ข่าว

ดอกไม้แด่กิตติศักดิ์ก้อนอิฐแด่สมคิด

ดอกไม้แด่กิตติศักดิ์ก้อนอิฐแด่สมคิด

02 ก.พ. 2555

ดอกไม้แด่กิตติศักดิ์ ก้อนอิฐแด่สมคิด : ว่ายทวนอารมณ์ โดย ใบตองแห้ง

              ว่าจะเริ่มคอลัมน์นี้ด้วยเรื่องเบาๆ แต่กลับเลี่ยงของหนักไม่พ้น ในฐานะศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ แม้เรียนไม่จบ
 
              ผมเพิ่งเป็นปลื้มกับ กิตติศักดิ์ ปรกติ ที่โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า “นิติราษฎร์คิดต่าง - ฟังเขาเถิด!” เรียกร้องให้รับฟังข้อเสนอของนิติราษฎร์ด้วยความคารวะ โต้แย้งกันด้วยเหตุผล ไม่ควรใช้ท่าทีข่มขู่หรือยุยงให้ประทุษร้าย
 
              เป็นที่ทราบดีว่า กิตติศักดิ์ มีความเห็นต่างกับนิติราษฎร์เป็นคนละขั้ว ไม่ว่าข้อเสนอ “ลบล้างผลพวงรัฐประหาร” หรือก่อนหน้านั้นหลายกรณี ซึ่งในการถกเถียงกันตามวิสัยปุถุชนผู้ยังมีอัตตา ก็น่าที่จะกระทบกระทั่งสร้างความขุ่นข้องหมองใจไม่มากก็น้อย
 
              แต่เมื่อเห็นเพื่อนอาจารย์ร่วมคณะถูกข่มขู่ เผาหุ่น แขวนคอหุ่น ปลุกความเกลียดชัง เหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ “เศษสวะ” “เนรคุณ” “พ่อแม่ไม่สั่งสอน” คล้ายกับที่วิทยุยานเกราะและหนังสือพิมพ์ดาวสยาม ปลุกปั่นลูกเสือชาวบ้าน  กิตติศักดิ์ ก็ยังไม่ลืมความเป็นผู้ถูกกระทำในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ซึ่งเป็นการเข่นฆ่าผู้มีความเห็นต่างทางการเมืองอย่างเหี้ยมโหดอำมหิตที่สุดในประวัติศาสตร์เมืองไทยเมืองพุทธ
 
              ถ้าคนที่คิดต่างกัน 2 ขั้วในสังคมไทย มีคนอย่างกิตติศักดิ์มากๆ ความชิงชังคั่งแค้นกันคงไม่รุนแรงเท่านี้ นี่พูดด้วยความคารวะต่อท่าที แต่เรื่องความเห็นขอยืนยันว่าต้องถกกันต่อไปไม่ลดละ
 
              กำลังเป็นปลื้มอยู่ดีๆ ก็ต้องก้มลงเก็บก้อนอิฐ เมื่อ สมคิด เลิศไพฑูรย์ กับคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีมติเอกฉันท์! ไม่ให้นิติราษฎร์ใช้สถานที่ของมหาวิทยาลัยเคลื่อนไหวเรื่องแก้ไขมาตรา 112 อีก
 
              อ้าว ไหนว่าธรรมศาสตร์เป็น “ดินแดนแห่งเสรีภาพทุกตารางนิ้ว”
 
              ธรรมศาสตร์เป็นพื้นที่เปิดกว้างทางปัญญามาทุกยุคทุกสมัย แม้แต่ในยุคเผด็จการ เป็นพื้นที่ของการเสวนา อภิปราย แสดงความคิดเห็นอย่างไรก็ได้ ไม่เพียงในกรอบสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย แต่รวมถึงเสรีภาพทางวิชาการ ที่จะศึกษาวิเคราะห์วิจารณ์แนวคิด ปรัชญา ความเชื่อต่างๆ ที่แตกต่างไปจากกระแสหลักในสังคม
 
              อันที่จริงไม่ใช่เฉพาะธรรมศาสตร์ ทุกมหาวิทยาลัยนั่นแหละจำเป็นต้องมีเสรีภาพทางวิชาการ เพียงแต่ “ธรรมศาสตร์และการเมือง” มีประวัติศาสตร์อันยาวนานจนซึมซับเป็นจิตวิญญาณ ว่าเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ เสมอภาค ซึ่งไม่ใช่แค่ทางการเมือง แต่ยังรวมถึงวัฒนธรรม เช่น ธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยเดียวที่ไม่มีการรับน้อง ธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยเดียวที่ชาวบ้านร้านตลาดเดินเข้าออก โดยไม่รู้สึกต้องเดินตัวลีบผ่าน “หอคอยงาช้าง” หรือ “สถานที่ราชการ”
 
              ฉะนั้น แม้คุณจะเป็นคนนอก ไม่ใช่ศิษย์เก่า ไม่ใช่นักศึกษา ก็สามารถร่วมกิจกรรมทางการเมืองในธรรมศาสตร์ตลอดมา ไม่ว่าจะไล่ทักษิณ หรือคัดค้านรัฐประหาร
 
              มติของคณะผู้บริหารจึงสวนทางกับจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์สิ้นเชิง จนอยากใช้สำนวน ผบ.ทบ.ถามว่า “เป็นคนธรรมศาสตร์หรือเปล่า”
 
              ที่พูดเช่นนี้ไม่ใช่เพราะผมสนับสนุนนิติราษฎร์ แต่เพราะผมก็ไม่เคยโวยวายที่พันธมิตรฯ ขอใช้หอใหญ่รวมพลก่อนไล่รัฐบาลสมัคร หรือขอใช้ศูนย์ประชุมรังสิตตั้งพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งไม่เห็นมีใครเข้าใจผิดว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยเห็นด้วยกับพันธมิตรฯ (เข้าใจถูก-ฮา แต่เข้าใจถูกเพราะการแสดงออกด้านอื่น ไม่ใช่เรื่องของการให้ใช้สถานที่)
 
              บางคนอาจแย้งว่านี่เป็นเรื่องมาตรา 112 เกี่ยวกับสถาบัน อาจนำมาซึ่งความขัดแย้งรุนแรง
 
              อ้างอย่างนั้นยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ เพราะประวัติศาสตร์ของธรรมศาสตร์เคยผ่านความเจ็บปวดถูกกระทำจากการอ้างสถาบันมาทำลายล้างกันถึง 2 ครั้ง คือ 6 ตุลา 2519 และอ้างกรณีสวรรคตรัฐประหาร 2490 ทำลาย อ.ปรีดี พนมยงค์
 
              ถ้าเห็นว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ประชาคมธรรมศาสตร์ต่างหากที่ควรปกป้องเสรีภาพทางความคิดของอาจารย์ของตัว ปกป้องจากการถูกให้ร้ายป้ายสี ปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่ถูกเอาใบหน้าไปตัดต่อภาพเป็น “วรเจี๊ยก” ผู้บริหารมหาวิทยาลัยมีสิทธิที่จะประกาศชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับนิติราษฎร์ แต่ตราบใดที่การเคลื่อนไหวนั้นอยู่ในกรอบของกฎหมาย เป็นสิทธิประชาธิปไตย ผู้ที่มีความเห็นต่างก็ควรโต้แย้งกันด้วยเหตุผล อย่าใช้ความรุนแรงข่มขู่คุกคาม
 
              พูดง่ายๆว่า สมคิด ควรแสดงท่าทีอย่าง กิตติศักดิ์ หรือไม่ก็ให้ กิตติศักดิ์ เป็นอธิการบดีแทน สมคิด

 

..................

(หมายเหตุ : ดอกไม้แด่กิตติศักดิ์ ก้อนอิฐแด่สมคิด : ว่ายทวนอารมณ์ โดย ใบตองแห้ง)