ข่าว

รัฐเตรียมนำเงินกองทุนฯอุ้มราคาน้ำมัน

รัฐเตรียมนำเงินกองทุนฯอุ้มราคาน้ำมัน

08 พ.ค. 2552

คณะกรรมการพลังงานฯมีมติลดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันชั่วคราว 1 เดือน สกัดน้ำมันพุ่งช่วงรัฐขึ้นภาษีสรรพสามิต นายกฯ ยันใช้กลไกกองทุนน้ำมันอุ้มประชาชนไม่ให้เดือดร้อน

(8พ.ค.) นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นว่า จะมีการตราพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ถ้าประกาศใช้แล้วก็มีผลให้ต้องปรับเพิ่มสรรพสามิตน้ำมันด้วย ดังนั้น ถ้าเราไม่ทำอะไรเลยก็จะทำให้ราคาน้ำมัน ทั้งเบนซิน และดีเซล ต้องปรับขึ้นทันที

 นพ.วรรณรัตน์กล่าวว่า เพื่อเป็นการลดผลกระทบกับประชาชนผู้ใช้น้ำมันทั้งประเทศ รวมทั้งอาจจะส่งผลต่อการขึ้นราคาสินค้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กระทรวงพลังงานโดยคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง. ซึ่งตนเป็นประธาน ได้ประชุมและมีมติอนุมัติในหลักการที่จะนำเงินกองทุนเชื้อเพลิงมาใช้เป็นกลไกในการบรรเทาผลกระทบ ไม่ให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนตรงนี้ โดยจะปรับลดการจัดเก็บเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงลงชั่วคราว เพื่อไม่ให้ราคาขายปลีกน้ำมันที่สถานบริการน้ำมันหรือปั๊มน้ำมันต่างๆ ทั่วประเทศมีราคาสูงขึ้น

ทั้งนี้ จากมาตรการดังกล่าวเท่ากับว่าราคาน้ำมันจะยังปกติเท่าเดิม ซึ่งจะทำชั่วคราวไปก่อน และจะทยอยลดภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงลงเป็นคราวๆ ไป จนกระทั่งราคาน้ำมันได้ปรับเข้าสู่ภาวะปกติตามที่มีการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตที่กระทรวงการคลังประกาศ จนครบจำนวนด้วยการทยอยปรับทีละเล็กทีละน้อยมิให้กระทบกระเทือนต่อผู้บริโภคทั้งประเทศ 

รมว.พลังงานชี้แจงว่า เรื่องนี้จะมีผลทันที ฉะนั้นขอให้ประชาชนได้สบายใจได้ว่า ถึงแม้ว่ากระทรวงการคลังจะปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ในระยะแรกเป็นการชั่วคราวนั้น ราคาน้ำมันขายปลีกตามปั๊มต่างๆ ทั่วประเทศจะไม่ขึ้นราคา และจะไม่ปรับสูงขึ้น แต่ถ้าหากจะปรับราคาน้ำมันขึ้นคงเป็นการปรับขึ้นตามกลไกของตลาดโลกเท่านั้น ไม่ใช่ปรับขึ้นเพราะว่ามีการขึ้นภาษีสรรพสามิต ซึ่งคิดว่าจะใช้บรรเทาความเดือดร้อนประมาณ 1 เดือน และจะค่อยๆ ขยับขึ้นเหมือนคราวที่แล้ว

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันนั้น ได้ให้กระทรวงพลังงานพิจารณา โดยจะใช้กลไกกองทุนน้ำมัน และจะไม่ให้กระทบกับราคาหน้าสถานีบริการ โดยขอให้แยกออกจากกันระหว่างเพดานกับการจัดเก็บจริง

ในส่วนของปรับภาษีเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์นั้น นายชวลิต หอประเสริฐวงศ์ ที่ปรึกษาด้านวิชาการเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านภาคเหนือ กล่าวถึงผลกระทบที่ได้รับจากนโยบายการขึ้นภาษีเหล้าของรัฐบาลว่า เดิมเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตสุราพื้นบ้าน ได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลเพื่อเรียกร้องขอความเห็นใจจากรัฐบาลหลายข้อ อาทิ การยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่ผู้กระทำและขายสุรากลั่นชุมชน ภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งกระทรวงการคลังขอเสนอปรับลดอัตราภาษีสุราขาว ตามมูลค่าร้อยละ 28 เป็นมูลค่าร้อยละ 25 ตามปริมาณจากลิตรละ 100 บาท ลดเหลือ 70 บาท แห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ เพื่อป้องกันความยุ่งยากในการบริหารจัดเก็บภาษี เพื่อเป็นการส่งเสริมการผลิตสุรากลั่นชุมชน แต่ปรากฏว่ารัฐบาลกลับมีมาตรการขึ้นภาษีเหล้า โดยขึ้นราคาแอลกอฮอล์บริสุทธิ์จากลิตรละ 70 บาท มาเป็น 110 บาท ล่าสุด 120 บาท ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเหล้าพื้นบ้าน เนื่องจากยังถูกบังคับใช้ในฐานภาษีเดียวกับบริษัทใหญ่ทั่วไป

นายชวลิตกล่าวต่อว่า ในการประชุมสมาชิกเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านภาคเหนือและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน ผู้ผลิตสุราพื้นบ้านแห่งประเทศไทย จึงได้มีมติสร้างพันธมิตรกับเอ็นจีโอ และนักกฎหมายเอกชน เพื่อร่วมกันต่อสู้และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยแนวทางการเรียกร้องจะมีทั้งเชิงนโยบายและการเคลื่อนไหวในพื้นที่ โดยจะมีการรวมตัวของบรรดาแกนนำในจังหวัดต่างๆ ของภาคเหนือยื่นหนังสือต่อรัฐบาลผ่านหน่วยงานภาครัฐ แต่จะเป็นการต่อสู้เชิงสันติ

พร้อมชี้ว่าการขึ้นภาษีครั้งนี้ผู้ผลิตสุราพื้นบ้านไม่สามารถซื้อแสตมป์จากสรรพสามิตในราคาเดิมตั้งแต่เวลา 24.00 น. วันที่ 6 พฤษภาคม ที่ผ่านมา แล้ว ทำให้เชื่อได้ว่ารัฐกำลังกระทำการอันขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี 2550 มาตรา 84 (1) (5) (6) (8) และ (14) โดยเฉพาะ (6) ระบุว่า “ดำเนินการให้มีการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม คุ้มครอง ส่งเสริมและขยายโอกาสในการประกอบอาชีพของประชาชนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นและภูมิปัญญาไทย เพื่อใช้ในการผลิตสินค้า บริการ และการประกอบอาชีพ

 ขณะที่ น.ส.รัตนาวดี แซ่โค้ว อายุ 40 ปี เจ้าของร้านจำหน่ายบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายหนึ่งในตัวเมืองสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ยินดีปฏิบัติตามเงื่อนไขของรัฐทุกอย่าง แต่ยอมรับว่ารายได้ลดลงแน่นอน เพราะภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้คนที่นิยมดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะประหยัดกันมากขึ้น ส่วนคนที่สูบบุหรี่ก็จะสูบน้อยลง แต่ที่เป็นห่วงคือของปลอมจะระบาดกันมากขึ้น