ข่าว

ผู้ตรวจการฯจี้'ปู'แจงตั้ง'นลินี-ณัฐวุฒิ'

ผู้ตรวจการฯจี้'ปู'แจงตั้ง'นลินี-ณัฐวุฒิ'

01 ก.พ. 2555

ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งหนังสือถึง "ยิ่งลักษณ์" แจงข้อเท็จจริงตั้ง "นลินี-ณัฐวุฒิ" เป็นรัฐมนตรี "สมศักดิ์" เผยส่งตีความ พรก.โอนหนี้-เงินกู้ให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ผู้นำฝ่ายค้านเล็งเสนอแก้ พรก.เงินช่วยอุกภัย เหตุไม่คลุมคนปักษ์ใต้

                1ก.พ.2555 นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเผยว่า ตามที่กลุ่มกรีนหรือกลุ่มการเมืองสีเขียว ได้ร้องเรียนผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีการแต่งตั้งนางนลินี ทวีสิน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จึงได้มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและนายอำพล กิติอำพล เลขาครม. เพื่อขอให้ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระบวนการคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

          ทั้งนี้ เพื่อให้ชี้แจงว่า ได้มีขั้นตอนพิจารณาตรวจสอบพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลทั้งสองตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างไร โดยขอให้นายกรัฐมนตรี แจ้งกลับยังสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินทราบภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าว


“สมศักดิ์”เผยส่งตีความพรก.โอนหนี้-เงินกู้ให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว

                 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ประธานได้แจ้งให้ที่ประชุมรับทราบกรณี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 128 คนยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการออก พระราชกำหนด(พรก.) 2 ฉบับของรัฐบาลคือ พรก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ.2555วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท และ พรก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2555 ไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (พรก.โอนหนี้ 1.14 ล้านบาท) ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 184 วรรค 1และ วรรค2 หรือไม่ ดังนั้น ตนจะต้องส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยจึงต้องชะลอการพิจารณาไว้ก่อน จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยออกมาเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง


“กิตติรัตน์”แจงออกพรก.เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านลงทุน

                 เวลาต่อมาที่ประชุมได้เริ่มพิจารณา พรก.กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พ.ศ. 2555 และ พรก.ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแต่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทภัย พ.ศ. 2555 โดยนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นำเสนอต่อที่ประชุมว่า จากแนวโน้มประมาณมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) และอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจที่คาดว่าจะลดลงจากร้อยละ 4 เหลือเพียงร้อยละ 1.5 ในปีนี้ รวมกับความเสียหายในการผลิตที่เกิดจากสถานการณ์อุทกภัย ทำให้เกิดผลกระทบกับผู้ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย ที่พบกับความเสี่ยงจากการรับประกันวินาศภัยที่เกิดจากภัยพิบัติ โดยผู้ประกอบธุรกิจรับประกันภัยต่อในต่างประเทศได้ชะลอการรับประกันภัยต่อจากบริษัทของประเทศไทย รวมถึงเรียกเก็บค่าเบี้ยประกันในอัตราสูงขึ้น ดังนั้นรัฐบาลจึงจำเป็นอย่างเร่งด่วนตราพ.ร.ก.กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พ.ศ. 2555 เพื่อสร้างกลไกให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการวินาศภัย จัดตั้งกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติทำหน้าที่รับประกันภัย ทำประกันภัยต่อ และให้ความช่วยเหลือที่จำเป็น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกับนักลงทุน เพื่อไม่ให้ย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทย


ย้ำวิกฤตอุทกภัย เป็นเหตุให้ออก พ.ร.ก.ช่วยเหลือ

                รองนายกฯ นำเสนอต่อว่า สำหรับวิกฤตอุทกภัยที่สร้างความเสียหายกับประชาชน และผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รัฐบาลจึงจำเป็นต้องออกพรก.ให้ความช่วยเหลือทางการเงินกับผู้ประสบอุทกภัย พ.ศ. 2555 โดยให้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)พิจารณาให้กู้ยืมกับสถาบันการเงินเป็นเฉพาะคราวเพื่อให้สถาบันการเงินนำไปให้กู้ยืมกับผู้ประสบอุทกภัยและวิสหากิจขนาดกลางและขนาดย่อมในอัตราดอกเบี้ยงต่ำ โดยกำหนดให้ธปท.และสถาบันการเงินร่วมกันสนับสนุนเงินกู้ให้ผู้ได้รับความเสียหาย โดยธปท.จะสมทบเงินร้อยละ 70 ในการให้สินเชื่อ โดยคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.01 ต่อปี กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์สมทบร้อยละ 30 โดยให้คิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 3 ต่อปี

                “เพื่อให้ประชาชนนำเงินไปฟื้นฟูกิจการและซ่อมแซมบ้านเรือนทั้งนี้วงเงินความช่วยเหลือกำหนดไว้ไม่เกิน 3 แสนล้านบาท โดยให้สถาบันการเงินยื่นคำขอกู้จากธปท.ภายหลังพรก.ผ่านการพิจารณาทางกฎหมายแล้วโดยให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 ธ.ค.2556 โดยสถาบันการเงินต้องส่งคืนเงินกู้ให้ธปท.ภายใน 5 ปี นับแต่ได้รับเงินกู้” รองนายกฯ กล่าว


ผู้นำฝ่ายค้านเล็งเสนอแก้พรก.เงินช่วยอุกภัยเหตุไม่คลุมคนปักษ์ใต้

                จากนั้นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายว่าประชาชนที่ได้ประสบปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ เมื่อต้นปี 2555 ไม่ได้รับสิทธิ์ช่วยเหลือ ตาม พรก.ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย พ.ศ.2555 ได้ จึงขอให้รัฐบาลทบทวนด้วย หากไม่ได้รับการแก้ไข ตนจะใช้สิทธิ์ยื่นขอแก้ไขทันทีที่ พรก.ฉบับนี้ผ่านการพิจารณา เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคม


ซัด“รัฐบาล”ออกพรก.เน้นกู้มากกว่ากันสินทรัพย์เสียหาย

                นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า การออก พรก.ของรัฐบาลนั้น ตนมองว่าเน้นแต่จะกู้เงินมากกว่าที่คำนึงถึงความป้องกันและปกป้องสินทรัยพ์ในอนาคต ซึ่งถือว่าไม่ตอบโจทย์การฟื้นความเชื่อม่นในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก แต่รองนายกฯ กลับระบุว่านิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ถูกน้ำท่วมไม่เข้าข่ายที่ได้รับความช่วยเหลือทั้งนี้นิคมขนาดใหญ่ มีความเชื่อมโยงกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และที่สำคัญขณะนี้รัฐบาลยังไม่มีรายละเอียดของการป้องกันน้ำท่วม ดังนั้นจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเมื่อมีการปล่อยกู้แล้วจะได้รับเงินคืน เพราะหากกลุ่มธุรกิจเหล่านั้นนำไปสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วม ซึ่งไม่ทำให้เกิดรายได้แต่อย่างใด
 

หวั่นเกิดเงินเฟ้อหลังให้ธปท.ออกสินเชื่อ

                ผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวต่อว่า กรณีที่รัฐบาลออกพรก.เพื่อให้มีการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเป็นการทำต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ที่ทำผ่านธนาคารออมสิน แต่ปัจจุบันรัฐบาลกลับตัดสินใจให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทำเรื่องนี้แทน ทั้งนี้กฎหมายไม่อนุญาต เท่ากับต้องการให้ธปท.พิมพ์ธนบัตร เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ซึ่งตนกังวลว่าในอนาคตอาจเกิดปัญหาเงินเฟ้อเกิดขึ้นได้ และที่สำคัญจะกระทบกับวินัยการเงินการคลังของประเทศ อย่างไรก็ตามตนมั่นใจว่า ธปท. คงไม่อัดฉีดเงินเข้ามาเต็มจำนวน 3 แสนล้านบาท แต่จะใช้วิธีค่อยๆ ปล่อยเงินและดูดกลับเข้าไป หากใช้วิธีนี้ จะเกิดผลกระทบกับความสามารถของรัฐบาลในการใช้หนี้ในกองทนุฟื้นฟูฯ และหากธนาคารที่กู้เงินไม่ยอมจ่ายเงินคือธปท. อาจทำให้เกิดเป็นหนี้เสียได้


ห่วงเงินช่วยอุกทัย5หมื่นล้านไม่พอต่อการชดใช้ความเสียหาย

                ผู้นำฝ่ายค้านฯ อภิปรายต่อว่า สำหรับ พรก.ประกันภัย วงเงิน 5 หมื่นล้านบาทนั้น ตนเห็นด้วยที่ควรเร่งทำ แต่ตนขอตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการกำหนดรายละเอียดและวิธีปฏิบัติที่ยังไม่มีรูปธรรม ในกฎหมายนี้ระบุเพียงว่าเป็นไปตามที่กรรมการจะประกาศ ซึ่งประธานกรรมการชุดนี้ มีนายกฯ ทำหน้าที่ประธาน ซึ่งถือว่าให้อำนาจนายกฯ มากเกินไป สิ่งที่ตนกังวลคือ วงเงิน 5หมื่นล้านบาทนั้นจะเพียงพอหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาวิกฤตอุทกภัยนั้นมีการเปิดเผยตัวเลขค่าเสียหายว่าไม่ต่ำกว่า 1ล้านล้านบาท หากข้อเท็จจริงปรากฎว่าเงินจำนวนดังกล่าวไม่เพียงพอ รัฐบาลจะมีวิธีแก้ไขปัญหาอย่างไร รวมถึงการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลกองทุนนี้ ที่หลายครั้งที่ผ่านมาพบว่ามีการถกเถียงเรื่องที่มาของกรรมการจำนวนมาก


“รองนายกฯ”แจงออกพรก.เพื่อสร้างความเชื่อมั่น

                จากนั้นนายกิตติรัตน์ กล่าวชี้แจงว่า ขณะนี้เรื่องนี้กำลังวนเวียนอยู่กับความเชื่อมั่น เพราะอุทกภัยที่ผ่านมา ความเชื่อมั่นของประเทศถูกลดจากคนในและต่างประเทศ คณะทำงานของ กยน. และตนได้เดินทางไปชี้แจงกับประชาคมที่เกี่ยวข้องให้เกิดความมั่นใจในการทำธุรกิจในประเทศ สำหรับความเชื่อมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศหรือไม่ ประชาคมโลกได้สอบถามว่า เราไม่มีแผนป้องกันวิกฤตอุทกภัยหรือไม่ ตนยอมรับว่าแผนนั้นถูกละเลย เพราะไม่มองเห็นความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น แผนที่เตรียมการไว้ไม่ได้ถูกนำมาปฏิบัติ

                “วันนี้ ผมยอมรับประเทศไทยได้รับความเชื่อมั่นระดับดี เห็นได้จากราคาหุ้น และแนวโน้มอัตรแลกเปลี่ยน ดอกเบี้ย และนักธุรกิจให้โอกาสอยู่ในประเทศต่อไปไม่ว่าเป็นนักธุรกิจใน หรือ ผู้ลงทุนจากต่างประเทศ การดำเนินการต่างๆ เขาสบายว่าเราได้ทำงานอย่างหนักเพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้า” รองนายกฯ กล่าว


มั่นใจใช้เงินโปร่งใสเพราะฝ่ายค้านจับตา

                นายกิตติรัตน์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ในปีงบประมาณ ปี2555 ตั้งยอดเงินชำระหนี้ดอกเบี้ยหนี้สาธารณะจำนวน 1.7 แสนล้านบาท ข้อเท็จจริงมีพันธบัตรครบชำระ 2.5 แสนล้านบาท หากประเทศถูกมองว่าไม่น่าเชื่อถือแล้ว ยอดดอกเบี้ย และเงินต้นที่ต้องกำหนดชำระคืน จะถูกเหมารวมให้ชำระ หากเรามีความเชื่อมั่น เมื่อถึงกำหนดชำระ แต่ประเทศยังมีความเชื่อมั่น เจ้าหนี้เขาจะยังไม่ทวงและเสนอให้กู้เงินต่อ สำหรับ พรก.ประกันภัยฯ วงเงิน 5 หมื่นล้านบาทนั้น ผู้เชี่ยวชาญภัยพิบัตินานาชาติ ยอมรับว่าภูมิศาสตร์ไทยมีความได้เปรียบกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่เสี่ยงต่อพายุ แต่น้ำฝันที่มาก ต้องบริหารจัดการให้ดี หากตั้งกองทุน 5 หมื่นล้านบาท ยอมรับว่าไม่พอ หากไม่ได้ลงทุนระบบบริหารจัดการในระยะสั้น หรือระยะยั่งยืน ความผูกโยงของ พรก.  4 ฉบับเกี่ยวโยงกัน เชื่อเพียงพอหากมีการควบคู่กับการดำเนินการด้านอื่นๆ

                “การดำเนินการ พรก. 2 ฉบับที่พิจารณานี้ จำเป็นเร่งด่วนที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ กรณีที่ ครม. พิจารณา ตระหนักความเกี่ยวข้องและเกี่ยวเนื่องการบริหารจัดการน้ำอย่าบูรณาการ ความเชื่อมั่นดังกล่าวจะทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้อง สามารถนำมาซึ่งความเชื่อมั่นได้หากกังวลเรื่องความโปร่งใส เชื่อว่าการบริหารของรัฐบาลจะอยู่ในสายตาของพรรคฝ่ายค้านอย่างใกล้ชิด” นายกิตติรัตน์ ชี้แจง