
อียูตกลงสัญญาคุมเข้มงบประมาณ
สมาชิกสหภาพยุโรป 25 ชาติ ยกเว้นอังกฤษและสาธารณรัฐเช็ค ตกลงเห็นพ้องในสนธิสัญญาฉบับใหม่ที่กำหนดให้แต่ละชาติในกลุ่มยูโรโซนยุติการใช้จ่ายงบประมาณเกินตัว เพื่อหวังคลี่คลายวิกฤติหนี้ในกลุ่มยูโรโซน ที่กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกขณะนี้
31 ม.ค.55 นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล กล่าวภายหลังการประชุมของสมาชิกอียูทั้ง 27 ชาติที่กรุงบรัสเซลส์ของเบลเยียมเมื่อวานว่า หลังจากการเจรจานานสองเดือนเกี่ยวกับสนธิสัญญาการคลังฉบับใหม่ ในที่สุดเราก็ได้ข้อสรุปร่วมกัน ซึ่งเป็นก้าวสำคัญสู่เสถียรภาพของสหภาพยุโรป
ชาติสมาชิก 25 ชาติจาก 27 ชาติตกลงจะลงนามสนับสนุนสนธิสัญญาในเดือนมี.ค. โดยสนธิสัญญาฉบับนี้ซึ่งมีเยอรมนีเป็นหัวหอกสำคัญในการผลักดัน กำหนดให้ชาติสมาชิกเฉพาะ 17 ชาติในกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโรหรือยูโรโซนจัดทำงบประมาณสมดุล มีมาตรการคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อ และมีบทลงโทษประเทศที่บริหารงบประมาณขาดดุล สมาชิกยูโรโซน หวังว่า กฏระเบียบที่เข้มงวดขึ้นนี้จะช่วยเรียกคืนความเชื่อมั่นของบรรดานักลงทุนให้กลับคืนมาได้ โดยเฉพาะในตลาดพันธบัตรรัฐบาล
แต่นายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ของอังกฤษประกาศไม่ร่วมลงนามสนธิสัญญา โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับข้อขัดข้องทางกฎหมายในการบังคับใช้สนธิสัญญา และเตือนว่าอังกฤษจะดำเนินการตอบโต้หากสนธิสัญญาส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของอังกฤษ นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีปีเตอร์ เนคาสของสาธารณรัฐเช็คปฏิเสธที่จะลงนามในสนธิสัญญาเช่นกัน
นอกจากประเด็นสนธิสัญญาการคลังแล้ว ที่ประชุมยังได้ข้อสรุปสุดท้ายว่าการจัดตั้งกองทุนถาวรชื่อ "กลไกเสถียรภาพยุโรป" ด้วยเงินสนับสนุน 5 แสนล้านยูโรเพื่อช่วยเหลือประเทศที่ประสบวิกฤตหนี้ จะเริ่มดำเนินการได้ในเดือนก.ค. เร็วกว่ากำหนดเดิมที่วางแผนไว้ 1 ปี และที่ประชุมยังวางแผนใช้งบประมาณที่ยังเหลืออยู่ของอียู 82,000 ล้านยูโรเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างงาน หลังมาตรการรัดเข็มขัดของแต่ละชาติได้ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจและการจ้างงาน
แต่ที่ประชุมกลับไม่สามารถบรรลุข้อตกลงอะไรใหม่ในการช่วยเหลือกรีซ ที่เป็นศูนย์กลางวิกฤติหนี้ในยุโรป โดยสมาชิกยังตกลงกันไม่ได้เรื่องการอนุมัติแพ็กเก็จเงินกู้ฉบับที่สองมูลค่า 130,000 ล้านยูโรให้กับกรีซที่เคยสัญญาไว้เมื่อเดือน ต.ค. และหากกรีซไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ ก็เสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ในเดือนมี.ค.นี้ที่ครบกำหนดชำระหนี้พันธบัตร ในขณะที่โปรตุเกสใกล้จะตกอยู่ในสถานะเดียวกับกรีซ ที่อาจต้องขอรับเงินกู้ช่วยเหลือฉบับที่สองเช่นกัน



