ข่าว

พบรักแท้หนุ่มไอริช-สาวราษีไศลปักหลักใช้ชีวิตในต่างแดน

พบรักแท้หนุ่มไอริช-สาวราษีไศลปักหลักใช้ชีวิตในต่างแดน

02 ก.พ. 2555

พบรักแท้หนุ่มไอริช-สาวราษีไศลปักหลักใช้ชีวิตในต่างแดน : คอลัมน์ เขยฝรั่ง สะใภ้อินเตอร์ : โดย...เสาวลักษ์ คงภัคพูน // กวินทรา ใจซื่อ

                    นักศึกษาไฟแรงที่เรียนจบใหม่หลายคนมักจะขวนขวายหางานทำเพื่อสร้างอนาคต บางคนหางานทำในประเทศไทย ขณะที่บางคนตัดสินใจไปทำงานในต่างประเทศ ให้ได้สัมผัสบรรยากาศใหม่ๆ มีรายได้จากการทำงานที่สูงกว่าเมืองไทย ที่สำคัญยังได้มีโอกาสได้ไปท่องเที่ยวในต่างประเทศด้วย

                    น.ส.พัฒนา ศรีชาคำ หรือ "พัฒน์ " ชาวราษีไศล จ.ศรีษะเกษ ก็เป็นอีกคนที่คิดเช่นนั้น หลังเรียนจบก็ทำงานที่โรงเรียนยอแซฟ อยุธยา จนถึงปี 2543 น้องสาวที่ไปทำงานในประเทศไอร์แลนด์ก่อนหน้านี้ โทรศัพท์มาชวนให้ไปทำงาน คนไฟแรงที่ชอบทำงานอย่างพัฒน์จึงตัดสินใจบินลัดฟ้าไปเสี่ยงโชคทำงานต่างแดนตามคำชวนของน้องสาวทันที

                    "ทำงานเป็นพนักงานในบริษัทส่งออกเนื้อไก่ค่ะ ก็เดินทางไปพร้อมกับญาติพี่น้องรวม 3 คน จนทุกวันนี้เรามากันเป็นครอบครัวใหญ่ มีพี่สาวใหญ่มาก่อนจากนั้นเครือญาติก็ตามมา รวมลูกๆ หลานๆ เกือบ 30 คนแล้ว"

                    สภาพอากาศที่หนาวเย็น ผู้คน ภาษา รวมถึงวัฒนธรรมที่ไม่คุ้นเคยของประเทศไอร์แลนด์ ทำให้สาวเอเชียคนนี้ต้องใช้เวลาปรับตัวในการใช้ชีวิตต่างแดน ด้วยความมุ่งมั่นต้องสร้างอนาคตให้ได้ดีที่สุด เธออาศัยเวลาว่างจากการทำงานไปเรียนรู้ภาษาอังกฤษและภาษาไอร์แลนด์เพิ่มเติม นอกจากนี้ยังรับทำงานพิเศษ รับทำความสะอาดบ้าน และทำงานตามร้านอาหาร

                    "หนักเบาไม่เคยท้อ แต่ชีวิตต้องดีให้ได้" เป็นความมุ่งมั่นที่เป็นแรงใจอย่างยิ่งใหญ่ของหญิงศรีสะเกษคนนี้

                    ถึงแม้จะทำงานหนักจนแทบไม่มีเวลาเหลือให้เรื่องรัก แต่ที่สุดแล้วกามเทพก็ยังแผลงศรรักอยู่ดี ทำให้พัฒน์ได้เจอกับ" ฮันลี ฮาเรลซัน" เป็นครั้งแรก

                    ประมาณเดือน พ.ค ปี 2543 ช่วงค่ำบริษัทมีงานเลี้ยงพนักงานที่ร้านอาหาร เราทำงานมาสักระยะก็พอจะพูดจะคุยภาษาเขาได้บ้างแล้ว ก็ทักทายเพื่อนร่วมงานคนโน้นคนนี้ไปเรื่อย สักพักฮันลีก็เข้ามาพูดคุยด้วย ถามโน่น ถามนี่ เป็นคนคุยสนุก วันแรกที่เจอกันก็ขอมาส่งที่บ้าน จากนั้นทุกวันอาทิตย์จะมาหา มาตามตื๊อ แล้วก็รับส่งไปทำงานทุกวัน จนตกหลุมรักเขา

                    ในความคิดแวบแรกที่เห็น"พัฒน์ " ฮันลี ถ่ายทอดว่า ในงานเลี้ยงก็มีคนเอเชียที่เป็นพนักงานบริษัทมาร่วมงานหลายคน วันนั้นเขาสวยมาก พูดคุยกับเพื่อนร่วมงานอย่างเป็นกันเอง ยิ้ม หัวเราะตลอด คนรอบข้างได้พูดคุยก็พลอยมีความสุขไปด้วย ผมก็เข้าไปคุยกับเขาช่วงสั้นๆ ก็ขอไปส่งที่บ้าน ตอนนั้นตั้งใจจีบแล้ว พอรู้จักนิสัยใจคอยิ่งประทับใจที่เขาเป็นคนขยัน ทำอาหารเก่ง เป็นแม่บ้านแม่เรือน ชอบทำโน่นทำนี่ไม่เคยอยู่เฉยๆ ที่สำคัญผมว่าเขาสวยมากนะ ทั้งกิริยาท่าทาง ทำให้สะดุดตา ปิ๊งตั้งแต่เห็นหน้า

                    เมื่อคนขยันทำงานสองคนมาพบกัน จึงไม่ยากนักที่ฮันลีก็สร้างความประทับใจให้พัฒน์ไม่น้อย การชอบเรียนรู้ของฮันลีทั้งเรียนขับรถสี่ล้อ รถบรรทุก ยิงปืน และติดตั้งซ่อมของใช้ในบ้าน ไปจนถึงซ่อมรถทั้งรถแทรกเตอร์ ที่พรวนดิน เครื่องตัดหญ้า จนมีใบการันตีความสามารถ ทำให้ทุกช่วงฤดูร้อนฮันลีจะมีงานซ่อมเข้ามาไม่เคยขาด

                     ตลอด 8 เดือนที่คบหากัน ก็อยู่ในสายตาบรรดาญาติพี่น้องของฝ่ายหญิง ต่างก็เฝ้าลุ้นให้ทั้งสองคนลงเอยกัน จนต้นเดือนธันวาคมปี 2543 เมื่อความรักเริ่มสุกงอมฮันลีก็เข้ามาคุกเข่าขอพัฒน์แต่งงานใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน

                     "วันนั้นช่วงค่ำก็มีพี่น้องและเพื่อนๆ มาร่วมดื่มและรับประทานอาหารเหมือนทุกครั้ง หลังจากกินข้าวกันอิ่มแล้ว ก็คุยกันสัพเพเหระ สักพักเขามาจูงมือให้ไปนั่งที่โซฟาบอกว่ามีอะไรจะให้ ตอนนั้นยังไม่คิดถึงเรื่องขอแต่งงาน พอเขาหยิบแหวนออกมาแล้วขอเราแต่งงาน ตื่นเต้นมาก เมื่อตอบตกลง เขาก็ยื่นดอกกุหลาบให้แล้วก็จุ๊บ บรรยากาศวันนั้นโรแมนติกมากค่ะ มีความสุขมากไม่ใช่อยู่กันตามลำพัง มีญาติพี่น้องเป็นพยานความรักของเราทั้งคู่ด้วย"

                    การใช้ชีวิตคู่ของทั้งสองคนต่างอยู่ด้วยกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน แต่หากบางครั้งที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน สิ่งที่ทั้งคู่ทำคือการ "เงียบ" รอให้อารมณ์และสถานการณ์คลี่คลาย แล้วจึงเลือกใช้ช่วงเวลาที่พร้อมพูดคุยกันหันหน้าปรับความเข้าใจกัน ที่สำคัญต้องยอมรับผิดและพร้อมที่จะพูดคำว่าขอโทษ

                    "เชื่อว่าทุกครอบครัวก็มีเรื่องทะเลาะกันค่ะ ยิ่งต่างชาติต่างภาษาด้วยแล้ว บางเรื่องก็ยากที่จะอธิบายให้เขาเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของเรา ทุกครั้งที่ความคิดเห็นไม่ตรงกัน ก็จะไม่พูดเดินหนีไป แล้ววันใหม่ก็ค่อยมาพูดกัน คนหนึ่งพูด คนหนึ่งต้องหยุด ต้องใส่ใจว่าเขาชอบไม่ชอบอะไร แต่ถ้าเป็นครอบครัวแล้วว่าไงก็ต้องว่าตามกัน อย่างสามีชอบลิเวอร์พูล ชอบเลี้ยงม้า เลี้ยงแกะ ซึ่งบางเรื่องเราอาจจะไม่ชอบ แต่ก็ต้องชอบด้วยกัน กลับกันอย่างสามีไม่ชอบไปงานเลี้ยง ไม่ชอบร้องคาราโอเกะ ถึงไม่ชอบ แต่ก็ต้องชอบและไปด้วยกัน เรื่องพวกนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะต่างคนต่างยินดีเสียพื้นที่ส่วนตัวเพื่อความเป็นครอบครัว"

                     ปัจจุบันทั้งสองมีพยานรัก 2 คน เด็กหญิงเอรินา โรส ศรีชาคำ ฮาเรลด็อกเทีย อายุ 9 ขวบ และลูกชายวัยซน ด.ช.แฮงกิ ศรีชาคำ ฮาเรลซัน อายุ 6 ขวบ พยานรักของทั้งคู่ ซึมซับการพูดภาษาไทย และวัฒนธรรมไทย ที่แม่ตั้งใจสอนให้ลูกรู้จักบ้านเกิดเมืองนอนของแม่

                     "ลูกทั้งสองคนพูดได้ 2 ภาษา แม่ถามเป็นภาษาไทยก็พูดไทยชัดแจ๋ว พ่อถามกินข้าวหรือยังก็พูดกับพ่อเป็นภาษาไอร์แลนด์ดิชค่ะชัดเจนทั้งสองภาษา ลูกสาวนี่ให้เรียนเป่าขลุ่ยด้วยค่ะ จะได้รู้จักดนตรีไทย ส่วนลูกชายยังเล็กก็คงรอให้เขากว่านี้อีกสักหน่อย"

                    "พัฒน์กับผมต้องออกไปทำงาน จึงสอนให้ลูกทั้งสองคนดูแลรับผิดชอบตัวเองเท่าที่เขาจะทำได้ เอรินา ต้องรับน้องที่โรงเรียนแล้วกลับบ้านพร้อมกัน พอมาถึงบ้านก็ทำอาหารกินกันเอง สอนเอรินาให้ทำอาหารไทยง่าย พวกทอดไข่ ไข่ดาว หุงข้าวทั้งสองคนทำได้ดี ส่วนพ่อกับแม่ไปทำงานก็ต้องโทรหาเขาตลอดทำอะไรอยู่ หาอะไรกินกันหรือยัง"

                     ทุกวันนี้ครอบครัวเราใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ต่างประเทศ สองคนก็ช่วยกันสร้างครอบครัว พัฒน์เองก็อยากช่วยแบ่งเบาภาระของสามีอะไรที่ทำได้ก็ช่วยกัน อีกอย่างทุกคนที่อยู่ที่นี่เขาก็ทำงานกันทั้งนั้น รายได้ก็ดีด้วย จะให้เป็นแม่บ้านอย่างเดียวคงเหงา ออกไปทำงานสนุกกว่าตอนนี้ก็รับงาน 3แห่ง วันจันทร์กับวันศุกร์เป็นครูสอนพิเศษที่ ร.ร.กรุนสะโกรลัน สอนภาษาไทยพื้นฐาน ก.ไก่ ข.ไข่ให้เด็กลูกครึ่งประมาณ 6 ขวบ ส่วนใหญ่ก็จะไม่รู้ภาษาไทยเลย หัดอ่าน หัดเขียนง่ายๆ ส่วนงานประจำทำงานที่บริษัท เรกจากาดึ เกี่ยวกับไก่ วันอาทิตย์เป็นครู กศน. ที่เมืองหลวงชื่อ เรกจาวิก ด้วย สนุกค่ะคิดว่าจะปักหลักอยู่ที่นี่เลย"

                    การใช้ชีวิตในต่างแดนเป็นเวลานานจนรู้สึกเหมือนเป็นบ้านอีกหลัง ทำให้พัฒน์ตัดสินใจทิ้งชีวิตสาวราษีไศล ไปปักหลักอยู่ที่ไอร์แลนด์แผ่นดินเกิดของสามีไปตลอดชีวิต

...............................
(หมายเหตุ : พบรักแท้หนุ่มไอริช-สาวราษีไศลปักหลักใช้ชีวิตในต่างแดน : คอลัมน์ เขยฝรั่ง สะใภ้อินเตอร์ : โดย...เสาวลักษ์ คงภัคพูน // กวินทรา ใจซื่อ)