ข่าว

'หมอวรงค์'ชี้โครงการรับจำนำข้าวไม่รอด

'หมอวรงค์'ชี้โครงการรับจำนำข้าวไม่รอด

30 ม.ค. 2555

วรงค์ เดชกิจวิกรม "โครงการรับจำนำข้าวไปไม่รอด" : สัมภาษณ์พิเศษ โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์

               เหลือเวลาอีกประมาณ 1 เดือน ก็จะสิ้นสุด "โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55" ของกระทรวงพาณิชย์ ตามนโยบายของรัฐบาล ที่เริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม ปีที่ผ่านมา ถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555 โดยรัฐบาลตั้งเป้ายอดรับจำนำไว้ที่ 25 ล้านตัน
   
                แต่จากยอดเกษตรกรเข้าร่วมโครงการล่าสุด เมื่อวันที่ 23 มกราคม ที่ผ่านมา มีเพียง 1 ล้าน 3 หมื่นครัวเรือน โดยจำนวนข้าวที่เข้าจำนำมีเพียง 5 ล้าน 6 แสนตันเท่านั้น ทำให้หลายหน่วยงานเริ่มวิตกกังวล โดยเฉพาะหน่วยงานที่รับจำนำได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางในการแก้ไข
   
                ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินโครงการดังกล่าว มีเสียงคัดค้านหลายเรื่อง โดยเห็นว่าโครงการไม่เป็นไปตาม "กลไกตลาด" นอกจากนี้มีหน่วยงานตรวจสอบ เช่น "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ" (ป.ป.ช.) และ "กรมสอบสวนคดีพิเศษ" (ดีเอสไอ) พบรอยรั่วหลายจุดที่ส่อว่าจะเป็นการเปิดช่องทางให้มีการทุจริตในโครงการ
   
                ขณะที่ "ฝ่ายค้าน" นำโดย "นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม" ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ "รมว.พาณิชย์เงา" ซึ่งติดตามโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ได้ตั้งข้อสังเกตถึงจุดบกพร่องและอาจเป็นช่องให้เกิดการทุจริตโดยที่ชาวนาบางคนก็ไม่ทราบว่าได้ตกเป็นเครื่องมือในการ "ถูกสวมสิทธิ" โดยไม่รู้ตัว
   
                โดย "หมอวรงค์" เห็นว่า ปัญหาการจำนำข้าวที่เห็นชัดเจนถึงเรื่องการ "ถูกโกงความชื้น-โกงตราชั่ง" และการตุกติกของ "โรงสี" ทำให้ชาวบ้านต้องจำยอมขายข้าวสดให้โรงสีอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง
   
                ซึ่งลักษณะนี้ "หมอวรงค์" เรียกว่า "โกงแบบหน้าตาเฉย" โกงแบบตั้งใจเป็นการเอาเปรียบชาวนา ขณะที่ชาวนาก็ไม่กล้าร้องเรียน เพราะกลัว ทั้งที่ตัวเองไม่ผิด เพราะหลังจากนำข้าวไปที่โรงสีแล้ว เมื่อนำข้าวลงจากรถเสร็จเรียบร้อยโรงสีก็จะเหมาราคาข้าวในราคาที่ต่ำด้วยข้ออ้างต่างๆ ทำให้ได้ราคาต่ำกว่าที่ควรจะได้จริง หากจะโกยข้าวกลับขึ้นรถก็ยุ่งยากลำบาก ทำให้ชาวนาต้องจำยอม   
   
                ส่วนวิธีการโกงความชื้น "หมอวรงค์" เล่าว่า เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด เพราะโรงสีส่วนใหญ่ใช้เครื่องวัดที่ไม่ได้มาตรฐาน กรณีวัดความชื้น 1% มูลค่าข้าว 15 กิโลกรัม ถ้าโกงความชื้นไป 5% เท่ากับโกงข้าวไป 75 กิโลกรัม หากชาวนาคนหนึ่งนำข้าวมา 10 เกวียน เท่ากับโกงไปหมื่นกว่าบาท ถือว่าเป็นเงินจำนวนไม่น้อย เชื่อว่าชาวนาทุกคนเคยเจอปัญหาการถูกโกงเรื่องความชื้นของข้าว ส่วนวิธีการโกงตราชั่งพบว่าลดน้อยลง
   
                ถ้าชาวนารู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ "หมอวรงค์" แนะนำให้ถ่ายสำเนาใบตราชั่งและใบประทวนไว้ เพราะสองใบนี้ตัวเลขต้องสัมพันธ์กัน เมื่อไปร้องเรียนจะได้มีหลักฐาน ส่วนตัวเชื่อว่าเจ้าหน้าที่รัฐน่าจะรู้เห็นด้วย
   
                "โดยหลักแล้วเจ้าหน้าที่รัฐจะนั่งในฐานะเป็นตัวแทนของรัฐบาล โรงสีคือโรงรับจำนำเมื่อรัฐเข้ามาเช่า เข้ามาดูแลทั้งหมด แต่กลายเป็นว่าให้ผู้เช่าคือโรงสีเข้ามาจัดการ เมื่อมีการตุกติกน่าจะรู้เห็นกันด้วย" รมว.พาณิชย์เงาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
   
                สำหรับโครงการรับจำนำข้าว ดีเอสไอได้รับเป็นคดีพิเศษ "หมอวรงค์" บอกว่า ไม่ค่อยเชื่อมั่นในระบบการตรวจสอบ ถ้ารัฐบาลบริสุทธิ์ใจจริงก็ไม่จำเป็นต้องมีกระบวนการตรวจสอบ
   
                "รมว.พาณิชย์เงาพรรคประชาธิปัตย์" กล่าวต่อว่า อีกปัญหาหนึ่งที่เป็นเงื่อนไขให้ชาวนานำข้าวไปจำนำยาก พบที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ โรงสีที่เข้าร่วมโครงการมีจำนวนน้อย อยู่ห่างไกลจากแหล่งผลิตข้าว เมื่อรอคิวนานจึงมีคนบางกลุ่มไปติดต่อซื้อขายสดในพื้นที่
   
                เมื่อเปรียบเทียบกับโครงการประกันรายได้สมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ "หมอวรงค์" กล่าวว่า สมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ซื้อขายเสรีเป็นไปตามกลไกตลาด มีโรงสีประมาณ 3,000 แห่ง รวมกับตลาดค้าข้าวรายย่อยอีก 3,000 แห่ง รวมเป็น 6,000 แห่ง ชาวนาพอใจ ไปขายที่ไหนก็ได้ แต่เมื่อเป็นโครงการจำนำ มีโรงสีประมาณ 820 แห่ง ที่เข้าร่วมโครงการ ถือว่าน้อยลง ความคล่องตัว ความสะดวกก็น้อยไปด้วย จึงเป็นเหตุให้ชาวนาจำนวนไม่น้อยไม่เข้าร่วมโครงการ โครงการนี้จึงล้มเหลว ในภาพของการกระจายเงินไม่ถึงมือชาวนา
   
                ส่วนเรื่องรูปแบบสวมสิทธิ์ (พร้อมทั้งนำหลักฐานมาโชว์) "หมอวรงค์" บอกว่า การสวมสิทธิ์แบบรู้เห็นเป็นใจ มีข้าวเท่าไรโรงสีก็ฝากข้าวเพิ่มอีก แล้วก็จ่ายเงินให้ชาวนาเป็นค่าสวมสิทธิ์ 500-1,000 บาท นอกจากนี้ยังมีการสวมสิทธิ์แบบกองทัพมด โดยฝากรายย่อยและจ่ายค่าหัวคิว
   
                "ข้าวที่เกินเป็นของโรงสีที่ไปหารับซื้อไว้ล่วงหน้า โดยส่งคนไปรับซื้อตามที่ต่างๆ หรือข้าวที่ตัดจากความชื้นและรวบรวมเก็บไว้ บางครั้งก็เอาข้าวนอกประเทศมาตุนไว้ เพราะราคาถูกกว่าข้าวในประเทศ" หมอวรงค์ กล่าว
   
                ส่วนขั้นตอนโรงสีข้าวถึงการนำข้าวเข้าโกดัง "หมอวรงค์" บอกว่า ตามขั้นตอนปกติถ้าจำนำข้าวจริงๆ ต้องเก็บข้าวแล้วรอชาวนามาไถ่ถอน แต่คงรู้ว่าชาวนาไม่มาไถ่ถอนจึงสั่งสีข้าว โดยปกติโรงสีจะสั่งสีข้าวต่อเมื่อรัฐบาลสั่ง แต่ขณะนี้กำหนดสั่งสีข้าวทุก 10 วัน ช่วงหลังปรับมาสีทุก 7 วัน เพื่อเอื้อประโยชน์ให้โรงสี เพราะกำหนดไว้ว่าจะต้องวางเงินมัดจำไว้ 50% ของจำนวนข้าว ถ้าเก็บไว้นานมีข้าวมากขึ้น เงินวางมัดจำก็ต้องมากขึ้น แต่ถ้าสั่งสีทุก 7 วัน เงินวางมัดจำก็จะน้อยลง และตามหลักรัฐบาลสามารถเก็บข้าวที่โรงสีได้ถึง 3 เดือน ไม่เสียค่าฝาก แต่การสั่งสีข้าวทุก 7 วัน เหมือนเป็นการเอื้อให้แก่โกดังกลาง
   
                หมอวรงค์ บอกว่า สิ่งที่น่าห่วงอีกขั้นตอนคือการนำข้าวจากโกดังไปขาย คือ ตลาดในประเทศกับต่างประเทศ ขณะนี้ขายได้น้อยลง และราคาถูกช่วงเดือนตุลาคม โครงการจำนำเริ่มต้น ตัวเลขการส่งออกลดลง เพราะราคาต้นทุนสูงขึ้น ตุลาคม 2553 ส่งออกประมาณ 9 แสนตัน แต่ตุลาคม 2554 เหลือ 6 แสนตัน พฤศจิกายน 2553 ส่งออก 8 แสนตัน พฤศจิกายน 2554 เหลือ 4.7 แสนตัน ธันวาคม 2553 ส่งออก 1 ล้านตัน ธันวาคม 2554 เหลือ 4 แสนตัน ปัจจุบันมกราคม 2555 ตัวเลขการส่งออกติดลบ 49%
   
                "โครงการจำนำข้าวทำให้การส่งออกข้าวล้มเหลว เพราะส่งออกได้น้อย ไม่ได้ราคาตามกำหนด เนื่องจากเรามีคู่แข่งทั้งอินเดีย เวียดนาม ทำให้ข้าวล้นโกดังรัฐบาล ส่งออกไม่ได้ นำไปสู่ให้พรรคพวกมาประมูลในราคาที่บอกว่าข้าวเสื่อมคุณภาพ รัฐบาลบอกว่าจะชี้นำตลาดโลก แต่ว่าสู้ตลาดโลกไม่ได้ ขณะที่ในประเทศคนไทยซื้อข้าวสารแพงขึ้น ชาวนาไม่ได้ข้าวตามราคาที่ต้องการ ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปโครงการนี้ไปไม่รอดแน่ ขนาดผู้ส่งออกเองก็ยังมาเรียกร้องรัฐบาลให้นำโครงการประกันรายได้กลับมาใช้" รมว.พาณิชย์เงาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวปิดท้าย

................

(หมายเหตุ : วรงค์ เดชกิจวิกรม "โครงการรับจำนำข้าวไปไม่รอด"  : สัมภาษณ์พิเศษ โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์)