
กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้
กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้ : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
สังคมไทยเป็นสังคมที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะในกรณีของการเสนอให้แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ของคณะนิติราษฎร์
ความน่าสนใจก็คือ เรื่องของการที่สื่อไม่ได้สนใจที่จะลงเรื่องราวข้อเสนอที่คณะนิติราษฎร์เสนออย่างจริงจัง แต่เน้นทำข่าวเรื่องของการสหบาทานิติราษฎร์เสียมากกว่า
หมายความว่า นิติราษฎร์จะเป็นข่าวก็ต่อเมื่อมีคนกล่าวถึงนิติราษฎร์ โดยเฉพาะข่าวของคนที่ไม่เห็นด้วยกับนิติราษฎร์
ถามว่ามีการพยายามทำข่าวว่านิติราษฎร์ตอบข้อสงสัยหรือข้อวิพากษ์วิจารณ์ของบรรดากลุ่มที่สหบาทานิติราษฎร์ไหม? คำตอบก็คือไม่
ดังนั้นเรื่องสำคัญก็คือ พวกคุณไม่ให้ความสำคัญกับข่าวการแก้ไขมาตรา 112 และที่มาของการแก้ไขมาตรา 112 เท่ากับข่าวการต้านมาตรา 112
ประเด็นต่อมาก็คือ จะทำข่าวต้านมาตรา 112 มันผิดด้วยหรือ คำตอบคือไม่ผิดหรอกครับ แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่าการรายงานข่าวแบบที่นำไปสู่การสร้างความเกลียดชัง หรือรู้ทั้งรู้ว่าผู้ที่สหบาทานั้นเข้าใจผิด หรือจงใจเบี่ยงเบนประเด็นก็ยังจะทำข่าวนี้ต่อไป ประเด็นเหล่านี้คือประเด็นที่ควรจะต้องถามนั่นแหละครับ
เรื่องนี้คงเป็นคำถามสำคัญที่กล่าวถึงบทบาทของสื่อนั่นแหละครับ บางทีก็อาจจะต้องหันไปตรวจสอบย้อนหลังไปสองอาทิตย์นับตั้งแต่ที่นิติราษฎร์เคลื่อนไหว ว่ามีสื่อกี่ฉบับที่ลงข้อเสนอเต็มๆ ของนิติราษฎร์ เมื่อเทียบกับการลงข้อวิจารณ์เต็มๆ และคำด่าเต็มๆ
บทเรียนสำคัญสำหรับนิติราษฎร์ก็คือการนำเสนอความคิดเห็นท่ามกลางสถานการณ์ที่มีความแตกแยกร้าวลึกของสังคม ทั้งความแตกแยกด้านอุดมการณ์และผลประโยชน์นั้นมีความจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจกับกระแสการต่อต้านอย่างจริงจัง
ในความหมายที่ว่าคำวิจารณ์นั้น แม้อาจจะไม่ได้เน้นไปที่เนื้อหาของข้อเสนออย่างจริงจังในหลักวิชา แต่ก็มีนัยสำคัญในแง่ของการสร้างความน่าเชื่อถือว่า คณะนิติราษฎร์ได้เสนอโดยพยายามสื่อสารกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะเมื่อถูกกล่าวหาจากเรื่องอื่นๆ เช่น คุณสมบัติของผู้เสนอ และเรื่องของความระแวดระวังในแง่ของผลจากการแก้กฎหมาย อาทิ เงื่อนไขที่ว่าถ้ามีคนไม่หวังดีจริงๆ จะฉวยโอกาสจากข้อเสนอที่เต็มไปด้วยความหวังดีของนิติราษฎร์ จะมีความเป็นไปได้ไหม?
ทีนี้มาว่าด้วยเรื่องกาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้กันบ้าง ประเด็นง่ายๆ ก็คือผมคิดว่าสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในตอนนี้อาจจะมีบางส่วนที่คลับคล้ายกับเหตุการณ์เมื่อ 2519 โดยเฉพาะก่อนที่การนองเลือดใหญ่จากการเข่นฆ่านักศึกษาและประชาชนจะเกิดขึ้น
เรื่องนี้คงต้องทำความเข้าใจกับเรื่องสำคัญสองเรื่อง ก็คือเรื่องของกระบวนการที่นำไปสู่เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และเหตุการณ์หลังจากนั้น
เรื่องที่น่าแปลกใจก็คือ ที่ผ่านมางานศึกษาทางด้านบทบาทของสื่อกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 นั้นมีอยู่น้อยมาก เมื่อเทียบกับการศึกษาด้านอื่นๆ อาทิ เรื่องของขบวนการนักศึกษา หรือขบวนการคู่ขนานกับกำลังทหารในการปราบปรามขบวนการนักศึกษาและพลังก้าวหน้าในสังคมในยุคนั้น (และก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพลังก้าวหน้าหลายส่วนก็พยายามก้าวพ้นไปจากระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเช่นกัน แต่คนที่ตายในวันนั้นเขาเป็นเพียงผู้ชุมนุมที่ต่อต้านเผด็จการเสียมากกว่ามิใช่หรือครับ เพราะอย่างน้อยก็ไม่มีหลักฐานว่าคนที่ตายในวันนั้นเขามีอุดมการณ์อื่น หรือจับอาวุธเพื่อโค่นล้มระบอบแต่อย่างใด)
ผมห่วงแต่ว่าคณะนิติราษฎร์จะถูกกล่าวหาเหมือนกับละครบนเวทีของนักศึกษาในช่วงก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่สื่อไม่กี่ฉบับลงภาพไปในทางหนึ่ง ขณะที่สื่อที่เหลือไม่ได้ลงภาพเช่นนั้น (เพราะมันไม่เป็นความจริง) และผมห่วงว่านิติราษฎร์อาจจะกลายเป็นข้ออ้างอิงในการปราบปรามและเปลี่ยนแปลงการปกครองออกจากประชาธิปไตยอีกครั้งหนึ่ง
ไม่เห็นด้วยก็วิพากษ์วิจารณ์กันในกรอบแห่งเหตุผลน่าจะเป็นผลดีกับทุกฝ่ายนะครับ เว้นแต่จะคิดว่าข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่มีอยู่นี้เป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่มีเหตุผลแล้ว…ถ้าเชื่อเช่นนั้นก็น่าหวั่นใจเต็มทนครับ



