ข่าว

ธรรมศาสตร์แตกต่างไม่แตกแยก?

ธรรมศาสตร์แตกต่างไม่แตกแยก?

02 ก.พ. 2555

"คม ชัด ลึก" จัดถก"ธรรมศาสตร์แตกต่างไม่แตกแยก?" ประชาคมมธ.ทั้งหนุน-ค้านแก้ม.112 และคำสั่งห้ามใช้พื้นที่ของกก.บห.ชัด

            2ก.พ.2555 1ก.พ.2555 รายการ "คม ชัด ลึก"  ทางสถานีโทรทัสน์เนชั่นชาแนล ได้จัดรายการตอน "ธรรมศาสตร์ ... แตกต่าง ไม่แตกแยก?"  โดยมีผู้ร่วมรายการประกอบด้วยบุคคลที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ต่อกรณีการเคลื่อนไหวให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ของกลุ่มนิติราษฎร์ จนกระทั้งการห้ามใช้สถานที่เคลื่อนไหนของคระกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย

               สรวิศ วงศ์บุญสิน กก.ฝ่ายการเมืององค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) คณะนิติศาสตร์ ปี 2 กล่าวว่า ประกาศล่าสุดที่มธ.และอธิการบดี ประกาศออกมาก็ชัดเจนว่าไม่อยากให้ใช้เพื่อชักจูงไปทางการเมืองที่อาจจะก่อให้เกิดความแตกแยก ทั้งนี้ความแตกแยกใน มธ.ยังไม่เกิด หากเป็นการเคลื่อนไหวที่ต้องการบอกถึงเหตุผลไม่ถือเป็นการชักจูง เห็นว่าอธิการบดียังให้สิทธิเสรีภาพอยู่ และนิติราษฎร์ยังสามารถใช้พื้นที่ใน มธ.ได้ตราบใดที่ไม่ชักจูงให้แตกแยก

               ทั้งนี้ส่วนตัวเชื่อว่าคณะนิติราษฎร์ไม่มีจุดประสงค์ที่จะล้มล้างสถาบัน หรือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะส่วนใหญ่ก็เป็นข้าราชการ ในส่วนสยามประชาภิวัฒน์ก็นำเสนอว่าไม่เคยว่างเว้นสถาบันพระมหากษัตริย์ และ อมธ.ก็ไม่มีสิทธิ์พูดในนามนักศึกษาเพราะถือเป็นจารีตประเพณี และไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเลือกอาจารย์เพียงเพราะอาจารย์เห็นต่างจากเรา มธ.เมื่อร้อนถึงจุดหนึ่งก็จะรู้ว่าถึงจุดหนึ่งหรือยังที่จะถอยและประนีประนอมกัน ต้องเห็นใจ อ.สมคิด ว่าในฐานะเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยไม่ต้องการให้เกิดความแตกแยก เมื่อไหร่ที่สถานการณ์บังคับให้ต้องเลือกในการคุ้มครองสิทธิ ก็ต้องมีฝ่ายหนึ่งต้องถอย
 
               เรื่องสถาบันเป็นเรื่องที่ควรสัมผัสให้น้อย เพื่อที่จะรักษาสถาบันไว้ เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุข ซึ่งประกาศของมธ.ห้ามชักจูง ไม่ได้หมายความว่า นิติราษฎร์หรือสยามประชาภิวัฒน์ห้ามใช้ การจะถูกชักจูงได้ง่ายหรือไม่ ก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะชาว มธ.ก็มีจุดยืนอยู่แล้ว มธ.ก็ยังเป็นมธ. เป็นดินแดนเสรีภาพ ส่วนมติที่ออกมาก็ต้องยอมรับลิดรอนสิทธิเสรีภาพอยู่บ้าง


               อนุพงษ์ ปลิวทอง สภานักศึกษา มธ. กล่าวว่า อยากทราบเกณฑ์ว่าตรงไหนจะนำไปสู่การแตกแยก และที่ว่ากิจกรรมที่เกี่ยวกับ ม.112 เป็นสิ่งที่ต้องตีความ หากจะจัดเสวนาถึงสิ่งดีของ ม.112 อธิการบดียังจะอนุญาตหรือไม่ การที่ให้มธ.เป็นเวทีโต้ตอบกันดีกว่าผลักสู่ภายนอกที่อาจจะนำไปสู่ความรุนแรงได้ และเห็นว่าควรจะลดโทษผู้ที่กระทำผิดลงมาเพราะจำนวนโทษที่มากขึ้น ไม่ได้ทำให้การกระทำผิดลดลง ทั้งนี้ มธ.ยังสอนให้รักประชาชนทุกกลุ่ม ถ้าจะมีตัวที่สอนหรือแบ่งคงเป็นสังคมไทยมากกว่าที่พยายามแบ่งให้เป็นเสื้อเหลือง หรือเสื้่อแดง และต้องมาชนกันในทางสุดท้าย

               อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผู้บริหารทำและอธิบายให้ภายนอกฟัง คือพยายามให้ไม่บิดพลิ้ว แต่คนใน มธ.คิดว่าได้บิดพลิ้วไปแล้ว และขณะนี้มีทั้งคนอึดอัด ไม่สบายใจ และไม่คิดอะไรเลย เหตุการณ์ครั้งนี้เริ่มจะมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไป นับตั้งแต่การแบนไม่รับ รธน. เสื้อเหลือง เสื้อแดง จนถึงปัจจุบันที่เป็นประเด็นเกี่ยวเนื่องกับพระมหากษัตริย์ และแนวทางที่ผู้บริหารออกมาก็ตอบสนองแนวทางนี้พอดี อย่างไรก็ตาม คนภายนอกมองว่า มธ.เป็นดินแดงอุดมคติ แต่แท้จริงไม่สวยหรูทุกอย่าง นักศึกษาที่สนใจประชาธิปไตย การเมือง หรือเป็นฮีโร่ของประชาชน ไม่ใช่ทุกคน

               ธีรภัทร เยาดำ กลุ่มธรรมศาสตร์อาสาปกป้องชาติและสถาบัน คณะศิลปศาสตร์ ปี 1 กล่าวว่า  ตนเห็นด้วยกับมติของอธิการบดี เพราะถือว่าเป็นเรื่องที่อ่อนไหวต่อสังคม การที่นิติราษฎร์จัดเสวนาเกี่ยวกับ ม.112 ส่งผลกระทบกับคนไทยหลายกลุ่ม และเห็นว่ามธ.ไม่ควรสร้างความร้าวฉานขึ้นในประเทศ แต่ทั้งนี้โดยส่วนตัวอยากให้แก้ ม.112 โดยลดโทษผู้ที่หมิ่นสถาบัน เพราะบางอย่างก็มีปัญหา แต่ก็กังวลว่าจะตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม ทั้งนี้มองว่า มธ.ยังมีเสรีภาพ แต่เสรีภาพต้องมีขอบเขต ไม่กระทบต่อความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ ส่วนตัวเห็นว่า มธ.เปรียบเหมือนป่า มีคนคิดต่างเท่าไหร่ก็จะยิ่งแข็งแกร่ง และสมบูรณ์มากขึ้น

               ปราบ เลาหะโรจนพันธ์ กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ปี 3 กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยกับการประกาศของอธิการบดี และจากที่ติดตามนิติราษฎร์ ก็เห็นว่ามีปัญหาจริงในการดำเนินคดีว่าเป็นไปอย่างไร เพราะ ม.112 ไม่มีพื้นที่เปิดให้วิจารณ์เกี่ยวกับสถาบันที่เป็นการติเพื่อก่อ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสถาบัน เช่น กรณีอากงที่ถูกกล่าวหาส่ง SMS หมิ่นสถาบัน ซึ่งคนไทยทุกคนมีสิทธิ์วาดฝันให้ประเทศไทยเป็นอย่างไร แต่หลังจากมติผู้บริหารออกมาเสรีภาพได้ลดน้อยลง ไม่ต่างจากมืดบอดทางปัญญา ตอนแรกที่เข้ามาคิดว่า มธ.จะมีปัจเจกมากกว่านี้ แต่เมื่อเกิดวิกฤติการเมืองก็ภูมิใจใน มธ.มากขึ้น แต่หากนิติราษฎร์ไม่สามารถพูดถึง ม.112 ได้อีก ก็มีความเป็นไปได้ที่เสรีภาพจะไม่เกิดขึ้น และเสน่ห์ของ มธ.ก็จะหายไป สิ่งที่นิติราษฎร์พูดเป็นปัญหา หลักวิชาจริงๆ หากเป็นปัญหาจริงๆก็ไม่ควรซุกไว้ใต้พรม สังคมไทยไม่ควรอ่อนไหว เสรีภาพทางความคิดก็ควรให้อยู่ในพื้นที่ทางความคิด ส่วนคำว่าชักจูง ตนเห็นว่าเป็นวาทะกรรมในแง่ลบ มนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์บอกว่าเมื่อไปฟังมาแล้วเห็นด้วย ซึ่งทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคิดเอง และนิติราษฎร์ก็ไม่ใช่ตัวแทนธรรมศาสตร์

               ตะวัน มานะกุล สโมสรนักศึกษาสภากาแฟ มธ. คณะรัฐศาสตร์ ปี 4 กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยกับมติของอธิการบดีที่ออกมา การที่ตัดไฟต้องตัดแต่ต้นลม ต้องให้ชัดว่าใครเป็นไฟ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการตัดลม ยิ่งเมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นเป็นหน้าที่ของสถานศึกษาที่จะต้องให้ความรู้ ปกป้อง แต่มติของผู้บริหารที่ออกมามีนัยะอะไรหรือไม่ หากจะทำก็ทำให้สุด อย่ากั๊กว่าเสรีภาพมีหลายแบบ หากจะเกิดความสุ่มเสี่ยงจริง เกิดจากคนที่ไม่เคารพเสรีภาพ ต้องการข่มขู่ เมื่อการริดรอนเสรีภาพเกิดขึ้น จะไม่สามารถดึงไปได้พร้อมๆ กัน ถ้าเป็นไปได้อยากให้ผู้บริหารทบทวนมติที่ออกมา