
เชือด พ.ร.ก.เงินกู้ ปชป.ยืมดาบศาล รธน.
พ.ร.ก.เงินกู้และแก้ไขปัญหาหนี้ 4 ฉบับ ซึ่งทั้งหมดถือว่ามีผลบังคับใช้แล้ว ตามที่ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ก่อนอื่นที่ต้องทำความเข้าใจก็คือ รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ออก พ.ร.ก.เงินกู้และแก้ไขปัญหาหนี้ 4 ฉบับ ซึ่งทั้งหมดถือว่ามีผลบังคับใช้แล้ว ตามที่ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ส่วนการที่พรรคประชาธิปัตย์ และวุฒิสภา ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ สองฉบับ คือ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ.2555 (วงเงินกู้ประมาณ 3.5 แสนล้านบาท) และ พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2555 ที่เกี่ยวข้องกับการโอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ 1.14 ล้านบาท ไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นั้น จะต้องรอการพิจารณาของสภาฯ ออกไปจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย
ทำให้การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาเพื่อลงมติวาระแรกเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีการพิจารณาเพียงสองฉบับเท่านั้น คือ พ.ร.ก.กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ และ พ.ร.ก.ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย
สำหรับประเด็นที่ฝ่ายค้านและพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญนั้น
อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส.กทม. ประชาธิปัตย์ ชี้ประเด็นว่า พ.ร.ก.ให้อำนาจรัฐบาลกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท มีเนื้อหาเพียง 3 หน้ากระดาษ ไม่ระบุรายละเอียดโครงการ ซึ่งเป็นเรื่องแปลกประหลาด เพราะกรณีออก พ.ร.ก.กู้เงินต้องเป็นโครงการเร่งด่วน แต่เมื่อไม่มีรายละเอียด ทำให้หลายโครงการสามารถดำเนินการในปี 2556-2558 ก็ได้ หากไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน รัฐบาลสามารถออกเป็น พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2555 ได้ แต่กลับไม่ทำ
ส่วน พ.ร.ก.โอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ให้ ธปท. ก็ไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งรัฐบาลสามารถออกเป็น พ.ร.บ.เพื่อให้สภาฯ ร่วมตรวจสอบได้ แต่เมื่อรัฐบาลรวบรัดออกเป็น พ.ร.ก.ทำให้เกิดความไม่รอบคอบ กระทบต่อประชาชน เนื่องจากไม่มีข้อบัญญัติห้ามสถาบันผลักภาระให้ประชาชนที่เป็นผู้ฝากและผู้กู้ จึงเท่ากับจะมีผลกระทบต่อประชาชน เพราะธนาคารพาณิชย์จะไม่ลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก หรืออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้เลย
รวมทั้งจะทำให้กลไกการบริหารสถาบันการเงินของ ธปท. ไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ เพราะธนาคารพาณิชย์จะไม่ปฏิบัติตามนโยบายดอกเบี้ยของ ธปท. เนื่องจากทราบดีว่าต้องส่งเงินเข้ากองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินตาม พ.ร.ก.ฉบับนี้
ขณะที่ ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ขยายความให้ชัดลงไปอีกว่า มีการร้องเรียนเรื่องการออก พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2555 มีการเรียกเก็บเงินจากธนาคารพาณิชย์ หรือเรียกเก็บค่าต๋ง
นั่นคือภาระจากธนาคารพาณิชย์ ที่จะส่งผลกระทบมายังประชาชน โดยรัฐไม่ต้องมีหน้าที่ส่งเงินให้ ธปท. ถือเป็นการบิดเบือนกลไกทันที และการที่เอาเงินค่าต๋งไปใช้หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ นั้น ก็ถือเป็นการขัดกับรัฐธรรมนูญ
ที่น่าสนใจก็คือ หลังจากมีการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่า จะทำให้พ.ร.ก.ทั้งสองฉบับต้องหยุดชะงัก เพียงแต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ จะต้องหยุดดำเนินการทันที ทั้งยังจะไม่มีผลย้อนหลังไปบังคับกับเรื่องที่ดำเนินการไปแล้ว



