ข่าว

เหยื่อ6ต.ค.19ชี้'นิติราษฎร์'เหยื่อ

เหยื่อ6ต.ค.19ชี้'นิติราษฎร์'เหยื่อ

01 ก.พ. 2555

'อภินันท์ บัวหภักดี' เหยื่อ 6 ต.ค.19 ชี้ 'นิติราษฎร์' เหยื่อในสถานการณ์ปัจจุบัน 'ชาญวิทย์' เขียนจม.เปิดผนึก ติง อธิการ มธ. 'เกษียร' ชี้ สร้างความโกรธ-เกลียด-รุนแรง เพื่อปิดพื้นที่เสรีภาพ

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การแสดงความคิดเห็นในกรณี ม.112 ที่ขยายวงบานปลาย ไปจนถึงการออกประกาศ ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ห้ามใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เคลื่อนไหว เกี่ยวกับ ม.112 โดยมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและคัดค้านอย่างกว้างขวางนั้น

          ล่าสุด 'อภินันท์ บัวหภักดี' ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมเหตุการณ์ 6 ต.ค.2519 และเกี่ยวพันกับกรณีการแสดงละคร ก่อนเกิดเหตุ 6 ต.ค.2519 โดยถูกหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง นำไปพาดหัวข่าวในลักษณะบิดเบือนจนถูกจับกุมดำเนินคดี และกลายเป็นเหตุการณ์ที่เป็นชนวนนำสู่เหตุการณ์ 6 ต.ค.2519 ได้แสดงความคิดเห็น ผ่านเฟซบุ๊ค http://www.facebook.com/noomjohn โดยมีเนื้อหา ดังนี้

          "ขอแสดงความคิดเห็นทางการเมืองสักครั้ง

          ในฐานะคนที่เคยโดนทำร้ายด้วยกฏหมาย มาตราที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ อย่างไม่เป็นธรรม ย้ำอีกครั้ง อย่างไม่เป็นธรรม แถมท้ายว่า เป็นการใส่ร้ายป้ายสี หลอกลวงคนทั้งประเทศ ที่ประชาชนทั้งประเทศจำนวนไม่น้อย ก็ตั้งใจที่จะเชื่อด้วยว่า การใส่ร้ายป้ายสี หลอกลวง นั้น เป็นความจริง

          กรณี การล่าชื่อเพื่อให้แก้ไขมาตรา 112 ของคณะนิติราษฎร์ นั้น ผมเห็นว่า กฏหมายมาตรานี้ ก็เป็นกฎหมายมาตราหนึ่ง ทำไมกลุ่มคนที่จะต้องมีส่วนปฏิบัติตามกฏหมายนี้ จะขอให้แก้ไขบางส่วนไม่ได้

          สิทธินี้ ควรเป็นสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย และจริง ๆ วิธีการแก้ไขก็มีระบุไว้อยู่แล้ว

          ทำไมฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย จึงต้องกระทำการดังการล่าแม่มด คือการกล่าวหา ใส่ร้ายป้ายสี หลอกลวงคนทั้งประเทศว่า คณะนิติราษฎร์ มีแผนการณ์ มีความคิดว่า จะโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ แล้วก็โยงใยไปถึง กลุ่ม นปช. คนเสื้อแดง รัฐบาลพรรคเพื่อไทย แบบเหมารวม

          ผมเห็นว่า เรื่องแนวคิดทางการเมือง ย่อมมีการเห็นตรงกันได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะต้องเป็นกลุ่มเดียวกัน

          และผมก็ไม่เห็นว่า คณะนิติราษฎร์ จะมีแนวคิด มีแผนการณ์ จะคิดโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ตรงไหน

          ฝ่ายที่ต่อต้านคณะนิติราษฎร์ กำลังกระทำการอย่างที่คุ้นเคย คือการกล่าวร้าย ด่าทอ ใส่ร้ายป้ายสี หลอกลวงประชาชน เพื่อสร้างความรู้สึกโกรธแค้น ชิงชัง จนทำให้ฝ่ายที่ได้รับข้อมูล พร้อมที่จะเชื่อ

          เรื่องแบบนี้ ทำมาเหมือน ๆ กัน ตั้งแต่การกล่าวหา ท่านปรีดี กรณีลอบปลงพระชนม์ ร.8 กรณี หมิ่นพระบรมฯ เหตุการณ์ 6 ตุลาคม ของผม

          มาจนถึง คณะนิติราษฎร์ กำลังเป็นเหยื่อรายปัจจุบัน ครับ"

 

"ชาญวิทย์" เขียนจดหมายเปิดผนึก ส่งถึงอธิการ มธ.

          วันเดียวกัน นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกหัวข้อ "จดหมายจากอธิการบดี ถึงอธิการบดี" ส่งถึงนายสมคิด เลิศไพธฑูรย์ อธิการบดีคนปัจจุบัน มีเนื้อหาดังนี้

          "จดหมายจากอธิการบดี ถึงอธิการบดี

          เรื่อง หลักการประชาธิปไตย-เสรีภาพ-เสมอภาค-ภราดรภาพ กับการ "เปิด-ปิด" พื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

          เรียน อธิการบดี ศ.สมคิด เลิศไพฑูรย์ และคณะกรรมการบริหาร มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์

          เนื่องในโอกาสวันแห่ง "ความรัก" ที่เวียนมาถึงในเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ศกนี้ ผมขอส่งความปรารถนาดี มายังท่านอธิการบดี กับคณะ และขออวยพรให้อายุ วรรณะ สุขะ พละ ทั้งนี้เพื่อจักได้ปฏิบัติงานเพื่อมหาวิทยาลัย และประเทศชาติ ประชาชนของเรา

          สืบเนื่องจากการที่ท่านอธิการบดี กับคณะกรรมการบริหารฯ ได้แถลงว่า

          "ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วยคณบดี ผู้อำนวยการสำนักสถาบัน มีมติเอกฉันท์ว่ามหาวิทยาลัยฯ คณะ สำนัก สถาบันจะไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยฯ เพื่อเคลื่อนไหวกรณีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อีกต่อไป เพราะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นสถานที่ราชการ การอนุญาตต่อไปอาจทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นการดำเนินการของมหาวิทยาลัยฯ หรือมหาวิทยาลัยฯ เห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าวข้างต้น อีกทั้งอาจนำมาซึ่งความขัดแย้งอย่างรุนแรงภายในบริเวณมหาวิทยาลัยฯ จนมหาวิทยาลัยฯ ไม่อาจดูแลความปลอดภัยของบุคคล และทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยฯได้"

          ผมในฐานะส่วนหนึ่งของประชาคมธรรมศาสตร์ และ ส่วนหนึ่งของสังคมประชาธิปไตย ของสยามประเทศไทย ขอแสดงความคิดเห็นมาดังต่อไปนี้

          หนึ่ง) ผมมีความเห็นว่าคำแถลงดังกล่าว ไม่ถูกต้องตามเจตนารมณ์ และจิตวิญญาณของการสถาปนามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (The University of Moral and Political Sciences UMPS) เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2477 ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามหลักประการที่ 6 ที่ว่า "จะต้องให้มีการศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร" ของ "คณะราษฎร" ที่ทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือ ราชาธิปไตย ให้เป็นประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ เมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475

          สอง) คำแถลงดังกล่าว ไม่ถูกต้องตามขนบประเพณีของธรรมศาสตร์ ที่ยืนยันในหลักการของ "เสรีภาพ-เสมอภาค-ภราดรภาพ" ที่ถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยของผู้ประศาสตร์การปรีดี พนมยงค์ ตลอดจน ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และ ศ. สัญญา ธรรมศักดิ์ ซึ่งเคยกล่าวเป็นหลักการหนึ่งของมหาวิทยาลัยว่า "ธรรมศาสตร์ มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว" (อธิการบดี 2514-2516)

          สาม) ข้อเสนอของ "คณะนิติราษฎร์" ทั้ง 7 ข้อตามที่ทราบกันนั้น (ดูล่างสุด) ต้องการใช้หลัก "วิชาการ" เพื่อ "ปฏิรูป-แก้ไข" กฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ล้าหลัง และเป็นมรดกของระบอบอำนาจนิยม และในขณะเดียวกัน ก็เพื่อให้สถาบันกษัตริย์สยามประเทศไทยของเรามั่นคง สถาพร อยู่คู่กับระบอบประชาธิปไตย ตามมาตรฐานสากล ของนานาอารยประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร ยุโรปตะวันตก และ/หรือญี่ปุ่น ข้อเสนอดังกล่าว หาใช่เป็นการทำลาย หรือ ล้มล้าง-ล้มเจ้าไม่

          สี่) เราในแวดวงวิชาการทั้งหลายทราบกันดีว่า สถาบันกษัตริย์สมัยใหม่ ที่มั่นคง สถาพร อยู่คู่กับระบอบประชาธิปไตย ตามมาตรฐานสากลของโลก และนานาอารยประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร ยุโรปตะวันตก และ/หรือญี่ปุ่น นั้น เป็นสถาบันที่ใช้ "พระคุณ" หรือ "ความรัก" ความเมตตากรุณา (love) เป็นหลักปฏิบัติ และหลักกฎหมาย มากกว่าใช้ "พระเดช" หรือ "ความกลัว" ความเกลียดชัง (fear&hate) หรือการข่มขู่ ด้วยคุกด้วยตะรางอย่างเช่น รัสเซีย/ปรัสเซีย/ออตโตมันตุรกี/จีน/หรือ/เนปาล

          ห้า) ข้อเสนอของ "คณะนิติราษฎร์" ทั้ง 7 ที่มีเป้าหมายในการพัฒนาให้สถาบันกษัตริย์ของเรามั่นคง สถาพร และเป็นสมัยใหม่นั้น สมควรที่จะได้รับการพิจารณาด้วยสติปัญญา และ ขันติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงทางวิชาการและมหาวิทยาลัย มากกว่าที่จะใช้ "โลภะ โทสะ โมหะ" กับ "ภยาคติ" หรือ "อวิชชา"

          หก) ผมมีความเห็นว่าแทนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ของเรา จะ "ปิด" พื้นที่ในการแสวงหาแสงสว่างทางปัญญา ตามพุทธภาษิตที่ว่า "นตถิ ปญญา สมาอาภา" ด้วยการถกเถียง แลกเปลี่ยนทางวิชาการ ในกรอบของกฎหมาย ขนบประเพณี และรัฐธรรมนูญของราชอาณาจักรแล้ว มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตลอดจนสถาบันทางการศึกษาและภูมิปัญญาทั้งปวงทั่วประเทศ จำเป็นที่จะต้อง "เปิด" พื้นที่เหล่านี้ เป็นอย่างยิ่ง

          เจ็ด) ผมขอเสนอให้ท่านอธิการบดีเอง และคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (คณบดี ผู้อำนวยการ ฯลฯ) ได้ดำเนินการ "เปิด" พื้นที่ดังกล่าว โดยท่านอธิการบดี และ/หรือคณะผู้แทน จัดให้มีการถกเถียง แลกเปลี่ยน อภิปราย และดำเนินการหา “ทางออก” ให้กับสังคมและประเทศชาติของเราในยามนี้

          คงไม่มีเวลาไหน นับแต่เสียกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 2310 ที่สังคมของเราแตกเป็นก๊ก เป็นเหล่า เป็นสี มากมายเช่นนี้ แหล่งศึกษาและ/หรือมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นที่ใด ที่นี่ ที่ท่าพระจันทร์ ที่รังสิต ที่ลำปาง หรือ ที่ไหนๆ ในสยามประเทศไทย น่าจะต้องเป็นองค์กรกลางในการช่วยกันแก้ปัญหา และหาทางออก

          การระดมความคิด ทั้งสนับสนุน และคัดค้าน (แต่ต้องไม่ใช่ในรูปของการโต้วาที หรือไฮปาร์ค เอาชนะคะคาน) กันนั้น เป็นพันธกิจและภารกิจที่เร่งด่วนสุด และสำคัญสูงสุด

          จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาด้วย จักเป็นพระคุณยิ่ง

          นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ

          (ข้าราชการบำนาญ และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

          1 กุมภาพันธ์ (ก่อนวันวาเลนไทน์ 2555/2012)"

 

"เกษียร" ระบุ สร้างความโกรธ-เกลียด-รุนแรง เพื่อปิดพื้นที่เสรีภาพ

          ด้าน นายเกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวมีเนื้อหาว่า

          "นักศึกษาธรรมศาสตร์ รังสิต คนหนึ่งเล่าว่า มีคนมาฉีกป้ายแสดงความคิดเห็นของเธอต่อหน้าต่อตา.....

          ควรเข้าใจว่าเกมของเขา (ทั้งในระดับกลุ่ม มหาวิทยาลัย และสังคม) คือ

          1) ไม่ถกเถียงด้วยเหตุผลข้อเท็จจริงกับคุณ เพราะนั่นจะไม่นำไปสู่เป้าหมายที่เขาต้องการ หรือเพราะเขาขาดการไตร่ตรองเรื่องนี้ด้วยดี หรือเพราะอารมณ์เกรี้ยวโกรธรุนแรง เนื่องจากคนไทยเป็นชาติที่สามารถเปลี่ยนแปรความรักอันสูงสุดให้กลายเป็นความโกรธเกลียดเคียดแค้นจนทำร้ายทำลายคนไทยด้วยกันโดยขาดสติได้อย่างน่าสยดสยองมาแต่ไหนแต่ไร

          2) วิธีการคือไม่เลือกวิธีการ สร้างความโกรธเกลียด โจมตี ให้ร้าย ใช้กำลังรุนแรง เพราะเป้าหมายคือดึงให้คุณหันไปเล่นเกมเดียวกับเขา คือโกรธเกลียด โจมตี ให้ร้าย ใช้กำลังรุนแรงเหมือนกันเขา ซึ่งนั่นจะเดินตามเกมที่เขาต้องการ นำไปสู่....

          3) เป็นข้ออ้างว่าเกิดความขัดแย้งวุ่นวายสับสน จำต้องปิดกั้นพื้นที่เสรีภาพสาธารณะลง และหยุดการถกเถียงขบคิดด้วยเหตุผลข้อเท็จจริงของสังคมในเรื่องนี้ลงสำเร็จในที่สุด

          ดังนั้นต้องเยือกเย็น เยือกเย็นและเยือกเย็น ปกป้องรักษาสิทธิเสรีภาพของเราโดยไม่หลงไปเล่นเกมของเขาเด็ดขาด (เช่นพลิกแพลงหารูปแบบการเคลื่อนไหวที่หลากหลายสร้างสรรค์ อย่ายึดติดกับรูปแบบเดียว เพื่อสามารถหลีกเลี่ยงการปะทะเผชิญหน้า ซึ่งจะทำให้คนตกใจและไล่คน

          ต้องหารูปแบบที่ดึงคนโน้มน้าวคนมาสนใจและสนุกและประเทืองปัญญา ขอให้ศึกษาดูแบบอย่างจากการเคลื่อนไหวของ บก.ลายจุดที่เป็นอัจฉริยะเรื่องนี้ตัวจริง เช่น การเคลื่อนไหวผูกผ้าแดง ใช้สัญลักษณ์สากลเรียบง่าย ใคร ๆ ก็ทำได้ อย่างปลอดภัยและผู้คนเข้าร่วมได้กว้างขวาง ต้นทุนต่ำ ภาพถ่ายออกมาสวยงามมีพลัง ฯลฯ)

          อย่าลืมว่าคนที่จะถูกเขาทำร้ายร่างกายหรือจิตใจตอนแรกอาจเป็นคุณ แต่ในที่สุดเขาต้องการทำร้ายกระบวนการคิดที่มีเหตุผลของสังคม ให้สังคมหยุดการคิด เลิกคิด ไม่ต้องคิด นั่นต่างหากที่เราต้องป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น เพราะนั่นต่างหากคือทางเลือกทางออกจากความรุนแรงเลวร้ายของสังคมไทย"

 

"ปริญญา" ย้ำ ไม่เห็นด้วย ปิดกั้นเสรีภาพ

          ขณะที่ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ในฐานะรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ก็ได้โพสต์ข้อความผ่านเว็บไซต์เฟซบุ๊ก Prinya Thaewanarumitkul ว่า "แม้ผมจะไม่เห็นด้วยกับคณะนิติราษฎร์ในหลายเรื่องแต่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่อยู่ในขอบเขตกฎหมายเป็นสิ่งที่เราควรจะเคารพและคุ้มครอง ทั้งนี้ ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นนั้น ผมไม่ได้อยู่ในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา จึงไม่ทราบรายละเอียดของการประชุมและมตินี้ของที่ประชุม"

          "แต่ผมเข้าใจว่ามติของที่ประชุมคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยน่าจะเป็นเรื่องความห่วงใยที่มีการใช้สถานที่ของมหาวิทยาลัยในการเคลื่อนไหวแก้ไขมาตรา 112 ที่อาจนำไปสู่ความแตกแยกของคนในสังคม แต่ไม่น่าจะเป็นเรื่องการห้ามมิให้ใช้สถานที่จัดในการจัดกิจกรรมทางวิชาการ เพราะเสรีภาพในทางวิชาการและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในขอบเขตของกฎหมาย เป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คุ้มครองเสมอมา และควรจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป" นายปริญญาระบุ