ข่าว

'คณิต'จี้รบ.สอบใช้กม.ติดปีก'แม้ว'

'คณิต'จี้รบ.สอบใช้กม.ติดปีก'แม้ว'

30 ม.ค. 2555

"ผอ.สำนักสันติวิธีฯ" ชี้สังคมไทยติดบ่วงแก้ไขรัฐธรรมนูญ "คณิต" จี้รบ.ตรวจสอบใช้กม.บิดเบือนความจริงช่วงปี46-47 เหมือนติดปีก "ทักษิณ" ด้าน "กิตติพงษ์" เรียกร้องให้รบ.แจงฐานเงินใช้เยียวยา รวมทั้งวิธีจำแนกและพิสูจน์ผู้เสียหาย ป้องกันข้อครหาเอื้อพวกพ้อง

            30ม.ค.2555 ในเวทีเสวนาหัวข้อ “ความปองดองในกระแสพลวัตทางสังคมและการเมือง พ.ศ.2555” จัดโดยคณะอนุกรรมการด้านยุทธศาสตร์เพื่อการปองดอง ที่โรงแรมรามาร์การ์เด้นส์  พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาลแห่งสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า ปัญหาทางการเมืองที่ผ่านมา ซึ่งมีแนวการแก้ไขปัญหาในเรื่องการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหาย การแก้รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญใน ม.112 จะนำไปสู่ความขัดแย้ง ที่จะนำไปสู่ความปองดองได้ยาก

               พล.อ.เอกชัย กล่าวต่อว่า สังคมไทยกำลังติดบ่วงอยู่กับการล้มล้างรัฐธรรมนูญมากกว่าการปรับแก้รัฐธรรมนูญ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็นำไปสู่การยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ ซึ่งเป็นวนอยู่ในวงจรไม่ก้าวไปไหน มีคำถามว่า การที่ตั้งท่าจะแก้รัฐธรรมนูญกันนี้ ประชาชนได้ประโยชน์อะไร เพราะที่ผ่านมา แนวคิดจะแก้รัฐธรรมนูญเป็นความต้องการของนักการเมือง ถ้าแก้แล้วย่อมเกิดการปะทะกันแน่นอน ที่มากกว่าแค่วิวาทะอย่างที่ผ่านมา เนื่องจาก ในช่วง 7-8 ปีนี้ มีแรงอัดภายในรอวันปะทุ แล้วประเทศไทยจะร่วมกันก้าวผ่านจะไม่ใช้ความรุนแรงจะเป็นไปได้หรือไม่

               พล.อ.เอกชัย มองว่า เมื่อไรมีการนิรโทษกรรม ที่ครอบคลุมถึงคนในปี 2549 เมื่อทุกคนได้รับการเยียวยาทั้งหมดจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งวาระการทำงานของ คอป. จะหมดลงในเดือนเมษายน 2555 จึงต้องเตรียมตัวในเรื่องนี้แต่เนินๆ

               ศ.ดร.คณิต ณ นคร ประธานกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) กล่าวเปิดงานเสวนาว่า ตนมีโอกาสได้พูดคุยกับนายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภา ถึงการสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งคอป.ก็มีความพยายามในจุดนี้ แต่เหมือนดูย่ำอยู่กับที่ ตนจึงเห็นว่าสิ่งที่สำคัญในตอนนี้คือการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เมื่อครั้งที่มีการร่างรัฐธรรมนูญปี2540 เป็นการแก้รัฐธรรมนูญครั้งสำคัญ และขณะนั้นทำให้ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมด้วยเช่นกัน ซึ่งในรายงานความคืบหน้าคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ฉบับที่ 2 ก็ได้พูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จากการใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม แต่ก็ยากที่จะให้รัฐบาลปัจจุบันช่วยตรวจสอบการใช้กฎหมายที่บิดเบือนความเป็นจริง ในปี 2546 - 2547 ที่เหมือนช่วยติดปีกให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยศ.ดร.คณิต ได้อ้างสถานการณ์ประวัติศาสตร์ในยุคฮิตเลอร์ ที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์บิดเบือนครั้งใหญ่ของประวัติศาสตร์โลก หากศาลได้ใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมากับการกระทำของฮิตเลอร์แล้ว สงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ไม่เกิดขึ้น

               จากนั้น ในงานเสวนาได้เปิดเวทีให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน โดย ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ กรรมการ คอป.และประธานอนุกรรมการด้านยุทธศาสตร์เพื่อการปองดอง ได้กล่าวถึงการที่รัฐบาลประกาศจ่ายเงินเพื่อชดเชยเยียวยา และฟื้นฟูเหยื่อและผู้เสียหายตลอดจนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงและความขัดแย้งทางการเมืองว่า การที่รัฐบาลได้จัดตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ หรือ ปคอป. ขึ้นมาปฏิบัติตามแนวคิด คอป. โดยมีการระบุกลุ่มผู้ได้รับการเยียวยาและจำนวนเงินที่ชัดเจน ซึ่ง คอป. ไม่ได้เข้าไปดูแลในรายละเอียดในตรงนั้น เนื่องจากไม่อยากเกิดบรรยากาศคับแค้นใจจนเกิดความรู้สึกไม่อยากปองดอง ทั้งนี้ ตนหวังว่า รัฐบาลจะออกมาชี้แจงถึงฐานที่มาของตัวเงินเหล่านี้ วิธีการคัดกรองกลุ่มที่ได้รับการเยียวยาว่า มีการจำแนกอย่างไร รวมทั้งขั้นตอนการพิสูจน์ผู้กระทำผิด เพื่อเป็นการอธิบายให้สังคมเข้าใจและป้องกันการครหาว่า เยียวยาแต่กลุ่มพวกตนเอง และเชื่อว่า สังคมต้องการคำขอโทษจากการยอมรับผิด แล้วค่อยมาว่าใครถูกใครผิด

               ด้านนายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานกรรมการญาติพฤษภา 35 กล่าวว่า เห็นด้วยกับรัฐบาลที่ให้มีการเยียวยาในเบื้องต้นกับผู้ที่ได้รับความเสียหาย ที่มีทั้งผู้ชุมนุม ทหาร ตำรวจ ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากย้อนกลับไปรัฐธรรมนูญปี 40 ฉบับประชาชน ที่เราทราบดีอยู่ว่า ไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งในท้ายฉบับได้มีการระบุว่า ทุก 5 ปีให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง แต่รัฐบาลยุคนั้นไม่ทำจึงนำไปสู่การฉีกรัฐธรรมนูญ ดังนั้น สังคมไม่ควรสับสน ในเมื่อเรามีแนวคิดให้แก้รัฐธรรมนูญอยู่แล้ว และการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ไม่ได้มีการแก้ มาตรา 3 เนื่องจากเห็นว่าดีอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมา มีคนบางกลุ่มกลับนำ มาตรา 3 มาฟาดฟัด ซึ่งประชาชนไม่ได้อะไร หากจะแก้ไขมาตราที่เกี่ยวข้องนี้

               นพ.รณชัย คงสกนธ์ ประธานอนุกรรมการการเยียวยา ฟื้นฟูและป้องกันความรุนแรง ระบุว่า การที่รัฐบาลประกาศตัวเลขเงินเยียวยาที่ชัดเจน ส่งผลต่อการทำงานของ คอป. ซึ่งการเยียวยาถือเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการดำเนินงานของคอป. ซึ่งในรายงานฯ ก็ระบุชัดว่า ให้มีการเยียวยาในเบื้องต้น และเยียวหลังจากที่มีการพิสูจน์ถึงผู้เสียหายแล้ว โดยแท้ที่จริงแล้ว ควรมีเวทีให้ปคอป.หารือกับคอป. ถึงกระบวนการและทุกประเด็นที่จะเยียวยาก่อน แต่เสียดายที่ ปคอป.ประกาศตัวเลขเงินเยี่ยวยาต่อคนไปเสียก่อน โดยอ้างว่าเป็นมติ ครม. จึงขอเรียกร้องให้ ปคอป.ได้อธิบายถึงกระบวนการ และแหล่งที่มาของเงินที่นำมาเยียวยา รวมไปถึงผู้กระทำผิดจะได้รับการเยียวยาหรือไม่

               ขณะที่ นางนิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม ภริยา พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม เจ้าหน้าที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์เมษาเดือด กล่าวว่า การนำเอากลุ่มผู้เสียชีวิต 91 ศพมารวมกับการเยียวยาในกลุ่มเผาบ้านเผาเมืองถือว่าไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง ในความเป็นจริงต้องแยกออกจากกัน เพื่อไม่ให้เกิดการบิดเบือนในภายหลัง ทั้งนี้การที่ดีเอสไอแถลงว่า พล.อ.ร่มเกล้า เสียชีวิตจากการกระทำของ นปช. โดยไม่สามารถระบุบุคคลกระทำผิดได้ ทำให้รู้สึกเหมือนเจอกับทางตันไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ ซึ่งตนมองว่า อย่างน้อยควรเปิดช่องให้ติดตามคดี เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า ไม่มีการเก็บคดีไว้ แค่นี้ก็เป็นการเยียวยาจิตใจได้แล้ว อีกอย่างในรายงานของ คอป. ระบุถึงผู้กระทำผิดในเหตุการณ์ชุมนุม เป็นคดีทางการเมือง ซึ่งตนเห็นว่า ผู้กระทำผิดฆ่าคนตายในเหตุการณ์ชุมนุม ไม่ได้เลวน้อยกว่าผู้กระทำผิดอาญา เนื่องจากผลลัพธ์คือทำให้ผู้อื่นตาย เสียหายเช่นกัน ในทางตรงข้ามน่ากลัว และเป็นภัยต่อสังคมกว่าด้วยซ้ำ