
'ปลอด'กร้าวกยน.ลาออกไม่นับเป็นเพื่อน
"ปลอดประสพ" กร้าว กยน.ใครลาออกต้องออกจากความเป็นเพื่อนด้วย เปิดแถลงแผนบบริหารจัดการน้ำ 2 เรื่องใหญ่ 10 เรื่องย่อย เน้นคลังข้อมูล เตือนภัยพยากรณ์น้ำ ครม.อนุมัติงบฯกลางเสริมช่วยห้าพัน
เมื่อเวลา13.30 น. วันที่ 31 ม.ค. นายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หนึ่งในคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและวางระบบบริหารจัดการน้ำ (กยน.) กล่าวในช่วงท้ายของแถลงถึงแผนการดำเนินงานบริหารจัดการน้ำในระยะสั้นของกยน.ว่า “สุดท้ายขอยืนยันว่ายังไม่มีการลาออกของกรรมการกยน. แต่ถึงจะมีการลาออกผมก็ไม่ให้ออก ต้องออกจากความเป็นเพื่อนกับผมเหมือนกัน และผมจะไปตื๊อที่บ้านทุกคน นอกจากนี้ผมเองก็เต็มใจที่จะมาให้ข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบการทำงานของกยน. โดยหลังจากนี้คงจะมาชี้แจงทุกสัปดาห์”
ทั้งนี้นายปลอดประสพ กล่าวถึงแผนการดำเนินงานบริหารจัดการน้ำในระยะสั้นของกยน.ว่า ได้วางแผนการบริหารจัดการน้ำออกเป็น 3 ส่วน คือ คลังข้อมูล การเตือนภัย และการพยากรณ์สภาพน้ำ โดยได้งบประมาณเพื่อมาบริหารจัดการในระยะสั้นประมาณ 7 พันล้านบาท ขณะนี้ได้วางโครงการไว้แล้วครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งนั้นเป็นการดำเนินการทางด้านเทคนิคจึงต้องใช้เวลาในการสำรวจ
นายปลอดประสพกล่าวต่อว่า ในส่วนของโครงการที่ได้อนุมัติแล้วมี 2 เรื่องใหญ่ คือ 1.การจัดตั้งคลังข้อมูลแห่งชาติ 2.การปรับปรุงระบบเตือนภัยแห่งชาติ โดยในส่วนของการจัดตั้งคลังข้อมูลแห่งชาติ จะแบ่งออกได้เป็น 4 เรื่อง คือ 1.แผนงานพัฒนาคลังข้อมูลน้ำ มีการดำเนินงาน 4 ขั้นตอน คือ 1.)ติดตั้งไฮโดรมิเตอร์ในลำน้ำและประตูน้ำที่สำคัญ เพื่อวัดระดับความสูงของน้ำ 2.)วัดการไหลของกระแสน้ำ (Flow) 3.)ติดตั้งเรดาห์บริเวณชายหาด เพื่อวัดระดับความแรงของคลื่นลม 4.)การสำรวจระดับของแม่น้ำและตลิ่งทั้งหมด เพื่อให้ได้ข้อมูลจริงและตรงกันทั้งหมด
2.แผนงานคลังข้อมูลดาวเทียม แบ่งเป็น 1.)ภาคพื้นดิน 2.)ระบบการผลิตข้อมูลในรูปแบบของแผนที่ให้ประชาชนและสื่อ 3.แผนงานติดตามการทำงานและปรับปรุงการทำงานของอุปกรณ์ แบ่งเป็น 1.)ติดตั้งกล้อง CCTV ที่ประตูน้ำทุกจุดที่สำคัญเพื่อตรวจดูระดับน้ำ 2.)ติดตั้งระบบประตูน้ำอัตโนมัติ ขั้นแรกจะทดลองทำ 20 ประตู หากได้ผลจะติดตั้งครอบคลุมทุกประตู เพื่อป้องกันการเผชิญหน้าและความขัดแย้งจากฝ่ายต่าง ๆ ที่อาจตั้งข้อครหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำ เพราะจะเป็นการตัดสินใจบนเครื่องมือที่ได้มาตรฐาน
4.แผนงานจัดตั้งศูนย์ข้อมูล มีการดำเนินงาน 5 ขั้นตอน คือ 1.)เชื่อมข้อมูลของทุกหน่วยราชการให้เป็นระบบเดียวกัน 2.)สร้างห้อง Control room เพื่อเชื่อมโยงและจัดระบบข้อมูลทั้งหมดภายใต้ระบบการควบคุมเดียวกัน 3.)สร้างแบบจำลองวิเคราะห์สถานการณ์ 4.)จัดตั้งหน่วยเคลื่อนที่เข้าไปช่วยเหลือในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย 4.)จัดตั้งศูนย์ให้บริการภาพถ่ายทางอากาศและภาพถ่ายทางดาวเทียม 5.แผนงานจัดทำข้อมูลระดับความสูงต่ำของพื้นที่น้ำท่วมทั้งหมด แบ่งเป็น 2 ระบบ คือ 1.)ระบบไรดาร์ ใช้เครื่องบินในการสำรวจและเก็บข้อมูล รายละเอียดพื้นที่ 1 ตารางเมตร ลึก 30 เซนติเมตร 2.)ระบบยิปซาร์ ใช้ภาพทางดาวเทียมในการสำรวจและเก็บข้อมูล รายละเอียดพื้นที่ 5 ตารางเมตร ลึก 30 - 40 เซนติเมตร ทำให้สามารถคำนวณได้ว่าปริมาณมวลน้ำที่เคลื่อนย้ายจะเข้าบริเวณใด มาเมื่อไหร่ และระดับความลึกเท่าไหร่
ส่วนการปรับปรุงระบบเตือนภัยแห่งชาติ มีขั้นตอนการดำเนินงาน 5 เรื่อง คือ 1.การเชื่อมระบบข้อมูลของทุกหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ 2.ตั้งระบบสมาร์โฟนสำหรับการเตือนภัยทางโทรศัพท์มือถือ 3.การกระจายข่าวสารเชื่อมต่อระบบเข้ากับทุกสื่อที่มีในประเทศ รวมถึงสื่อชุมชน เช่น หอกระจายข่าวของหมู่บ้าน ในการประกาศเตือนภัย 4.ระบบ GIS หรือระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ เพื่อตรวจสอบว่าพื้นที่ใดมีความสำคัญมากน้อยที่จะต้องป้องกันเหตุอุทกภัย หรือมีจัดเสี่ยงมากน้อยเพียงใด 5.ระบบ Call - center บูรณาการ Call - center ของทุกหน่วยงานราชการเข้ากับภาคเอกชน
นายปลอดประสพ กล่าวว่า แผนการดำเนินงานที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเครื่องบ่งชี้ให้เห็นว่าในวันนี้กยน.กำลังทำอะไรอยู่ เพื่อให้ประชาชนได้เกิดความเข้าใจและสบายใจว่ารัฐบาลมีมาตรการรองรับวิกฤติอุทกภัยในระยะสั้นแล้ว อีกทั้งยังเป็นการดำเนินการที่ไม่ซ้ำซ้อนและเชื่อมโยงกัน โดยใช้งบโดยประมาณ 3,160 กว่าล้าน จากงบประมาณที่อนุมัติ ซึ่งจะดำเนินการเสร็จสิ้นภายในมิ.ย. หรือก.ค.เป็นอย่างช้า ยืนยันว่าทุกอย่างจะเสร็จทันก่อนฤดูฝน ก่อนที่พายุฝนจะเข้ามาโจมตีประเทศไทย
“ส่วนคณะกรรมการกยน.บางท่านที่ยังไม่ทราบแผนดำเนินการของกยน.นั้น ผมจะส่งแฟกซ์รายละเอียดไปให้เพื่อน ๆ ในกยน.ที่บ้านเอง ถ้าไม่ได้รับรายละเอียดอีกผมจะโทรศัพท์ไปหาเรื่อย ๆ” นายปลอดประสพ กล่าว
ผู้สื่อข่าวสอบถามว่ามีการประเมินหรือไม่ว่าปีนี้น้ำน่าจะมาเร็วกว่าเดิม รมว.วิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่า มีปัจจัย 3 ส่วนที่จะต้องเผชิญในปีนี้ คือ 1.ปรากฏการณ์ลานีญา จะทำให้ฝนมาเร็วและมากกว่าปกติ 2.ปรากฏการณ์ Climate Change หรือภาวะโลกร้อน 3.น้ำที่ยังคงค้างอยู่ในทุ่งและค้างอยู่ในอ่างเก็บน้ำใหญ่ ๆ แต่เนื่องจากปีนี้เรามีประสบการณ์การรับมือจากในปีที่ผ่านมา อีกทั้งยังรู้ทิศทางของน้ำแม่นแทบจะ100%เต็มจากการจัดเก็บข้อมูลขององค์การJICA จึงได้กำหนดทิศทางการบริหารจัดการออกเป็น 4 ขั้นตอน คือ 1.มุ่งไปที่การพร่องน้ำให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญในการสร้างเขื่อนเพื่อถ่วงเวลาในการระบายน้ำออกสู่ทะเล และให้พ้นระยะน้ำทะเลหนุนสูง 2.เร่งรัดการขุดลอกคูคลองในกทม.และในพื้นที่จังหวัดเสี่ยง 3.เนื่องจากประตูน้ำส่วนใหญ่ที่มีในประเทศเป็นประตูน้ำสำหรับการส่งน้ำ จึงต้องซ่อมแซมประตูน้ำให้ทำหน้าที่สำหรับการส่งน้ำด้วย 4.เตรียมการป้องกันในจุดเสี่ยง เช่น นิคมอุตสาหกรรม โดยแผนการดำเนินการระยะยาวเรายังมีเวลาในการดำเนินการอยู่
ส่วนการที่คณะกรรมการกยน.บางคนไม่ทราบในรายละเอียดการดำเนินงานนั้น เนื่องจากตนมีหน้าที่นอกเหนือจากการเป็นคณะกรรมการ คือเป็นรมว.ซึ่งจะต้องเป็นผู้ที่นำเอาหลักการต่าง ๆ ไปปฏิบัติ จึงต้องทราบข้อมูลทั้งหมด ต่างจากกรรมการท่านอื่นที่มีหน้าที่ในการให้ข้อมูลและวิคราะห์ข้อมูลเพียงเท่านั้น โดยแผนงานทั้งหมดกระทรวงวิทยาศาสตร์เป็นผู้ดำเนินการ โดยกระทรวงไอทีซีรับดำเนินการในเรื่องการเตือนภัย ส่วนหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ เช่น กรมชลประทาน จะเข้ามาช่วยดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่าเหตุใดกทม.จึงออกมาพูดเหมือนไม่รู้เรื่องในเรื่องการบริหารจัดการน้ำ รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่า ตนไม่ได้เป็นคนพูดนะว่ากทม.พูดเหมือนไม่รู้เรื่อง ก่อนหน้านี้ได้มีการประชุมเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ว่า ที่ประชุมได้กำหนด 12 มาตรการ ป้องกันน้ำท่วมกทม. ซึ่งคิดว่าตอนนี้กทม.จะต้องทราบในมาตรการดังกล่าวแล้ว โดยในส่วนของกทม.ได้มีการดำเนินการเรื่องการขุดลอกคูคลองไปแล้ว ส่วนแรกคือคลองขนาดเล็ก 347 คลอง ได้ความช่วยเหลือจากนักโทษเขาก็เริ่มดำเนินการแล้ว ส่วนทางทหารก็กำลังจะดำเนินการ โดยรัฐบาลเองจะเข้าไปร่วมทำกับกทม.เพื่อลดภาระของกทม.ทั้งหมดอีก 29 คลอง ซึ่งเป็นคลองขนาดใหญ่
นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงการทำ Floodway ที่นายสมิทธ ธรรมสโรช ออกมาตำหนิว่าไม่มีความชัดเจนนั้น นายปลอดประสพกล่าวว่า กล่าวว่า ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า Floodway คือทางผ่านน้ำ อยู่ในแผนการดำเนินงานระยะสั้น ซึ่งพื้นที่ลุ่มแม่น้ำลำคลองทั้งหมดตั้งแต่จ.ชัยนาทลงมา มีพื้นที่ประมาณ 24,000 ตารางกิโลเมตร โดยมีกระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าของเรื่องในการเข้าไปสร้างความเข้าใจกับเจ้าของพื้นที่รับน้ำดังกล่าวว่า ควรจะมีการทำการเพาะปลูกช่วงเวลาใด ต้องอพยพในช่วงไหน ช่วงไหนที่จะต้องเป็นพื้นที่รับน้ำและต้องมีการจ่ายเงินชดเชยให้กับพื้นที่ดังกล่าวด้วย ส่วนFlood Deviation คือ การสร้างทางเบี่ยงน้ำเพื่อระบายน้ำออกสู่ทะเล เช่นเดียวกับที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลาทำแล้วประสบความสำเร็จ โดยเราจะต้องทำอย่างแน่นอน 100% แต่ต้องมีการศึกษาว่าจะทำในจุดใดอย่างละเอียดก่อน ซึ่งเป็นโครงการระยะยาว เช่นเดียวกับการสร้างเขื่อนที่ต้องคำนึงถึงการแก้ปัญหาอุทกภัยเป็นสำคัญ โดยพื้นที่ในการรับน้ำจะครอบคลุม 24,000 ตารางกิโลเมตร แต่จะทราบแน่นอนในเดือนหรือ 2 เดือนนี้
"ยิ่งลักษณ์"เรียก"อานนท์"แจงพื้นที่ต้นน้ำ
ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) เปิดเผยภายหลังการเข้าพบ เพื่อหารือกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถึงการลงพื้นที่พบปะประชาชน ในวันที่ 14-17 ก.พ.นี้ ซึ่งจะเป็นการลงพื้นที่เพื่อดูต้นน้ำในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมด้วย ว่า ในวันที่ 13 ก.พ.จะไปดูพื้นที่ต้นน้ำ และไล่ลงมาเรื่อยๆ โดยในวันที่ 17 ก.พ.จะไปตรวจดูบริเวณประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ โดยจะดูแนวทางและหลักการในการจัดการน้ำเพื่อให้ประชาชนเข้าใจเป็นรูปธรรม ความจริงแล้วหลักการนั้นไม่ได้ยุ่งยากอะไร เป็นการชะลอน้ำไว้ที่ต้นน้ำ กักเก็บไว้ ส่วนกลางน้ำก็พยายามหน่วงไว้ และปลายน้ำก็เริ่มระบายออก
“แต่ละโครงการที่ทำนั้นไม่ได้สะเปะสะปะ และมีวัตถุประสงค์ชัดเจน ตอนแรกอาจจะดูกระจัดกระจาย แต่ว่าแต่ละโครงการนั้นมีหลักการ ไม่ได้มั่ว ดูเผินๆอาจเหมือนมั่วแต่ความจริงไม่ใช่” คณะกรรมการ กยน. กล่าว ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการพูดคุยถึงเรื่องจุดรับน้ำหรือไม่ คณะกรรมการ กยน. กล่าวว่า ในพื้นที่น้ำนองนั้น เป็นพื้นที่ที่เกิดน้ำนองเองตามธรรมชาติอยู่แล้ว เบื้องต้นอาจจะไม่ทำทั้งหมด อาจจะทำเพียง 2 ล้านไร่ ซึ่งพื้นที่น้ำนองมีมากกว่านั้น และต่อไปจะมีการบริหารพื้นที่น้ำนองเพื่อควบคุมการไหลเข้าออกของน้ำ และจะมีการฟื้นฟูเยียวยาและส่งเสริมเรื่องการประกอบอาชีพในพื้นที่ ให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ในพื้นที่นั้นได้ด้วย โดยกลุ่มแรกอยู่ที่ จ.พิษณุโลก จ.พิจิตร จนมาถึงจ.นครสวรรค์ และใต้นครสวรรค์ลงมาจะอยู่แถว จ.อยุธยา ไปจนถึงอ.สามพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยชะลอน้ำได้เยอะ โดยเริ่มต้นจะนำร่องในเรื่องนี้ก่อนและถ้าได้ผลดีจะค่อยๆขยาย
"สมมุติฝนเหมือนปี 54 เราจะสามารถป้องกันน้ำท่วมขังบริเวณโดยรอบกรุงเทพฯและปริมณฑลได้ โดยปริมาณน้ำจะเหลือเพียงครึ่งเดียว ถ้าในเชิงพื้นที่ เชิงความลึก และระยะเวลา คือยังมีท่วมอยู่ ในกรณีที่เราบริหารจัดการโดยใช้มาตรการที่เสนอในปีนี้ คือทุกอย่างทำได้ตามแผน" ดร.อานนท์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีจุดไหนที่ยังเป็นกังวลและเป็นอุปสรรคบ้างหรือไม่ คณะกรรมการ กยน. กล่าวว่า มีเรื่องพื้นที่น้ำนอง เพราะมาตรการในการบริหารจัดการเพื่อลดน้ำท่วมขังในพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจ และพื้นที่เมือง หลักหนึ่งเราต้องยืดระยะเวลาการท่วมขังในพื้นที่ทุ่งรับน้ำ เช่น ปีที่แล้วเริ่มท่วมเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม ถ้าปีนี้ฝนเหมือนปี 54 ประมาณเดือนพฤษภาคมก็จะมีน้ำท่วมขังแล้ว แต่การท่วมขังนานก็จริง แต่น้ำจะไม่ลึก ทั้งนี้ปริมาณน้ำสูงสุดประมาณกลางเดือนตุลาคมที่ล้อมรอบกทม.อยู่ที่ 6-7 พันล้านลูกบาศก์เมตร แต่ถ้ามาตรการทุกอย่างที่ทำอยู่สำเร็จจะคุมปริมาณน้ำสูงสุดอยู่ที่ 4 พันล้านลูกบาศก์เมตร ต้องยอมรับว่ามีท่วมอยู่แต่เราคาดว่าฝนไม่น่าจะเลวร้ายไปกว่าปีที่แล้ว แต่ถ้าโชคร้ายหรือแย่กว่าปีที่แล้ว หากการบริหารจัดการน้ำดีผลก็น่าจะดีกว่าปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม เรามั่นใจว่าปริมาณน้ำจะน้อยกว่าปีที่แล้วแน่ๆ อยู่ที่ว่าจะน้อยมากหรือน้อยแค่ไหน
เมื่อถามว่า มีความกังวลปัญหามวลชนที่อยู่ในพื้นที่ 2 ล้านไร่หรือไม่ ดร.อานนท์ กล่าวว่า เราจะเรียกว่ากลัวก็ไม่ได้ คำว่ากลัวแต่ถ้าไม่ทำงานก็ไม่ได้ เราควรจะพูดกันตั้งแต่ต้นๆ เพราะขนาดนี้เรายังมีเวลาในการทำความเข้าใจ ซึ่งในสัปดาห์นี้คณะทำงานชุดที่นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ ตั้งขึ้นจะดำเนินการ และตนก็เป็นที่ปรึกษาในคณะทำงานชุดนี้ด้วย อย่างไรก็ตามพื้นที่รับน้ำ 2 ล้านไร่นั้นจะต้องใช้ในปีนี้ด้วย
สั่ง“ก.ต.- วธ.”สรุปความช่วยเหลือของ“ไจก้า”
นางฐิติมา ฉายแสง รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการหารือนอกรอบ การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ขอให้ นายสุรพงษ์ โตวิจักชัยกุล รมว.ต่างประเทศ และนางกุสุมล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม ได้สรุปความช่วยเหลือจากไจก้าก่อน ที่จะเดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่น ในช่วงต้นเดือนมีนาคม
ครม. อนุมัติงบฯกลางช่วยน้ำท่วมครัวเรือนละ5,000 บาท
นางฐิติมา แถลงผลการหารือนอกรอบ การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครม.อนุมัติกรอบวงเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยครัวเรือนละ 5,000 บาท เพิ่มเติมในพื้นที่ 53 จังหวัด 27,342 ครัวเรือน วงเงิน 1367 .11ล้านบาท โดยใช้งบกลางฯ และพื้นที่กรุงเทพมหานคร ก็เห็นชอบในหลักการในการให้ความช่วยเหลือกรอบครัวเรือน 467887 ครัวเรือน วงเงิน 2339.435 ล้านบาท โดยขออนุมัติจากงบกลางในการช่วยเหลือเพิ่มเติมให้ช่วยเหลือเสร็จสิ้นภายใน 45 วัน
นางฐิติมากล่าวต่อว่ากล่าวว่า นอกจากนี้ครม.รับทราบผลสรุปการพิจารณาค่าใช้จ่าย ในการให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยรวม 6 ครั้ง ที่ได้มีการอนุมัติไปวงเงิน 139,452.7876 ล้านบาท โดยเรื่องนี้สำนักงบประมาณและสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ร่วมกันพิจารณาจากกรอบวงเงินที่ครม.อนุมัติดังกล่าว ได้จัดสรรงบประมาณให้ส่วนราชการไปแล้ว 5 หมื่นล้านบาท และจะมีวงเงินที่ต้องพิจารณาจัดสรรอีก 7 หมื่นกว่าล้าน ซึ่งเมื่อตรวจสอบรายละเอียดแล้วพบว่าแผนงานโครงการที่มีความพร้อมจัดสรรงบประมาณได้ วงเงินทั้งสิ้น 26,000 ล้านบาท เห็นควรให้หน่วยงานเร่งจัดสรรกับสำนักงบประมาณโดยทันที ส่วนที่เหลืออีก 41,000 ล้านบาท เห็นควรให้หน่วยงานเร่งรัดขอรับจัดสรรต่อสำนักงบประมาณภายใน 2 สัปดาห์ หากหน่วยงานไม่สามารถดำเนินการได้ ขอให้นำมาทบทวนความจำเป็นใหม่อีกครั้ง และนำเสนอคณะรัฐมนตรี
กรมชลฯจัดสรรน้ำปล่อยเขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์เหลือ55%1พ.ค.
ที่ศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน ถ.สามเสน กทม. นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน แถลงผลการประชุมประเมินสถานการณ์น้ำ ว่า ขณะนี้กรมชลประทานได้กำหนดแผนการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้ง ปี 2555 เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำทุกภาคกิจกรรม มีปริมาตรน้ำรวมทั้งประเทศจำนวน 31,900 ล้าน ลบ.ม. โดยคาดว่าจะสามารถสนับสนุนพื้นที่การเกษตรเพาะปลูกฤดูแล้งทั้งประเทศได้ประมาณ 19.23 ล้านไร่ ซึ่งมีการนำน้ำไปใช้แล้วทั้งหมด 14,510 ล้าน ลบ.ม. หรือ 45 % ของแผนการจัดสรรน้ำ โดยคงเหลือที่ใช้ได้ตามแผนประมาณ 17,390 ล้าน ลบ.ม.
สำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยานั้น นายสุเทพ กล่าวว่า ได้กำหนดแผนการใช้น้ำจากเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยฯ และเขื่อนป่าสัก จำนวน 13,220 ล้าน ลบ.ม. แยกเป็นเพื่อการอุปโภคบริโภค 1,100 ล้าน ลบ.ม. หรือ 8% ของแผน เพื่อรักษาระบบนิเวศน์และอื่น ๆ 3,660 ล้าน ลบ.ม. หรือ 28 % และเพื่อการเกษตร 8,460 ล้าน ลบ.ม. ของแผน ทั้งนี้ในปัจจุบันลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการเพาะปลูกแล้ว 4.85 ล้านไร่ จากแผนกำหนดไว้ 10 ล้านไร่ โดยแบ่งเป็น นาปรัง 4.82 ล้านไร่ และพืชผัก 0.03 ล้านไร่ ใช้น้ำแล้ว 6,714 ล้าน ลบ.ม. หรือ 51% ของแผนจัดสรรน้ำในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมากกว่าแผนที่ตั้งไว้ 275 ล้าน ลบ.ม.(แผนตั้งไว้ 6,439 ล้าน ลบ.ม.) ซึ่งเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ มีแผนระบายน้ำในเดือนกุมภาพันธ์ 2,593 ล้าน ลบ.ม. ,มีนาคม 2,164 ล้าน ลบ.ม. และเมษายน 1,295 ล้าน ลบ.ม. และหากระบายน้ำเป็นไปตามแผนดังกล่าว จะทำให้เมื่อสิ้นฤดูแล้ง ในวันที่ 1 พ.ค.นี้ ในเขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำเหลือจำนวน 7,371 ล้าน ลบ.ม. หรือ 55 % และเขื่อนสิริกิติ์เหลือประมาณ 5,809 ล้าน ลบ.ม. หรือ 61 %



