
68ส.ว.ยื่นตีความพรก.โอนหนี้
"68 ส.ว." ยื่นตีความ พรก.โอนหนี้ ขัด รธน. มาตรา 184 วรรคสอง หรือไม่
เมื่อเวลา 13.00 น. นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา ฐานะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน วุฒิสภา ได้นำรายชื่อส.ว.จำนวน 68 คนเข้ายื่นคำร้องต่อพล.อ.ธีรเดช มีเพียร ประธานวุฒิสภา ให้ส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่า การตราพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2555 (พรก.โอนหนี้) ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 184 วรรคสอง
ทั้งนี้ พล.อ.ธีรเดช กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้ยื่นเรื่องดังกล่าวไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญภายใน 3 วัน ซึ่งหลังจากตรวจสอบความถูกต้องแล้วตนจะรีบดำเนินการส่งเรื่องไปทันที
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความเห็นของส.ว.กลุ่มดังกล่าวนั้น มีสาระสำคัญจำนวน 6 ข้อ ได้แก่ 1. หาก รัฐมนตรีจำเป็นต้องใช้เงินงบประมาณในการก่อสร้างและซ่อมแซม โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคอย่างเร่งด่วน ไม่ควรปล่อยให้มีการปรับลดงบประมาณรายจ่ายของกระทรวงคมนาคม ลงถึง 7.8หมื่นล้านบาท
2. ปัจจุบัน ครม. มีงบประมาณที่ใช้ดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัย อาทิ งบกลาง 1.2แสนล้านบาท, เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน จำนวน 6.6 หมื่นล้านบาท, งบประมาณในส่วนที่ ครม. ได้จากการตรา พรก. จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ พรก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการลงทุนวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนารคตประเทศ พ.ศ. 2555 จำนวน 3.5แสนล้านบาท, พรก.กำหนดกองทุนประกันภัย พ.ศ.2555 จำนวน 5หมื่นล้านบาท และพรก.ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม พ.ศ.2555 วงเงิน 3 แสนล้านบาท
3. การตราพรก.โอนหนี้ฯ ไม่ได้มีผลทำให้รัฐบาลนำงบประมาณรายจ่ายของกระทรวงการคลังที่ใช้ในการชำระหนี้ มาใช้เพื่อบูรณาการและฟื้นฟูประเทศที่ไดรับความเสียหายจากน้ำท่วม หรือลงทุน หรือ ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงไม่สามารถเพิ่มเพดานวงเงินกู้หนี้สาธารณะเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายได้ทันที
4. ตามข้อเท็จจริง ที่นายธีระชัย ภูวนาถนารานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่ระบุผ่านสาธารณะ ว่ารัฐบาลยังสามารถกู้ยืมเงินเพิ่มเติมได้อีกเป็นจำนวนมากเพราะภาระหนี้สาธารณะต่องบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วน 9.33 เปอร์เซ็นต์ จึงยังคงกู้ยืมเงินมาใช้จ่ายได้อีก 5.67 เปอร์เซ็นต์ถึงจะครบสัดส่วนเพดานเงินกู้ 15 เปอร์เซ็นต์ ข้อเท็จจริงดังกล่าว มิได้เป็นไปตามที่ครม.ใช้ในการอนุมัติพรก.ฉบับนี้ตามที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและรมว.คลัง แจ้ง ปัจจุบันสัดส่วนภาระหนี้ดังกล่าวคิดเป็น สัดส่วน 12 เปอร์เซ็นต์และรัฐบาลกู้ยืมเงินอีกได้เพียง 3 เปอร์เซ็นต์อย่างสิ้นเชิงอย่างมีนัยยะสำคัญ
5. เหตุผลตามหมายเหตุท้ายพรก.ฉบับดังกล่าวที่ได้กำหนดว่า “โดยกำหนดให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ มีหน้าที่และความรับผิดชอบเกี่ยวกับการชำระคืนต้นเงินกู้และการชำระดอกเบี้ยเงินกู้ในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือ การจัดการและฟื้นฟูสถาบันการเงินที่ประสบปัญหาวิกฤตทางการเงิน เมื่อปีพ.ศ.2540 และให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้กำกับดูแลการดำเนินการกองทุนดังกล่าวในการชำระคืนต้นเงินกู้ตลอดจนปรับปรุงการจัดหาแหล่งเงินในการชำระต้นเงินกู้และดอกเบี้ยเงินกู้ได้อย่างต่อเนื่อง” นั้นไม่ใช่เพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือมีความจำที่ต้องออกเป็น พรก. เพราะเหตุผล 3 ประการได้แก่
1. หนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯ สะสมมานานถึง 14 ปีแล้ว คือนับตั้งแต่ พ.ศ.2541
2. การตรา พรก.นี้ไม่ได้มีผลเพื่อบริหารจัดการชำระเงินกู้ของกองทุนฟื้นฟูฯทั้งระบบ แต่คาดว่าจะชำระในส่วนของดอกเบี้ย ปีละประมาณ 6 หมื่นล้านบาทเท่านั้น สำหรับเงินต้น จำนวน 1.1ล้านล้านบาทนั้น ยังไม่มีกำหนดการชำระที่มีความชัดเจน และ
3. พันธบัตรที่กระทรวงการคลังกู้ นัดแรก จำนวน 3.5แสนล้านบาท ได้ครบกำหนดชำระในเดือนส.ค.2555 นี้ ซึ่งถือว่า ครม.มีเวลาเพียงพอที่จะเสนอเป็นพระราชบัญญัติ แทน พรก. และ 6. ก่อนตรา พรก.โอนหนี้ฯ เกิดข้อโต้แย้งในสังคม และใน ครม. ดังนั้น ครม.ควรเสนอเป็น พรบ.ต่อรัฐสภา เพื่อให้มีการพิจารณาอย่างละเอียด เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการบริหารจัดการชำระหนี้ และรักษาเสถียรภาพทางการเงินการคลังของประเทศ



