ข่าว

'สุกำพล'รับเสียใจเหตุยิงชาวบ้านดับ4

'สุกำพล'รับเสียใจเหตุยิงชาวบ้านดับ4

01 ก.พ. 2555

'สุกำพล' ยอมรับเสียใจเหตุยิงชาวบ้านดับ 4 ศพ รับอย่างลูกผู้ชาย ผิดต้องยอมรับผิด ไม่เกี่ยงงอน วอนขอความยุติธรรมให้ทหาร ชี้เหตุ 2 มาตรฐาน จุดเริ่มต้นเกิดจากคดี 'ทักษิณ' ซุกหุ้น วอนสื่อเลิกตีข่าวนิติราษฎร์

              1 ก.พ.55 พล.อ.อ. สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ทหารพรานยิงชาวบ้าน บ้านตันหยงปูโล๊ะ ม. 1 ต.ปูละปูโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เสียชีวิต 4 ราย บาดเจ็บ 4 ราย ว่า ขณะนี้ทางกองทัพบกกำลังดำเนินการสอบสวนอยู่ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ได้แสดงความรู้สึกแล้ว อย่างไรก็ตาม ทหารเป็นลูกผู้ชายต้องรับผิดชอบ ถ้าทำเกินกว่าเหตุ และผิดไปก็จะต้องสอบสวนความผิดกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการสอบสวน และต้องรอดูหลักว่าจะเป็นอย่างไร ขอเวลาระยะหนึ่ง แต่ขอยืนยันว่ากองทัพเป็นลูกผู้ชายถ้าผิดก็จะยอมรับผิด ไม่ได้มีการเกี่ยงงอนอะไรทั้งสิ้น ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าเสียใจ ทั้งนี้ตนจะเดินทางลงพื้นที่ภาคใต้ เพียงรอจังหวะที่เหมาะสม เพราะทำงานได้เพียงแค่ 3 วันเท่านั้น

              เมื่อถามว่า เหตุการณ์มักจะเกิดในช่วงเวลากลางคืน และทหารที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวก็โดนกระทำจะมีการปรับการทำงานหรือไม่ พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า ทหารทำงาน 24 ชั่วโมง ซึ่งเราเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำ ซึ่งไม่สามารถเลือกได้ว่าจะโดนตอนไหน เป็นเรื่องของยุทธวิธี ซึ่งเราก็พร้อมตลอด 24 ชั่วโมงอยู่แล้ว ทั้งนี้ได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็มีความคิดเห็นไปในแนวทางเดียวกัน คือ เราจะต้องรับผิดชอบถ้าผิด ถึงอย่างไรความรับผิดชอบก็ลงไปแล้วทั้งในเรื่องการเยียวยา และทราบว่าได้ดำเนินการอย่างรวดเร็วด้วย ถือว่ากองทัพบกทำได้ทั่วถึง ส่วนการกำชับฐานทหารในพื้นที่อื่นๆ นั้น กฎกติกาเรามีอันเดียวกัน เราใช้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมานั้น เกิดขึ้นมาแล้วเราก็ไม่อยากให้เกิด แต่ก็จะต้องรอผลสอบนิดหนึ่งว่าจะเป็นอย่างไร เมื่อถามว่า จะทำให้ทหารเกร็งในการทำงานหรือไม่ พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า ก็คงมีบาง แต่อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ไปวิจารณ์มากก็ไม่ได้ เพราะเราทำงานเกี่ยวกับความตาย เพราะฉะนั้นเราจะต้องระวังพอสมควร และจะต้องฟังทั้งสองว่าอะไรคืออะไร

 

'สุกำพล'ชี้2มาตรฐานจุดเริ่มต้นเกิดจากคดี'ทักษิณ'ซุกหุ้น

 

              พล.อ.อ. สุกำพล สุวรรณทัต กล่าวถึงกรณีที่ รัฐบาลจะผลักดัน พรบ.สร้างความปรองดอง โดยให้มีผลย้อนกลับไปก่อนวันที่19 กันยายน 2549 ว่า ทหารเป็นผู้ปฏิบัติ ถ้าพรบ.ออกมาอย่างไรก็ต้องปฏิบัติตามนั้น เนื่องจากเป็นกฎหมาย เราอย่าไปวิจารณ์ เมื่อคนที่มีหน้าที่พิจารณาอย่างรอบคอบในการออก พรบ.ได้หารือกันแล้วผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา เมื่อออกมาอย่างไรเป็นกฎหมายก็ต้องปฏิบัติตาม ส่วนจะสร้างความปรองดองได้จริงหรือไม่นั้น เราต้องมองในแง่ดีบ้าง อย่าไปมองว่าออกมาแล้วไม่ปรองดองคงไม่ใช้  เพราะการออก พรบ.ต้องการให้เกิดความปรองดอง เมื่อถามว่า การสร้างความปรองดองมันต้องเกิดขึ้นจากจิตใจ แม้ว่าจะออก พรบ. เป็น 10 ฉบับ ถ้าจิตใจไม่ปรองดองก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ พล.อ.อ.สุกำพล ย้อนถามสื่อว่า มี พรบ.อันนี้ดีกว่าไม่มีหรือไม่

              เมื่อถามว่า ประชาชนควรจะได้เห็นเนื้อหา พรบ.ก่อนที่จะนำเข้าสภาหรือไม่ พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า เป็นเรื่องของสภา ซึ่งจุดประสงค์ของการออก พรบ.ก็บอกไว้แล้ว อย่างไรก็ตามทางสภาคงจะมีร่าง พรบ.ดังกล่าว ก็น่าจะไปดูตรงนั้น เมื่อถามว่า ก่อนหน้านั้น คอป.ได้ทำข้อสรุปว่าความแตกแยกและระบบ 2 มาตราฐาน เริ่มต้นในช่วงที่มีการตัดสินคดีซุกหุ้นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องย้อนกลับไปถึงจุดนี้หรือไม่ พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า เรื่องนี้เราอย่าเอาคนกลุ่มเดียวที่มอง ถ้ากลุ่มนั้นว่าอย่างนี้ กลุ่มนั้นว่าอย่างนั้นเรื่องมันก็ไม่จบ จะต้องมีจุดเริ่มต้น และจุดสุดท้ายจะไปอยู่แค่ไหน เมื่อเขามองและคุยกันแล้วว่า รู้ปัญหาหมดมีข้อมูล เอาแค่นี้ก็แค่นี้ เป็นเรื่องของกฎหมาย ถ้าออกมาก็ทำไปตามนั้น เราสามารถวิจารณ์ได้แต่เมื่อออกมาแล้ว และดีที่สุดก็จะต้องยอมรับตรงนั้น เพราะเราอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ทหารไม่มีปัญหา

              เมื่อถามว่า เป็นการคืนความชอบธรรมให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหาร แต่ก่อนหน้านั้น แต่ก่อนหน้านี้ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งยังมีความรู้สึกว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า จะย้อนไปทำไม จะย้อนไปอีก 20 ปีมั้ย ถ้าจะให้พอ ก็ไม่พอหรอก คือถ้าเริ่มแค่ไหนก็เอาแค่นั้น พรบ.ออกมาแค่ไหนก็แค่นั้น ถ้าบอกว่าไม่พอและให้ย้อนไปอีกหน่อยหนึ่งมันไม่ได้ แล้วแต่เขาทำออกมา เมื่อถามว่า คอป. เป็นหน่วยงานหนึ่งที่รัฐบาลเองก็ยอมรับ พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า ก็เขามองหมดแล้ว คนทำเขารู้หมดทุกอย่าง ข้อมูลของ คอป. เขาก็มี แล้วเขาก็มาประมวลว่าอย่างนี้คือดีที่สุด คนที่มีหน้าทีทำก็จะต้องยอมรับตรงนั้น ถ้าเรามาแต่ และแต่ก็คงไม่เสร็จกันเสียที

              เมื่อถามว่า การออก พรบ.จะให้มีผลกับคนทุกกลุ่มทุกฝ่ายใช่หรือไม่ พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า  ต้องมี ซึ่งคำว่าเป็นธรรมคือต้องเที่ยงธรรม ซึ่งก็ชัดเจนอยู่แล้ว เมื่อกรณีการเคลื่อนไหวของในมาตรา 112 นั้น พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า ผู้สื่อข่าวอย่าให้ค่ามากนัก เราไม่คุย ไม่พูดเรื่องนี้ คิดว่าไม่นานคงหมด ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่าจะนำไปสู่ความรุนแรงนั้น ก็อย่าไปมองมัน ผู้สื่อข่าวเป็นคนพูดว่าจะออกมาอย่างนั้นออกมาอย่างนี้ อย่าเป็นผู้แพร่ข่าวนี้ออกไป ถ้าเราไม่ให้ค่าก็จบไป เมื่อถามว่า ในฐานะที่เรามีหน้าที่ปกป้องสถาบันเราจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า คนที่มีหน้าที่ก็ติดตามอยู่แล้วก็ทำไป และรายงานมาให้เราทราบ และเราก็ติดตามสถานการณ์ไป แต่วันนี้สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นถ้าสื่อมวลชนช่วยด้วยอย่างเช่นข่าวเรื่องสถาบันยิ่งพูดมากยิ่งาสะเทือนมาก พูดน้อยก็สะเทือนน้อย ขอให้ช่วยกันดูด้วยอย่าให้เป็นข่าวมากนัก คิดว่าเป็นสิ่งที่ดี

              เมื่อถามว่า น่าจะเตือนกลุ่มนิติราษฎร์ที่เป็นคนจุดประเด็นมากกว่าเตือนสื่อมวลชนใช่หรือไม่ พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า ก็เตือนอยู่แล้วแต่เราอย่าไปให้ค่าเขามาก ถ้าสื่อคิดว่าไม่ดีก็อย่าไปให้ค่า ถ้าออกข่าวไม่ดีตลอดก็ไม่ดี อย่างไรก็ตาม ตนไม่อยากฝากอะไรถึงกลุ่มนิติราษฎร์ รวมถึงจะไม่เรียกร้องให้ยุติ ซึ่งตนก็เป็นคนคนหนึ่งจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็อยู่ที่ใจ เมื่อถามว่า ด้านการข่าวได้มีการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างไร พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า ก็ติดตาม และอ่านหนังสือพิมพ์ดู