ข่าว

68ส.ว.ยื่นตีความพรก.โอนหนี้

68ส.ว.ยื่นตีความพรก.โอนหนี้

31 ม.ค. 2555

"68 ส.ว." ยื่นตีความ พรก.โอนหนี้ ขัด รธน. มาตรา 184 วรรคสอง หรือไม่

          เมื่อเวลา 13.00 น. นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา ฐานะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน วุฒิสภา ได้นำรายชื่อส.ว.จำนวน 68 คนเข้ายื่นคำร้องต่อพล.อ.ธีรเดช มีเพียร ประธานวุฒิสภา ให้ส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่า การตราพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2555 (พรก.โอนหนี้) ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 184 วรรคสอง

          ทั้งนี้ พล.อ.ธีรเดช กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้ยื่นเรื่องดังกล่าวไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญภายใน 3 วัน ซึ่งหลังจากตรวจสอบความถูกต้องแล้วตนจะรีบดำเนินการส่งเรื่องไปทันที

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความเห็นของส.ว.กลุ่มดังกล่าวนั้น มีสาระสำคัญจำนวน 6 ข้อ ได้แก่ 1. หาก รัฐมนตรีจำเป็นต้องใช้เงินงบประมาณในการก่อสร้างและซ่อมแซม โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคอย่างเร่งด่วน ไม่ควรปล่อยให้มีการปรับลดงบประมาณรายจ่ายของกระทรวงคมนาคม ลงถึง 7.8หมื่นล้านบาท

          2. ปัจจุบัน ครม. มีงบประมาณที่ใช้ดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัย อาทิ งบกลาง 1.2แสนล้านบาท, เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน จำนวน 6.6 หมื่นล้านบาท, งบประมาณในส่วนที่ ครม. ได้จากการตรา พรก. จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ พรก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการลงทุนวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนารคตประเทศ พ.ศ. 2555 จำนวน 3.5แสนล้านบาท, พรก.กำหนดกองทุนประกันภัย พ.ศ.2555 จำนวน 5หมื่นล้านบาท และพรก.ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม พ.ศ.2555 วงเงิน 3 แสนล้านบาท

          3. การตราพรก.โอนหนี้ฯ ไม่ได้มีผลทำให้รัฐบาลนำงบประมาณรายจ่ายของกระทรวงการคลังที่ใช้ในการชำระหนี้ มาใช้เพื่อบูรณาการและฟื้นฟูประเทศที่ไดรับความเสียหายจากน้ำท่วม หรือลงทุน หรือ ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงไม่สามารถเพิ่มเพดานวงเงินกู้หนี้สาธารณะเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายได้ทันที

          4. ตามข้อเท็จจริง ที่นายธีระชัย ภูวนาถนารานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่ระบุผ่านสาธารณะ ว่ารัฐบาลยังสามารถกู้ยืมเงินเพิ่มเติมได้อีกเป็นจำนวนมากเพราะภาระหนี้สาธารณะต่องบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วน 9.33 เปอร์เซ็นต์ จึงยังคงกู้ยืมเงินมาใช้จ่ายได้อีก 5.67 เปอร์เซ็นต์ถึงจะครบสัดส่วนเพดานเงินกู้ 15 เปอร์เซ็นต์ ข้อเท็จจริงดังกล่าว มิได้เป็นไปตามที่ครม.ใช้ในการอนุมัติพรก.ฉบับนี้ตามที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและรมว.คลัง แจ้ง ปัจจุบันสัดส่วนภาระหนี้ดังกล่าวคิดเป็น สัดส่วน 12 เปอร์เซ็นต์และรัฐบาลกู้ยืมเงินอีกได้เพียง 3 เปอร์เซ็นต์อย่างสิ้นเชิงอย่างมีนัยยะสำคัญ

          5. เหตุผลตามหมายเหตุท้ายพรก.ฉบับดังกล่าวที่ได้กำหนดว่า “โดยกำหนดให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ มีหน้าที่และความรับผิดชอบเกี่ยวกับการชำระคืนต้นเงินกู้และการชำระดอกเบี้ยเงินกู้ในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือ การจัดการและฟื้นฟูสถาบันการเงินที่ประสบปัญหาวิกฤตทางการเงิน เมื่อปีพ.ศ.2540 และให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้กำกับดูแลการดำเนินการกองทุนดังกล่าวในการชำระคืนต้นเงินกู้ตลอดจนปรับปรุงการจัดหาแหล่งเงินในการชำระต้นเงินกู้และดอกเบี้ยเงินกู้ได้อย่างต่อเนื่อง” นั้นไม่ใช่เพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือมีความจำที่ต้องออกเป็น พรก. เพราะเหตุผล 3 ประการได้แก่

1. หนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯ สะสมมานานถึง 14 ปีแล้ว คือนับตั้งแต่ พ.ศ.2541

2. การตรา พรก.นี้ไม่ได้มีผลเพื่อบริหารจัดการชำระเงินกู้ของกองทุนฟื้นฟูฯทั้งระบบ แต่คาดว่าจะชำระในส่วนของดอกเบี้ย ปีละประมาณ 6 หมื่นล้านบาทเท่านั้น สำหรับเงินต้น จำนวน 1.1ล้านล้านบาทนั้น ยังไม่มีกำหนดการชำระที่มีความชัดเจน และ

3. พันธบัตรที่กระทรวงการคลังกู้ นัดแรก จำนวน 3.5แสนล้านบาท ได้ครบกำหนดชำระในเดือนส.ค.2555 นี้ ซึ่งถือว่า ครม.มีเวลาเพียงพอที่จะเสนอเป็นพระราชบัญญัติ แทน พรก. และ 6. ก่อนตรา พรก.โอนหนี้ฯ เกิดข้อโต้แย้งในสังคม และใน ครม. ดังนั้น ครม.ควรเสนอเป็น พรบ.ต่อรัฐสภา เพื่อให้มีการพิจารณาอย่างละเอียด เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการบริหารจัดการชำระหนี้ และรักษาเสถียรภาพทางการเงินการคลังของประเทศ