ว
         
          " เป็นความพยายามที่จะรักษามวลชนไว้เป็นฐาน ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่ามีความพยายามที่จะผลักดันในบางเรื่อง ซึ่งจะทำให้เกิดความยัดแย้งในสังคม จึงพยายามเลี้ยงกระแสให้เกิดมวลชนเข้ามา การทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้รัฐบาลบริหารงานยากขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้รัฐบาลไม่แก้ปัญหาให้ประชาชนด้วย ประชาชนก็จะเดือดร้อน ซึ่งก็ไม่ได้เป็นผลดีกับรัฐบาล แต่นายจตุพรอาจจะคิดถึงเรื่องอื่นมากกว่า ผมคิดว่าคนที่ทำงานโดยเฉพาะคนที่มีตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีควรจะตักเตือนคนในพรรค ว่าอย่าทำให้บรรยากาศบ้านเมืองเสียอยู่ตลอดเวลา หยุดสร้างความขัดแย้ง หันมาช่วยกันให้รัฐบาลเดินหน้าทำงานแก้ปัญหาของประเทศ" นายอภิสิทธิ์ กล่าว



จวก “ยงยุทธ”อย่าพลิ้วค่าเยียวยารายวัน อ้างจะทำสังคมสับสน


          นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะประธาน ปคอป.ยอมรับว่าพิจารณาหลักเกณฑ์เยียวยาผู้ชุมนุมทางการเมืองระหว่างปี 48 - 53 เกี่ยวกับการเยียวยาด้านจิตใจจำนวน 3 ล้านบาทไม่มีระเบียบใดรองรับ แต่เป็นการพิจารณาจากความรู้สึก ว่า ตนคิดว่าเรื่องนี้มีการชี้แจงหลายครั้งแต่ข้อมูลกลับไม่ตรงกัน เพราะบางคนก็อ้างว่ามีการคำนวณจากรายได้ประชากร หรือหลักศาสนา ซึ่งตนเห็นว่าควรจะต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนมากกว่านี้ และอยากเตือนอีกครั้งว่านอกจากมีหลักเกณฑ์แล้วยังต้องมีกฎหมายมีระเบียบรองรับด้วย
 
          " ผมยืนยันว่าการจ่ายเงินให้คนกระทำความผิดนั้น ถือว่าผิดหลักเกณฑ์มาตั้งแต่ต้น เพราะการเยียวยาต้องเยียวยาเฉพาะคนที่ถูกละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานเท่านั้น รัฐบาลต้องแยกแยะในเรื่องนี้ หากทำก็จะผิดกฎหมายจะเป็นปัญหาตามมา" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

          ผู้สื่อข่าวถามว่า นายยงยุทธระบุว่า กรณีภาคใต้ต้องพิสูจน์ว่าความสูญเสียเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ แต่กลับบอกว่ากรณีผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงไม่จำเป็นต้องรอการพิสูจน์ เพราะรัฐบาลมีข้อมูลหมดแล้วจะเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่ ผู้นำฝ่านค้านฯ  กล่าวว่า รัฐบาลต้องดำเนินการเรื่องนี้ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีคำตอบ ถ้าไม่ทำอะไรเป็นมาตรฐานเดียวกันจะยิ่งเพิ่มความขัดแย้งมากขึ้น
      
          ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า  คำพูดของนายยงยุทธ สะท้อนว่ามีเป้าหมายที่ต้องการจ่ายเงินให้พรรคพวกตัวเองเป็นอันดับแรกหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์   กล่าวว่า ตนย้ำอีกครั้งว่าถ้าจ่ายแล้วมีปัญหาเรื่องกฎหมายตามมา ถ้าจ่ายแล้วไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน มีหลายมาตรฐานก็จะมีความขัดแย้ง และสุดท้ายก็จะไม่เป็นไปตามที่รัฐบาลพูด คือ ทำทั้งหมดเพื่อควมปรองดอง และการที่ออกมาให้ข้อมูลกลับไปกลับมา  เกี่ยวกับการเยียวผู้ได้รับผลกระทบจากกรณี กรือเซะ ตากใบ โดยล่าสุดระบุว่าหลักเกณฑ์ที่ใช้กับผู้ชุมนุมทางการเมือง ไม่รวม 2 กลุ่มนี้ยิ่งสร้างความสับสนมากขึ้น เพราะบางวันก็พูดว่ารวม บางวันก็มาบอกว่าไม่รวมแล้ว และอยากจะเตือนรัฐบาลว่าปัญหาภาคใต้ไม่ได้มีเฉพาะ กรือเซะ ตากใบ อย่าลืมว่ามีกว่า 5 พันชีวิตที้สูญเสียไป และเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย การต่อสู้ทางการเมืองทั้งสิ้น