ข่าว

'อีเอ็มบอล'ไม่แก้น้ำเน่าเสี่ยงติดเชื้อรา

'อีเอ็มบอล'ไม่แก้น้ำเน่าเสี่ยงติดเชื้อรา

03 ก.พ. 2555

'อีเอ็มบอล'ไม่แก้น้ำเน่า นักปั้น...เสี่ยงติดเชื้อราดำ : โต๊ะรายงานพิเศษ

       ข้อสงสัยในประสิทธิภาพของอีเอ็ม และอีเอ็มบอล ที่มีการรณรงค์ให้ประชาชนนำไปโยนใส่แหล่งน้ำเพื่อบำบัดน้ำเสียในช่วงวิกฤติมหาอุทกภัยที่ผ่านมานั้น ล่าสุดมีความชัดเจนมากขึ้นว่า วิธีการดังกล่าวอาจใช้ไม่ได้ผล เมื่อคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำการทดสอบประสิทธิภาพของอีเอ็มแล้วพบว่า อีเอ็ม ไม่ได้ช่วยบำบัดน้ำเสีย และยังเป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสียเพิ่มขึ้นด้วย
 
             ผลสรุปเกี่ยวกับประสิทธิภาพของอีเอ็มครั้งนี้ ได้รับการยืนยันจากคณะผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกอบด้วย รศ.ดร.สุเทพ ธนียวัน หัวหน้าภาควิชาจุลชีววิทยา รศ.ดร.กำธร ธีรคุปต์ หัวหน้าภาควิชาชีววิทยา รศ.ดร.ไทยถาวร เลิศวิทยาประสิทธิ หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล ศ.ดร.อรัญ อินเจริญศักดิ์ อาจารย์ภาควิชาเคมี ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา ดร.อนุสรณ์ ปานสุข อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา และดร.สราวุธ ศรีทองอุทัย อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ซึ่งได้ใช้เวลานานกว่า 1 เดือน ในการทดสอบประสิทธิภาพของอีเอ็ม กระทั่งสามารถสรุปได้ว่า อีเอ็ม ไม่สามารถช่วยบำบัดน้ำเสียได้
 
             ดร.อนุสรณ์ อธิบายถึงวิธีการทดสอบประสิทธิภาพอีเอ็มในครั้งนี้ว่า คณะผู้วิจัยได้จัดเก็บตัวอย่างน้ำเสียจากบริเวณที่น้ำท่วมขังในพื้นที่ ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ระหว่างวันที่ 6-16 ธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กำลังประสบมหาอุทกภัย เข้าสู่กระบวนการทดสอบตามหลักวิทยาศาสตร์ โดยได้แบ่งน้ำใส่ขวดโหลเป็น 3 ชุด ชุดแรกไม่ใส่อีเอ็ม ชุดที่ 2 นำอีเอ็มที่เลี้ยงเชื้อด้วยกากน้ำตาลเป็นเวลา 2 วันมาใส่ในสัดส่วน 1 ต่อ 1,000 เท่า และชุดที่ 3 นำอีเอ็มที่ขยายด้วยกากน้ำตาลและกรองตัวเชื้อทิ้งแล้วมาใส่ แล้วดำเนินการตรวจสอบคุณภาพน้ำ ตามระยะเวลาที่กำหนด คือ 1 วัน 2 วัน 4 วัน และ 7 วัน ตามลำดับ
 
             ดร.อนุสรณ์ ขยายความว่า จากการตรวจวัดค่าคุณภาพน้ำพบว่า น้ำเสียที่มีการเติมอีเอ็ม และน้ำเสียที่เติมอีเอ็มที่ผ่านกระบวนการกรองตัวเชื้อทิ้งแล้ว มีความสกปรกมากขึ้นจนแตะระดับใกล้เคียงกับน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม ขณะที่น้ำเสียที่ไม่ได้ใส่อีเอ็มมีค่าความสกปรกน้อยกว่ามาก สาเหตุที่ทำให้น้ำเสียที่ใส่สารอีเอ็มมีความสกปรกมากขึ้น น่าจะเป็นเพราะผลจากสารอินทรีย์ต่างๆ ที่อยู่ในอีเอ็ม
 
             "การทดสอบพบว่า น้ำเสียในชุดที่ใส่อีเอ็มและชุดที่ใส่อีเอ็มที่ผ่านการกรองหัวเชื้อแล้วมีค่าออกซิเจนในน้ำน้อยกว่าน้ำเสียชุดที่ไม่ใส่อะไรเลย ขณะที่ค่าไนโตรเจนอินทรีย์ทั้ง 3 ชุดทดลองไม่มีความแตกต่างกัน ขณะที่ความขุ่นของน้ำก็ไม่มีความแตกต่างกัน สามารถสรุปได้ว่า อีเอ็มไม่ได้ช่วยให้น้ำเสียใสขึ้นกว่าการวางน้ำเสียทิ้งไว้เฉยๆ" ดร.อนุสรณ์ บอก
 
             รศ.ดร.สุเทพ หัวหน้าทีมทดสอบประสิทธิภาพอีเอ็ม ยืนยันว่า ผลการทดสอบในครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่า การเติมอีเอ็มหรือผลิตภัณฑ์อีเอ็มลงไปในน้ำเสียจากแหล่งน้ำท่วมครั้งที่ผ่านมา ไม่ได้ทำให้น้ำมีคุณภาพดีขึ้น กลับส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง หมายความว่า ในช่วงมหาอุทกภัยที่ผ่านมา หลายพื้นที่มีการนำอีเอ็ม โดยเฉพาะอีเอ็มบอล ไปทิ้งในบริเวณแหล่งน้ำจำนวนมาก ไม่ได้ช่วยในการบำบัดน้ำเสีย แต่กลับเป็นการเพิ่มปริมาณขยะให้แก่แหล่งน้ำ
 
             "ในการทดสอบครั้งนี้ มีอยู่เรื่องเดียวที่เราไม่มีเครื่องมือที่ชัดเจนในการวัดค่าคือ เรื่องกลิ่น แต่ทีมงานก็ใช้วิธีการดมกลิ่นพิสูจน์ พบว่า น้ำเสียชุดที่ใส่อีเอ็มมีกลิ่นลดน้อยลง อาจเป็นเพราะจุลินทรีย์ในอีเอ็มอาจไปปรับเปลี่ยนแก๊สไข่เน่า ซึ่งเป็นสารเคมีที่พบในน้ำเสียให้เป็นอย่างอื่น จึงทำให้มีกลิ่นลดน้อยลง แต่คุณภาพน้ำไม่ได้ดีขึ้นแต่อย่างใด ปริมาณออกซิเจนในน้ำยิ่งลดน้อยลง พูดง่ายๆ คือ น้ำเสียยังเป็นน้ำเสีย ไม่ได้เป็นน้ำดีอย่างที่เข้าใจกัน" รศ.ดร.สุเทพ อธิบาย
 
             สอดคล้องกับ ผศ.ดร.เจษฎา กล่าวว่า อีเอ็มไม่สามารถบำบัดน้ำเสียได้ แต่กลับเป็นการเพิ่มขยะให้แก่แหล่งน้ำ แต่ยอมรับว่าจุลินทรีย์ในอีเอ็มบางตัวสามารถเปลี่ยนสารเคมีในแหล่งน้ำให้เปลี่ยนไปเป็นสารเคมีชนิดอื่นที่ทำให้กลิ่นเหม็นลดน้อยลง การลดกลิ่นเหม็นดังกล่าว หากเทียบกับการใช้ปูนขาวโรยดับกลิ่นก็ได้ผลไม่แตกต่างกัน กลิ่นลดน้อยลงเหมือนกัน ขณะที่ปูนขาวมีราคาถูกกว่ามาก
 
             "วิกฤติน้ำท่วมที่ผ่านมา ผมรู้สึกเสียดายแรงงาน ที่มีการเกณฑ์กำลังคนไปช่วยกันปั้นอีเอ็มบอลเพื่อโยนลงแหล่งน้ำจำนวนมาก วิธีการนี้ไม่ได้ช่วยให้คุณภาพน้ำดีขึ้น แถมยังเป็นการเพิ่มปริมาณขยะให้แก่แหล่งน้ำ หากนำแรงงานเหล่านั้นไปช่วยในการเก็บขยะออกจากแหล่งน้ำน่าจะได้ประโยชน์มากกว่า" ผศ.ดร.เจษฎา เสนอความเห็น
 
             ผศ.ดร.เจษฎา ยังแสดงความเป็นห่วงถึงประชาชนที่ไปช่วยเหลือในการปั้นอีเอ็มบอลว่า อาจได้รับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะเชื้อราดำ จากการสัมผัสอีเอ็มบอล จะเห็นได้ว่า ในช่วงวิกฤติน้ำท่วมมีอาสาสมัครที่ไปช่วยปั้นอีเอ็มบอลหลายรายป่วยมีอาการท้องเสียภายหลังจากไปร่วมปั้นอีเอ็มบอล อย่างไรก็ตาม วิธีการบำบัดน้ำเสียในวิกฤติน้ำท่วมที่ดีสุด คือ การเก็บขยะและของเสียออกจากแหล่งน้ำ เร่งระบายน้ำ และหาทางเพิ่มออกซิเจนให้แก่น้ำ หากเป็นพื้นที่แคบๆ ให้ใช้ปั๊มน้ำ เครื่องทำน้ำพุ เครื่องสูบน้ำขนาดเล็ก หากเป็นพื้นที่กว้างอาจต้องใช้กังหันน้ำขนาดใหญ่

..........

(หมายเหตุ : 'อีเอ็มบอล'ไม่แก้น้ำเน่า นักปั้น...เสี่ยงติดเชื้อราดำ  : โต๊ะรายงานพิเศษ)