ข่าว

'เกษียร'ลั่นคนธรรมศาสตร์ไม่คิดล้มเจ้า

'เกษียร'ลั่นคนธรรมศาสตร์ไม่คิดล้มเจ้า

03 ก.พ. 2555

“เกษียร” ระบุบางคนยังคิดอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ลั่น “คนธรรมศาสตร์” ไม่เคยมีพวกคิดล้มเจ้า "กิตติศักดิ์ ปรกติ" แนะฟัง "นิติราษฎร์"แม้ไม่เห็นด้วย

            เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 3 ก.พ. วิทยาลัยนานาชาติ ปรีดี พนมยงค์ ได้จัดการบรรยายสาธารณะ ตลาดวิชาการ ท่าพระจันทร์ ครั้งที่ 1 เรื่อง ปรีดี พนมยงค์ กับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีนักวิชาการร่วมบรรยาย ได้แก่ นายเกษียร เตชะพีระ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณะบดี คณะนิติศาสตร์ มธ., นายธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ อาจารย์วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต

            นายเกษียร กล่าวว่า มีความมหัศจรรย์ของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คือ มีคนจำนวนมากในสังคมมีความเข้าใจและพฤติกรรม เสมือนอยู่ในระบอบการปกครองสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงทำให้เกิดความสับสน ระหว่างพื้นที่การเมืองหรือพื้นที่สาธารณะ กับพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ สถานการณ์ปัจจุบันนั้น ตนขอยืมทฤษฎีของนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ที่เคยระบุถึงเรื่อง “สองนครา ประชาธิปไตย” ส่วนตัวมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นปัจจุบันมีลักษณะคล้ายกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามทฤษฎีนั้นได้แผ่กว้างคู่ขนานไปทั่วประเทศ

            นายเกษียร กล่าวต่อว่า ขณะนี้แม้ว่าในประเทศไทยมีโครงสร้างการเมืองเป็นประชาธิปไตย แต่ผู้คนจำนวนไม่น้อยในสังคมมีความคิด ความเข้าใจ ราวกับอยู่ในระบอบปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทำให้นำไปสู่ความาเข้าใจผิด ลักลั่น ขัดแย้ง และทะเลาะ รุนแรงมากมาย โดยเฉพาะเมื่อเกิดปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง และฝ่ายที่ขัดแย้งนั้น ติดความคิดในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะดึงสถาบันกษัตริย์มาเป็นเครื่องมือ โจมตีให้ร้าย เพื่อเอาชนะฝ่ายตรงข้าม ทำให้สถาบันกษัตริย์เข้ามาในวังวนของความขัดแย้งทางการเมือง ที่อันตรายอย่างเลี่ยงไม่ได้

            “หากหัวเรายังคิดในระบอบสมบูรณ์อาญาสิทธิราชย์ เมื่อได้ยินคนวิจารณ์สถาบันฯ จะโกรธทันที่ เพราะรู้สึกว่าในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สถาบันกษัตริย์เป็นสิ่งที่วิจารณ์ไม่ได้ ไม่สามารถแยกระหว่างวิจารณ์ กับ ดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายได้ ทำให้  "ม.สามเลข"  ก่อปัญหามาก เพราะเมื่อได้ยินคนใช้สิทธิ์ตามโครงสร้างการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เขารู้สึกเคืองทันที หรือกลายเป็นเรื่องใหญ่กว่านั้น คือ มีการทะเลาะและมีศัตรูทางการเมือง คุณจะไม่คิดถึงการเลือกตั้ง หรือการตั้งพรรคการเมือง แต่จะเอาพระบารมีเป็นที่พึ่ง ดังนั้นทันทีที่มีความขัดแย้งระหว่างพลังการเมืองฝ่ายอื่นๆ กับคุณทักษิณ ชินวัตรแล้วคิดในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็คิดเอาพระบารมีเป็นที่พึ่ง ดึงสถาบันกษัตริย์มาเกลือกกลั้วกับการเมือง ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ทำลายความมั่นคงของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” นายเกษียร กล่าว

            นายเกษียร กล่าวต่อว่า นายปรีดีและอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยตกเป็นเหยื่อข้อกล่าวหาเลื่อนลอยที่ใช้สถาบันกษัตริย์ทำร้ายกันทางการเมืองมาหลายครั้ง โดยพรรคการการเมือง ที่ขณะนี้เป็นฝ่ายค้านจนบุคคลทั้ง 2 อยู่ในประเทศไม่ได้ และทำให้มหาวิทยาลัยของเราถูกเผา ปล้น ยิงถล่ม ล้อมปราบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพันธะในความรับผิดชอบทางศิลธรรมและประวัติศาสตร์ ที่ชาวธรรมศาสตร์พึง ที่ต้องหาทางป้องกันและแก้ไข กรณีแบบนี้ไม่ให้เกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินไทยอีก เป็นสิ่งที่น่าเสียใจ เศร้าใจ ที่ประกาศห้ามใช้ มธ. ครั้งล่าสุด สะท้อนว่าคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยชุดปัจจุบัน ลืมและละทิ้ง ความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ โดยศีลธรรมไป ลืมได้อย่างไร ทั้งหมดเกิดมาด้วยกระบวนการและวิธีเดียวกัน ไม่ต้องกลัวธรรมศาสตร์ เท่าที่ผมทราบไม่มีใครในธรรมศาสตร์คิดล้มเจ้า ไม่แม้แต่อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แต่สิ่งที่คนในธรรมศาสตร์ควรล้มคือการเมืองที่ใช้เจ้าเป็นเครื่องมือไล่ล้างทำลายคนดีไปจากประเทศไทย

            ขณะที่ทางด้านนายพนัส กล่าวว่า ตนมองว่าประเด็นที่เป็นปัญหาตอนนี้ คือ เสรีภาพทางวิชาการที่ข้อเท็จจริงนั้นไม่มีอย่างเด็ดขาด เหมือนอย่างที่เขียนรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งตนเชื่อว่าคำว่าเสรีภาพทางวิชาการ เป็นสิ่งเดียวกันกับคำว่าเสรีภาพทางการศึกษา ตามที่นายปรีดีกล่าวในงานเปิดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ทั้งนี้ที่ผ่านมาในพื้นที่ของ มธ. ไม่ได้มีเสรีภาพทุกตารางนิ้วไม่มีแม้แต่กระผีกริ้นเดียว เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการรัฐประหาร ตั้งแต่พ.ศ.2490 อย่างไรก็ตามตนมองว่าเสรีภาพทุกตารางนิ้วของพื้นที่ มธ. นั้นได้เป็นจริงแล้ว เมื่อวันที่ 2 ก.พ. ที่ผ่านมา

            “สำหรับประเด็นเสรีภาพทางวิชาการที่มีข้อจำกัดอยู่ขณะนี้ อาจเป็นสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด หรือ ต้องให้กรรมการสิทธิมนุษยชน ชี้ขาดในเรื่องเสรีภาพ อย่างไรก็ตามปมประเด็นเรื่อง 3 ตัวเลขนั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายคนทั้งชาติ ที่มีจุดเริ่มต้น คือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” นายพนัส กล่าว

            ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่นักวิชาการได้บรรยายแล้วเสร็จ เป็นเวทีที่ให้ประชาชนที่เข้าร่วมรับฟังซักถาม โดยมีผู้ตั้งคำถามถึงกรณีที่คณะผู้บริหารของมธ.ระบุว่าหากให้เดินหน้าให้แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อาจทำให้เป็นชนวนนำไปสู่เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ 6 ตุลาคม 2519 โดยนายเกษียร ตอบว่า ตนไม่เห็นด้วยกับการประกาศห้ามใช้พื้นที่ มธ. และอ้างเหตุผลว่าจะนำไปสู่เหตุการณ์ดังกล่าว เพราะปัจจุบันนั้นไม่มีสถานการณ์ใดที่นำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดดังกล่าวได้อีก เหตุผลเพราะ 1.รัฐบาล ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ มีความอ่อนแอ ความชอบธรรมมีปัญหา แม้ว่าจะมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรก็ตาม จึงไม่มีความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลังกับผู้ที่เคลื่อนไหวทางการเมือง 2.ชนชั้นนำในปัจจุบัน พยายามรวมศูนย์อำนาจเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม เพื่อนายทุน ในรูปแบบของผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม โอนถ่ายหรือย้ายฐานการผลิต และในสถานการณ์เช่นนี้ตนมองว่ากลุ่มนายทุนคงไม่อยากเห็นการฆ่ากลางเมืองเกิดขึ้นอีก

            “แต่หากเป็นความรุนแรงจากการจัดตั้งของรัฐ อาจมีขึ้นได้ แต่ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด ซึ่งสิ่งที่น่ากลัวกว่านั้น คือ การปลุกความเกลียดชังให้เกิดขึ้น เช่น การด่าว่าล้มเจ้า ซึ่งเป็นการพูดไม่คิดว่า คำพูดนั้นเป็นการเพาะพิษในใจคนจำนวนมาก ทั้งที่คนเหล่านั้นเขาก็รักในหลวง แต่พวกคุณใช้คำพวกนี้ เพราะกลัวจะไม่ได้ใช้ไม้ตะบองศักดิ์สิทธิ์อันใหญ่ จึงแพร่เชื้อความเกลียดออกไป” นายเกษียร กล่าว

            นายเกษียร กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นการเคลื่อนไหวคัดค้าน หรือ สนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มนิติราษฎร์ในพื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น ตนมองว่าเป็นสิ่งที่ยากที่จะคุยให้เข้าใจ แต่อยากให้ยึดหลักสำคัญ 3 ข้อ คือ 1.อย่าลืมว่าเราต้องอยู่สังคมเดียวกัน คือ ไม่ว่าเกลียดกันแค่ไหนพวกเราก็ยังต้องอยู่ในสังคมเดียวกัน ขณะเดียวเวลาเสนออะไรออกมานั้นเป็นสิ่งคนอีกกลุ่มหนึ่งรักมากที่สุด อย่าพูดเอามันสะใจหรือคิดว่าเสนอออกไปแล้วเป็นก้าวหน้าสุดยอด แต่ต้องใช้เหตุผล อย่างกร่าง ใจเขาใจเรา 2. พยายามเลี่ยง Hate Speech เพราะเป็นภาษาที่ปลุกให้เกิดความเกลียดชังมันมากเกินไป เช่นเดียวกับภาษาสงครามส่อให้เกิดคววามรุนแรง ไม่มีทางที่ประเทศจะเปลี่ยนได้ เพราะเปลี่ยนด้วยความรุนแรงมักจะฆ่ากันต่อ 3.ผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต้องแสดงความใจใหญ่ออกมา ด้วยการเปิดพื้นที่เสรีภาพแบบไม่ควรเลือกข้าง

 

"กิตติศักดิ์ ปรกติ"แนะฟัง"นิติราษฎร์"แม้ไม่เห็นด้วย

            เมื่อเวลา 12.03 น. นายกิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ค "Kittisak Prokati"  ถึงกรณีความเห็นต่อการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยระบุว่า  "ความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นฐานความผิดสำคัญในการรักษาความมั่นคงแห่งรัฐ เพราะตลอดหลายสิบปีมานี้ ปวงชนถือเอาพระมหากษัตริย์เป็นผู้แทนของตนตามจารีตประเพณี และถือพระมหากษัตริย์เป็นจิตวิญญาณของชาติ ที่ยึดเหนี่ยวสถาบันหลักของชาติไว้ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เมื่อใดที่ปล่อยให้มีการดูหมิ่นเหยียดหยาม หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์โดยรัฐไม่ลงโทษ ก็จะเป็นเหตุแห่งความไม่สงบขึ้นได้ เพราะมหาชนที่ถือเอาองค์พระมหากษัตริย์เป็นสัญญลักษณ์และศักดิ์ศรีของความเป็นชาติ ย่อมรู้สึกคับแค้นยิ่งกว่าตนถูกประทุษร้ายเสียเอง การคุ้มครองพระมหากษัตริย์คือการคุ้มครองความมั่นคงของรัฐ"

            "แต่เราอยู่ในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข จึงมีคุณธรรมสองอย่างที่ต้องรักษาไว้ คือทั้งประชาธิปไตย และสถาบันพระมหากษัตริย์"

            "คุณธรรมทั้งสองสิ่งนี้ไม่อาจรักษาไว้ได้เพียงด้วยรูปแบบ เพราะประชาธิปไตยนั้นหากเสียงข้างมากขาดการไตร่ตรอง ปล่อยให้ความโลภที่คนหมู่มากมองข้ามได้ครองแผ่นดิน ก็ย่อมทำลายประชาธิปไตยเองในที่สุด เสียงข้างมากจึงต้องถูกถ่วงดุลด้วยคุณธรรมตามกฎหมาย ที่ขี้ขาดโดยตุลาการ"

            "ขณะเดียวกันสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ไม่อาจตั้งมั่นอยู่บนการสรรเสริญด้วยเพียงลมปาก บนความไม่เอาใจใส่ บนความหวาดกลัว หรือความโกรธ คาดโทษผู้อื่นโดยขาดเหตุผล แต่ต้องเทอดไว้บนบัลลังก์แห่งความจริงและสติปัญญาของคนในชาติ กฎหมายจึงยอมรับการวิจารณ์ การร้องเรียน การเสนอข้อปรับปรุงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ และสิ่งเหล่านี้ย่อมบำรุงให้สถาบันเข้มแข็งยิ่งขึ้น ใกล้ชิดประชาชนและแนบแน่นอยู่บนความเป็นจริงของสังคมยิ่งขึ้น"

            "ในกฎหมายไทยเดิมหากพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมีพระบรมราชวินิจฉัยในทางไม่ชอบกฎมณเฑียรบาลจึงกำหนดห้ามสนองพระบรมราชโองการ และให้เสนาบดีคัดค้านพระมหากษัตริย์สามครั้งในที่แจ้ง และในที่ลับอีกหนึ่งครั้ง และพระอัยการขบถศึกก็กำหนดให้ค้านพระมหากษัตริย์ถึงห้าครั้ง ครั้งสุดท้ายให้พระสังฆราชเป็นผู้เตือนพระสติ"

            "แต่ทุกวันนี้ มีบางท่านอ้างตนปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยการตวาดด่า ใช้คำหยาบประนาม จนถึงข่มขู่ และยุยงให้ประทุษร้ายผู้อื่นที่เห็นต่างจากตัวในเรื่องพระมหากษัตริย์ คติเยี่ยงนี้ นอกจากจะเผาลนตนเองด้วยโทสะแล้ว ที่จริงยังบ่อนทำลายความเชื่อถือของมหาชนต่อผู้รักเคารพสถาบันส่วนใหญ่อีกด้วย ถ้าปล่อยให้เข้าใจกันว่าผู้ปกป้องสถาบันล้วนแต่มีโทสะเป็นเจ้าเรือนแล้ว สถาบันจะตั้งอยู่บนอะไร จะมิเท่ากับปล่อยให้สถาบันตั้งอยู่บนกองเพลิงหรือ? ท่านผู้เปี่ยมแน่นด้วยโทสะเหล่านั้นจะไม่อ้างสถาบันข่มเหงผู้อื่นโดยมิชอบเมื่อสบโอกาสดอกหรือ? คุณธรรมของพระมหากษัตริย์จะไม่มัวหมองลงด้วยแรงแห่งอคติ และโทสะของผู้อ้างตนว่าจงรักภักดีดอกหรือ? แล้วเราจะกำจัดผู้แฝงกายหาประโยชน์โดยอ้างสถาบันฯในทางมิชอบให้น้อยลงได้อย่างไร?"

            "พระบรมเดชานุภาพนั้นควรยอยกขึ้นด้วยความจงรักภักดีเพียงใด ก็ต้องเฉลิมด้วยความยุติธรรมเพียงนั้น"

            "ความยุติธรรมในการรักษาพระบรมเดชานุภาพนั้น ต้องประกอบด้วยความสมประโยชน์ในการคุ้มครองความมั่นคงของรัฐ ความแน่นอนชัดเจน เข้าใจได้ไม่ปล่อยให้การกล่าวหาและวินิจฉัยตกอยู่ใต้อำเภอใจหรืออารมณ์ของผู้มีอำนาจ และกอรปด้วยความสมควรแก่เหตุเห็นได้ว่าโทษนั้นต้องด้วยเหตุผล และต้องด้วยกรณี ชั่งน้ำหนักดีแล้ว เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมแท้จริง เพราะความภักดีที่ขาดฐานแห่งความเป็นธรรม ย่อมเป็นกัดกร่อนลงโดยง่ายด้วยอคติของเหล่าผู้ภักดีนั้นเอง"

            "เหตุนี้การดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจึงควรมีกลไกกลั่นกรองให้ตั้งอยู่ในกรอบแห่งเหตุผลและกฎหมายโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่ว่าจะเป็นสำนักราชเลขาฯ อัยการสูงสุด หรือกระทรวงยุติธรรม และบทลงโทษก็ควรจะเบาลงจากที่ตั้งไว้อย่างน้อย ๓ ปี อย่างมาก ๑๕ ปี โดยกำหนดให้สมควรแก่เหตุหนักเบาตามเหตุตามผลในแต่ละเรื่องแต่ละคดีได้ ไม่ต้องมีโทษขั้นต่ำ ขั้นสูงไม่เกิน ๗ ปี ดังที่่มีมาก่อน ๖ ตุลา ๑๙"

            "เราไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับนิติราษฎร์ทั้งหมด แต่ก็ไม่พึงปิดหูหลับตา ไม่ตรวจสอบความคิดเห็นของเขาไปเสียเลย แม้เขาคิดต่าง - ก็ฟังเขาบ้างเถิด ไม่ชอบใจ ขัดเคืองด้วยเรื่องอะไร ก็ค่อย ๆ บอกกล่าว โต้แย้ง ปุจฉา-วิสัชชนากันฉันท์มิตรเถิด"