
'อียิปต์'กับ'ระบอบประชาธิปไตย
เปิดโลกวันอาทิตย์ : 'อียิปต์'กับ'ระบอบประชาธิปไตย'คิดต่างแต่ไม่แตกแยก..เพราะ 'ศาสนา'ค้ำ โดย...ดลหมาน ณ ไคโร
โอ้อัลลอฮ์เจ้า...โอ๊ะโอ๋....เผลอแผล็บเดียว เวลาได้ผ่านพ้นไปถึงหนึ่งปีเต็มแล้วหรือนี่ หลังจากลูกหลานชาวเมืองสฟิงซ์อิยิปต์ได้รวมตัวกันเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2554 หมายโค่นล้มรัฐบาลประธานาธิบดีฮอสนี มูบารักที่ปกครองประเทศด้วยกำปั้นเหล็กมานานถึง 30 ปี ท้ายที่สุด มูบารักก็จำใจยอมถอดหัวโขนทิ้ง เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2554
นับเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของประชาชนที่รวมพลังกันเป็นครั้งแรกหลังสุดอัดอั้นตันใจที่ถูกปิดปากเหมือนคนใบ้ที่ไม่สามารถลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิเรียกร้องเสียง และข้อเรียกร้องใดๆ ความกดดันจากการถูกเอารัดเอาเปรียบ การถูกกดขี่จากระบบผู้นำของหน่วยงานต่างๆ ที่มาจากภาครัฐ โดยเฉพาะการห้ามประท้วงหรือการชุมนุมเรียกร้อง ซึ่งถือเป็นเรื่องต้องห้ามอย่างเด็ดขาดในสมัยของอดีตผู้นำ คือสิ่งที่ประชาชนต้องยอมจำนนตลอดมา
แต่ทว่าความหวังก็ไม่เคยหมดสิ้น เมื่อชาวอียิปต์รุ่นใหม่เริ่มใช้อินเทอร์เน็ตติดต่อสื่อสารและแพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว และนี่คือชนวนของการรวมตัวกันอย่างเงียบๆ ด้วยการประชุมแบบใหม่ที่ไม่มีใครเหมือน นั่นก็คือการ “ชุมนุมระบบสัมผัสแป้นพิมพ์” ที่สามารถระดมพลแบบคลื่นใต้น้ำผ่านสื่อสมัยใหม่ในหลายวิธี และเป็นการประชุมที่ไม่เห็นตัวตนของผู้ร่วมประชุม เท่ากับสามารถแหกกฎเหล็กของอดีตผู้นำได้อย่างอัศจรรย์ที่สุด อีกทั้งยังสามารถโค่นล้มอำนาจทั้งผู้นำและรัฐบาลเก่าอย่างราบคาบอีกด้วย
“ชนวนการโค่นล้มอดีตผู้นำ” สืบเนื่องมาจากหลายๆ ปัญหา หลายๆ ประเด็น ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม อย่างเช่นความเหลื่อมล้ำทางสังคม ด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหาความยากจน ทางการเมืองเช่นการโดนปิดกั้นเสรีภาพในการวิจารณ์รัฐบาลและผู้นำ นี่คือที่มาของการลุกฮือของประชาชนในหลายๆ ระดับชั้น ตั้งแต่ชนชั้นล่าง เยาวชนทั่วไป ไปจนถึง หน่วยงานราชการ รัฐบาล นักวิชาการศาสนา นักธุรกิจ ที่ดำเนินการอย่างเงียบๆ จากนั้นกลุ่มชุมนุม “ระบบสัมผัสแป้นพิมพ์ " ได้เริ่มนัดวันประชุมเรียกร้องก่อนการเกิดปฏิวัติจริงเพียงไม่กี่วัน จนถึงวันประท้วงใหญ่ ณ จัตุรัตตะรีร์ ซึ่งเป็นการรวมตัวครั้งสุดท้ายในการเรียกร้องให้อดีตประธานาธิบดีมูบารักยอมจำนน
ในวันนั้นจะเห็นได้ว่าชาวอียิปต์แห่กันไปร่วมประท้วงหลายล้านคนไม่ว่าจะเป็นมุสลิม หรือคริสต์ และสิ่งที่ได้รับคือความพอใจและความอิสระที่ทุกคนรอคอยมาช้านาน ในวันนั้น กลุ่มวัยรุ่นที่ใช้สื่ออินเทอร์เน็ตรวมพลผ่านการ “ชุมนุมระบบสัมผัสแป้นพิมพ์” ได้เรียกกลุ่มตัวเองอย่างเป็นทางการว่า “ชะบ๊าบ เซาเราะห์” หรือ “นักปฏิวัติสายเลือดใหม่” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
“ชะบ๊าบ เซาเราะห์” หรือ “นักปฏิวัติสายเลือดใหม่” มีหน้าที่เป็นแกนนำประท้วง เรียกร้องสิทธิและความยุติธรรมให้ประชาชนมากที่สุด ไม่ว่าจะเรื่องการถ่ายโอนอำนาจของทหารให้ประชาชน รวมทั้ง การเร่งรัดดำเนินคดีอดีตผู้นำที่ใช้อำนาจสั่งยิงผู้ร่วมประท้วงซึ่งยังคงอยู่ในชั้นศาลขณะนี้
นั่นหมายความว่านักปฏิวัติสายเลือดใหม่ไม่ใช่แค่เป็นแกนนำประท้วงแต่เป็น “ตำรวจ” ของประชาชนที่คอยสอดส่องคดีความของรัฐบาลชุดเก่า รวมทั้งสังเกตการณ์การเริ่มต้นการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่ที่เพิ่งเลือกตั้งเสร็จไปเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งผลการเลือกตั้งเป็นไปตามความคาดหมาย โดยพรรคที่เข้าไปมีส่วนร่วมในสภามากที่สุดนั่นก็คือกลุ่มอิสลามิสต์ซึ่งมาจากสองพรรคใหญ่นั่นก็คือพรรค “อัลอิควานมุสลีมีน” หรือ "มุสลิมบราเธอร์ฮูด" หรือ "ภราดรภาพมุสลิม" ตามมาด้วย “พรรคนูรร์” ภายใต้แกนนำของ กลุ่มศะลาฟี้ ซึ่งเป็นกลุ่มอนุรักษนิยมสายศาสนา
จากที่เคยเป็นหนึ่งเดียวในการร่วมกันโค่นล้มอดีตผู้นำ มาวันนี้ทั้งสองกลุ่มระหว่างนักปฏิวัติสายเลือดใหม่กับพรรคอัลอิควานมุสลิมีนก็มีความคิดที่ต่างกัน ในขณะที่พรรคอัลอิควานมองว่าการปฏิวัติสิ้นสุดลงแล้วถึงแม้ข้อเรียกร้องบางอย่างยังไม่บรรลุผลก็ตามที ไม่ต้องมีการเรียกร้องหรือประท้วงใดๆ อีกต่อไปเพราะต้องดำเนินการชำระสะสางเรื่องต่างๆ ทีละขั้นตอน จากอดีตกว่า 30 ปี มีเรื่องที่ต้องแก้ไขอย่างละเอียดซึ่งไม่ใช่จะทำได้ในวันเดียว
ขณะที่กลุ่มปฏิวัติสายเลือดใหม่กลับมองว่า กลุ่มอัลอิควานภายหลังจากที่ได้รับเสียงข้างมากในการเลือกตั้ง มีท่าทีที่เปลี่ยนไป เริ่มล่าช้าเหมือนไม่ใส่ใจกับเรื่องราวที่เคยเรียกร้องกันมาหลังจากการเข้าไปในสภาแล้ว การเรียกร้องของกลุ่มปฏิวัติสายเลือดใหม่จึงยังคงดำเนินต่อไปจนกว่าทุกอย่างจะได้รับความยุติธรรม ถูกต้องและชัดเจน
ระบอบประชาธิปไตยในอียิปต์ ยังไม่สมบูรณ์เต็มตัว แม้องค์กรต่างๆ มีตัวหลักๆ อยู่แล้ว แต่เพราะการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของคนทั้งประเทศ ต่างก็ต้องการเรียกร้องความเป็นธรรมจากผู้บริหารประเทศให้มากที่สุด แม้มุมมองของผู้บริหารใหม่กับคนทั้งประเทศที่เคยร่วมประท้วงกันมา โดยรัฐบาลต้องการเวลาในการศึกษาและการพิจารณาอย่างรอบคอบ ขณะที่ประชาชนต้องการจะให้ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการในทันทีทันใด สิ่งนี่คือปัญหาหลักของการทำงานในระบบประชาธิปไตยก้าวใหม่ของอียิปต์ ที่ยังคงต้องใช้เวลาบ่มเพาะความไว้ใจระหว่างกันอีกนาน
การประท้วงในอียิปต์ยังคงมีขึ้นรายวัน เพราะต่างต้องการเรียกร้องสิทธิ์ต่างๆ ที่พึงจะมีในระบอบประชาธิปไตย อาจจะมีการกระทบกระทั่ง ไม่ลงรอยกันบ้างในบางเรื่อง แต่ทุกอย่างก็จบลงด้วยดีเสมอ แม้จะมีมือที่สามผู้ไม่ประสงค์ให้ชาวอียิปต์สงบสุข เข้ามาสวมรอยพร้อมกับฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์
แต่ท้ายที่สุดก็จบไปอย่างที่เราได้เห็นกัน โดยเฉพาะเมื่อถึงวันฉลองครบรอบหนึ่งปีของการปฏิวัติเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2555 ที่ผ่านมา ประชาชนกว่า หนึ่งล้านคนแห่ไปยัง จัตุรัสตะรีร์ เป็นหนึ่งเดียวกันไม่ว่าพรรคการเมืองไหนหรือผู้สนับสนุนพรรคใด ต่างแห่กันไปรวมตัวเพื่อเฉลิมฉลองพร้อมกับให้เร่งรีบ ดำเนินการข้อเรียกร้องต่างๆ ของการปฏิวัติให้ลุล่วงโดยเร็วที่สุด แม้ว่าอากาศจะเหน็บหนาวในตอนกลางคืนกว่าทุกคนจะทยอยกันกลับบ้านก็เป็นเวลาเช้าของวันใหม่ ลบล้างคำสบประมาทของข่าวลือและสื่อต่างๆ ที่คิดว่าวันนั้นจะมีการนองเลือดขึ้นอีกท้ายที่สุดกลายเป็นวันแห่งการรื่นเริงที่ทุกคนต่างยอมรับให้วันที่ 25 มกราคม ของทุกปีเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของประเทศ
แม้จะยังไม่มีผู้นำในตอนนี้ แต่ทุกคนยังอยู่ตามระบบที่ตกลงกันไว้ ทั้งฝ่ายผู้นำชั่วคราวและคนในประเทศ ถึงแม้จะมีมือที่สามเข้ามาครอบงำและพยายามแทรกแซงภายในประเทศ ทำให้การบริหารเป็นไปอย่างกระท่อนกระแท่นบ้าง แต่ก็ยังคงเป็นคนอียิปต์บริหารอียิปต์เอง นี่คือสิ่งที่แปลกและน่าสังเกตว่าทำไม อียิปต์จึงเป็นประเทศเดียวที่แข็งแกร่งได้ขนาดนี้ คำตอบก็คือ “เพราะศาสนา”
ณ ตอนนี้ชีวิตประจำวันของชาวอียิปต์ในยุคที่เสรีภาพเริ่มเบ่งบานนั้นต่างจากสมัยที่อยู่ใต้อำนาจมูบารักนานกว่า 30 ปี อย่างไม่น่าเชื่อ จากที่เคยเห็นแม่ค้าพ่อค้าแต่งตัวมอซอนั่งขายเม็ดถั่วลิสง ผักผลไม้ รวมถึงกระดาษทิชชู่ริมถนน ต้องวิ่งกันจ้าละหวั่นอย่างน่าเวทนาทันทีที่เห็นตำรวจเดินผ่าน บางรายโดนตำรวจเตะข้าวของกระจายแถมยังโดนกระชากและตบตีอย่างป่าเถื่อนอยู่ทุกวี่วัน คนขับแท็กซี่ไม่มีสิทธิ์พูดจาเมื่อนายตำรวจใหญ่เดินมาเคาะประตูรถแล้วขึ้นไปนั่งโดยไม่มีคำขอบคุณและต้องขับไปตามที่ตัวเองต้องการ นี่คือสิ่งที่ผมเคยเห็นมากับตาและหดหู่กับการเป็นอยู่แบบนี้ ผมเคยขอพรอย่าให้เห็นสิ่งนี้อีกต่อไปไม่อยากเห็นน้ำตาผู้คนที่เป็นคนด้อยค่า หรือชนชั้นล่าง ที่ถูกข่มเหงรักแก
ทุกวันนี้ชีวิตชาวอียิปต์เริ่มมีความเป็นตัวของตัวเอง และมีความเกรงใจกันมากขึ้น เป็นสิ่งที่น่าแปลก บนรถไฟใต้ดินที่ผมเดินทางมาทำงานเสียงทะเลาะดังขึ้นทุกวี่ทุกวัน แต่ปัจจุบันแม้จะแน่นขนัดเหมือนที่ผ่านมา แต่ไม่มีเสียงให้รำคาญอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ชาวลูกหลานสฟิงซ์ในทุกวันนี้ ทุกคนมีสีหน้าที่เบิกบาน และมีความเป็นกันเองมากขึ้นกว่าแต่ก่อน และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มายังชาวต่างชาติอย่างเห็นได้ชัด การประท้วงที่เราเห็นไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่เป็นเรื่องที่พวกเขาต้องการสิทธิ์กลับคืนมาอย่างถูกต้องชัดเจน ให้สมกับที่กำลังก้าวสู่ยุคประชาธิปไตย สิทธิ์ของใครใครก็ห่วง
...ขอเป็นกำลังใจให้ลูกหลานสฟิงซ์มีความสุขและเป็นแบบอย่างให้โลกมุสลิมทั่วไปได้เอาแบบอย่างของความเข้มแข็งและการใช้ศาสนาแก้ไขอย่างถูกต้องชัดเจน
...............................
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : 'อียิปต์'กับ'ระบอบประชาธิปไตย'คิดต่างแต่ไม่แตกแยก..เพราะ 'ศาสนา'ค้ำ โดย...ดลหมาน ณ ไคโร )



