ข่าว

'มาร์ค'ฝันรีเทิร์นนายกฯอีกรอบ

'มาร์ค'ฝันรีเทิร์นนายกฯอีกรอบ

30 ม.ค. 2555

"มาร์ค" ปลุก "คนรุ่นใหม่" ต้านทุจริต เลือกรับข้อมูลให้หลากหลาย ใช้เหตุผลแก้ปัญหา เผยสมัยเป็น "นายกฯ" เหตุการณ์ทุบรถที่ ก.มหาดไทย หนักที่สุดในชีวิต รอดพ้นมาได้ด้วยสติ-อดทน รับห่วง ปชต.ไทย เข้าสู่ยุคยกพวกตีกัน ย้ำ 20 ปี อุดมการณ์ไม่เคยเปลี่ยน ฝันรีเทิร์นเก้

               ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ วันที่ 30 ม.ค. 55นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวระหว่างการบรรยายพิเศษหัวข้อ "ความคิดทางการเมืองการปกครอง" ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ โดยชี้ให้เห็นถึงความท้าทายต่อระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย และความสำคัญของคนรุ่นใหม่ที่จะมีผลต่อความมั่นคงในระบอบประชาธิปไตย ว่า ระบอบประชาธิปไตยที่มีความมั่นคง ต้องให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และทำให้ประชาชนมีความตื่นตัวในทางการเมือง โดยเฉพาะการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจในการเลือกผู้บริหารประเทศ และความสำคัญของการดีเบตในระบอบประชาธิปไตย ว่าทำให้ประชาชนได้เห็นวิส้ยทัศน์ของผู้สมัคร ว่ามีความสามารถในการบิรหารประเทศจริงหรือไม่ และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ประชาชนใช้เป็นข้อมูล ในการตัดสินใจอย่างถูกต้องในการเลือกคนที่เหมาะสมที่สุด มาเป็นผู้บริหารบ้านเมือง

               ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า ยุคนี้การบริหารบ้านเมืองมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น โดยเห็นว่าปัญหาไม่ได้มีแค่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง นักการเมืองจึงต้องเรียนรู้ตลอดเวลา เพราะปัญหาของประเทศไม่มีแค่เรื่องเศรษฐกิจ มีเรื่องความมั่นคง ภัยพิบัติ และความสัมพันธ์ประเทศเพื่อนบ้าน ในฐานะประชาขนก็ต้องติดตามเอาใจใส่และประเมินความเป็นไปได้ และกำหนดทางเลือกที่ดีของสังคมด้วย ดังนั้นประชาธิปไตยจึงเป็นระบบที่ต้องเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ตลอดเวลา โดยสถาบันการศึกษาต้องกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวและเรียนรู้จากสังคมให้หลุดพ้นจากการเป็นสังคมฉาบฉวย
 
               “ถ้าสามารถแลกเปลี่ยนสนทนาการเมืองอย่างมีเหตุผล บนข้อมูลและหลักฐานก็จะเป็นสังคมที่มีระบอบประชาธิปไตยที่ราบรื่น ตอบสนองต่อการแก้ปัญหาได้ แต่ถ้าไม่อยู่กับความรู้และความจริง ประชาธิปไตยจะมีโอกาสเป็นเพียงแค่การยกพวกตีกัน เป็นความน่าห่วงของสังคมไทย เพราะประเมินจากพฤติกรรมในขณะนี้ ยึดบุคคล พรรคพวก มากกว่าเหตุผล ยิ่งเมื่อสื่อมวลชนมีความเปลี่ยนแปลงไป ประชาชนรับสื่ออย่างเฉพาะเจาะจง เช่น ทีวีดาวเทียม และบางช่องมีจุดยืนทางการเมืองที่พูดข้อมูลด้านเดียวก็เป็นปัญหา ทำให้คนมีความเข้าใจแตกต่างกันในประเด็นเดียวกัน เช่นโทรทัศน์เสื้อแดง คนดูทุกวันก็จะบอกว่าน้ำท่วมเพราะผมแกล้งรัฐบาลเก็บน้ำไว้ในเขื่อน แกล้งแพ้เลือกตั้ง รู้ว่าพายุจะเข้ามา ปล่อยน้ำเต็มเขื่อนเพื่อล้มรัฐบาล ผมกลัวว่าถ้าแผ่นดินไหวจะหาว่าผมวางแผนไว้อีก เราหัวเราะกันกับการให้ข้อมูลอย่างนี้ แต่คนที่รับข้อมูลด้านเดียวเขาเชื่อจริงๆ จนเป็นสิ่งที่น่ากังวล เพราะเท่ากับการตัดสินใจทางการเมืองไม่อยู่บนพื้นฐานของเหตุผล ซึ่งจะกระทบคุณค่าของประชาธิปไตยและการบริหารบ้านเมือง จึงเป็นโจทย์ใหญ่ว่าจะทำอย่างไรในเรื่องนี้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

               หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พัฒนาการของสื่อสารมวลชนจากการอ่านแผ่นหน้ากระดาษมาเป็นระบบอินเตอร์เน็ต ทำให้คนในสังคมเลือกอ่านเฉพาะเว็บไซต์ที่ถูกใจตัวเอง และจะเลือกอยู่ในสังคมที่คิดคล้ายกัน ทำให้สังคมแยกตัวออกจากกันมากขึ้น ซึ่งในต่างประเทศก็มีปัญหานี้เช่นเดียวกันแต่ไม่รุนแรงเท่าในประเทศไทย

               “จึงอยากฝากนักศึกษาว่าหากต้องการให้ประชาธิปไตยราบรื่น ต้องใฝ่รู้เลือกรับข้อมูลหลากหลาย ยอมรับความแตกต่าง และหาข้อยุติโดยสันติวิธีไม่รุนแรง ไม่เอาเสียงข้างมากมาชนะคะคานอย่างไร้เหตุผล และต้องช่วยกันรณรงค์สร้างค่านิยมที่จะให้สังคม ปชต.เดินหน้าอย่างราบรื่นว่าจะต้องเขื่อมโยงกับคุณธรรม จริยธรรม ไม่ใช่บอกว่าต้องการความซื่อสัตย์แต่กลับยอมรับการทุจริตถ้าตัวเองได้ประโยขน์ถือเป็นเรื่องอันตราย เพราะค่านิยมที่จะส่งเสริมระบอบประชาธิปไตต้องส่งเสริมการต่อสู้ทางความคิดโดยยึดโยงกับความถูกต้องและจริยธรรมด้วย” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

               ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า ในต่างประเทศเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องใหญ่ โดยในหลายประเทศเมื่อผู้บริหารมีปัญหาทุจริต หรือจริยธรรม กระบวนการทางสังคมจะมีความเข้มแข็งมากโดยไม่ต้องพึ่งพากลไกของกฎหมายในการทำให้คนที่ละเมิดสิ่งเหล่านี้ ต้องแสดงความรับผิดชอบ แต่ค่านิยมในสังคมแรงพอที่จะกดดันให้นักการเมืองต้องแสดงความรับผิดชอบ จึงจะเห็นจากสหรัฐ ยุโรป หรือ อเมริกา มีการแสดงความรับผิดชอบแม้ว่าเป็นเรื่องที่คนไทยมองว่าเล็กน้อย

               นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในขณะที่นักการเมืองไทยยังอ้างว่ารัฐธรรมนูญไม่ห้าม รอศาลตัดสินก่อน ปัญหาความขัดแย้งในสังคมที่วนเวียนกับการนิรโทษกรรมพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีก็มาจากความสับสนเรื่องกฎหมาย และเสียงข้างมาก ถ้าไม่หาความพอดีจะเป็นปัญหา เราเจอปัญหาสองด้าน คือ เสียงข้างมากทำได้ทุกอย่างลบล้างความผิดคนได้ อีกด้านหนึ่งบอกต้องล้มคนไม่ดี ทำให้ทะเลาะกันไม่จบ การยุติความัดแย้งต้องวางความพอดีว่าอะไรเป็นเรื่องเสียงข้างมาก ถูกผิดองค์กรใดตัดสิน

               ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า สภาพเศรษฐกิจสังคมของประเทศไทยมีความเข้มแข็ง แต่หลายเรื่องเรากลับทำร้ายตัวเอง ดังนั้นต้องให้การเมืองมาแก้ปัญหาเหล่านี้ ไม่ใช่เพิ่มปัญหา ซึ่งรัฐบาลพรรคเพื่อไทยสามารถอยู่ครบวาระ 4 ปีได้อย่างสบายๆ หากไม่เพิ่มความขัดแย้งในสังคม เดินหน้าแก้ปัญหาให้ประชาชน แต่ถ้ายังสร้างเงื่อนไขความปรองดองก็เกิดไม่ได้

               หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตอบคำถามนักศึกษา เกี่ยวกับความภาคภูมิใจในฐานะนักการเมืองว่า ได้กำหนดนโยบายที่สร้างความเปลี่นแปลงในสังคม สร้างระบบสวัสดิการที่ดีให้คนไทยมีความมั่นคงในชีวิต ซึ่งตนได้เริ่มผลักดันมาแล้ว หากได้เป็นนายกรัฐมนตรีก็จะมุ่งเน้นในเรื่องนี้ต่อไป นอกจากนี้การที่ใช้ชีวิตบนถนนการเมืองเกือบ 20 ปี ด้วยความซื่อสัตย์โดยไม่สูญเสียอุดมการณ์ของตัวเอง เป็นสิ่งที่ภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตนักการเมือง พร้อมกับอธิบายถึงวิธีการรับมือกับแรงกดดันจากการต่อต้านด้วยความรุนแรงและถ้อยคำหยาบคายว่า จะเตือนสติตัวเองว่าคนเป็นผู้นำต้องเป็นแบบอย่าง มีความอดทนต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แสดงให้เห็นว่าสามารถตั้งสติได้ เพราะถ้าผู้นำไม่มีความอดทน ขาดสติ ประชาชนจะพึ่งพาผู้นำและรัฐบาลได้อย่างไร โดยในช่วงที่เป็นนายกรัฐมนตรีสิ่งที่หนักที่สุดคือเหตุการณ์ทุบรถที่กระทรวงมหาดไทย แต่ก็รอดพ้นมาได้ด้วยสติและความอดทน ดังนั้นสิ่งที่ต้องตระหนักตลอดเวลาคือ มีคำตอบในทุกการกระทำและเป็นหลักให้กับสังคมได้