
จับแก๊งค้ายาเครือข่ายคุกคลองเปรม
ผู้การเมืองปทุมฯแถลงข่าวจับแก๊งค้ายาบ้าเครือข่ายเรือนจำคลองเปรม "อธิบดีราชทัณฑ์" ผุดไอเดียแยกขังเดี่ยวนักโทษ รอสร้างคุกใหม่ งดฝึกอาชีพระบุไม่มีประโยชน์ "สวนดุสิตโพลล์" ระบุคนยังพอใจ นโยบายปราบยารัฐบาล "ทักษิณ" มากสุด
เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 29 ม.ค. ที่ห้องประชุม สภ.ปากคลองรังสิต อ.เมือง จ.ปทุมธานี พ.ต.อ.สมิทธิ มุกดาสนิท รรท.ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี พร้อมด้วย พ.ต.อ.ธรรมนูญ เชาวะวนิชย์ ผกก.สส.ภ.จว.ปทุมธานี ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหาค้ายาเสพติด โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวน 2 ราย พร้อมของกลางเป็นยาบ้าจำนวน 20000 เม็ด ยาไอซ์ 200 กรัม พร้อมรถยนต์เก๋งฮอนด้า แจ๊ส สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน ษฐ 6442 กทม. ตาชั่งดิจิตอลไฟฟ้าสำหรับชั่งยาจำนวน 1 เครื่อง
พ.ต.อ.สมิทธิ กล่าวว่า จากการสืบสวนสอบสวนของตำรวจทราบว่าในวันที่ 28 มค. จะมีกลุ่มผู้ค้ายาบ้าที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายนักค้ายาเสพติดรายใหญ่ กำลังจะนัดส่งมอบยาเสพติดกันที่หมู่บ้านเมืองเอก ต.หลักหก อ.เมือง จ.ปทุมธานี จึงได้สั่งการให้ชุดสืบสวนเฝ้าติดตามและจับกุม โดยเมื่อถึงเวลานัดหมายได้พบรถยนต์ต้องสงสัยตรงกับที่สายรายงาน เป็นรถยนต์ฮอนด้า แจ๊ส สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน ษฐ 6442 กทม.ขับเข้ามายังจุดนัดพบ เจ้าหน้าที่ซึ่งซุ่มอยู่จึงได้แสดงตัวและเข้าตรวจค้น พบว่าภายในรถมีชายนั่งมา 2 คนคือนายสุวิจักขณ์ หรือโย มีดวงจันทร์ อยู่บ้านเลขที่ 144 ม.1 ต.นายางกลัก อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ ซึ่งเป็นคนขับ และนายสมพิศ หรืออี๊ด ด่านกระโทก อยู่บ้านเลขที่ 140 ม.4 ต.หนองหัวแรด อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา นุ่งคู่มาในรถ จากการตรวจค้นในรถพบยาไอซ์จำนวน 200 กรัมซุกซ่อมอยู่ จึงควบคุมตัวเพื่อสอบสวนขยายผล
เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้ง 2 รายให้ดการรับสารภาพว่า ยังมียาบ้าจำนวนมากซุกซ่อนอยู่ในบ้านเช่า ในหมู่บ้านเมืองเอก เลขที่ 73/413 ซ.เอกบูรพา 6 ต.หลักหก อ.เมือง จ.ปทุมธานี เจ้าหน้าที่จึงเข้าทำการตรวจค้น พบยาบ้าจำนวน 20,000 เม็ดซุกซ่อนอยู่ภายในห้องนอนชั้น 2 ของบ้านจึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง
นายสมพิศ ด่านประโทก ผู้ต้องหากล่าวว่า ตนเองนั้นเคยถูกจำคุกที่เรือนจำคลองเปรม และได้รู้จักกับนายบิ๊ก ซึ่งเป็นผู้ต้องหาค้ายาเสพติด ต่อมาเมื่อตนเองพ้นโทษออกมา ก็ยังติดต่อกับนายบิ๊ก และนายบิ๊กจะเป็นคนสั่งการมาจากเรือนจำให้ตนเองไปรับยาบ้าไปส่งให้ลูกค้าตามที่ต่างๆ ซึ่งทำมาแล้ว 5 ครั้ง ได้ค่าจ้างครั้งละ 3-50,000 บาท จนมาถูกจับกุมได้ในที่สุด
ป้ายแดงพุ่งชนตำรวจสายตรวจสาหัสขณะตั้งด่านตรวจยา
เมื่อเวลา 01.00 น.ร.ต.ท.ภาสกร ชำนาญหัตถุ รอง สวป.สภ.เมืองนครสวรรค์ ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจจำนวน 7 นาย ตั้งด่านตรวจค้นยาเสพติด บริเวณสี่แยกสันคู-ท่าทอง อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ขณะที่ตั้งด่านตรวจค้นได้เกิดเหตุรถยนต์กระบะวีโก้ ป้ายแดง ทะเบียน ก 1820 นครสวรรค์ สีดำ ขับมาด้วยความเร็วสูง พุ่งชนดาบตำรวจขวัญใจ แพทย์ไชยโย สายตรวจที่กำลังตรวจค้นกลุ่มวัยรุ่นรถจักรยานยนต์ ประมาณ 10 กว่า ทำให้ร่างของดาบตำรวจขวัญใจลอยกระเด็นไปไกลกว่า 10 เมตร
ตำรวจที่ตั้งด่านได้เร่งนำร่างของดาบตำรวจโชคร้ายส่งโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์เป็นการด่วน เบื้องต้นแพทย์ระบุอาการซี่โครงหัก 2 ซี่ นิ้วก้อยขาด ล่าสุดแพทย์อยู่ระหว่างการผ่าตัด อาการปลอดภัย
ด้าน ร.ต.ท.วุฒิพันธ์ ผอมทอง ร้อยเวรเจ้าของคดี เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้ควบคุมตัว นายศักรินทร์ โกษา อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 223 หมู่ 5 ตำบลลาดยาว อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ มาสอบสวนโดยผู้ต้องหารับสารภาพว่าไม่ได้เจตนา แต่เป็นเพราะว่าขับรถเร็วมองไม่เห็นตำรวจที่ตั้งด่านอยู่ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
"อธิบดีราชทัณฑ์"ผุดไอเดียแยกขังเดี่ยวนักโทษยาเสพติด
พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงมาตรการควบคุมผู้ต้องขังคดียาเสพติดว่า ในวันที่ 30 ม.ค. กรมราชทัณฑ์ได้เรียกผู้บัญชาการเรือนจำ ที่มีผู้ต้องขังคดียาเสพติดทีมีพฤติกรรมเคลื่อนไหว เกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติด มาหารือประชุมร่วมกับนายกอบเกียรติ กสิวัฒน์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เพื่อกำหนดวิธีการควบคุมที่เข้มงวด รวมทั้งการจำแนกผู้ต้องที่เข้าข่ายมีพฤติกรรมยังติดต่อกับกลุ่มคนภายนอก ให้ชัดเจนว่าแต่ละเรือนจำจำนวนกี่คน มีกี่เครือข่าย จากนั้นหาแนวทางการป้องกันว่าจะใช้มาตรการ และเครื่องมืออะไรบ้างในการควบคุมการสั่งยาบ้าออกมาจากเรือนจำ
พ.ต.อ.สุชาติ กล่าวถึงแนวโน้มการสร้างเรือนจำเฉพาะคดียาเสพติดว่า การสร้างเรือนจำขึ้นมา 1 เรือนจำ ต้องมีหลายองค์ประกอบ ทั้งเรื่องเงิน คน อีกทั้งต้องใช้เวลานานในการสร้างเรือนจำ ดังนั้นเบื้องต้น กรมราชทัณฑ์อาจจะใช้พื้นที่เรือนจำ กลางคลองไผ่ จ.นคราชสีมา จะใช้วิธีการแยกแดนพิเศษ สำหรับผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ และอาจจะปรับห้องขังเป็นห้องเดี่ยว แยกห้องขังแบบรายบุคคล ลักษณะคล้ายๆกับแดน 13 ในเรือนจำกลางคลองเปรม ที่มีเฉพาะผู้ต้องขังรอการบำบัดยาเสพติดเพียงอย่างเดียว
“บุคคลพวกนี้ไม่จำเป็นต้องฝึกอาชีพ เพราะไม่มีประโยชน์ ใช้ระบบเทคโนโลยีมาควบคุม การพบหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้คุม และผู้ต้องขัง ทุกอย่างจะถูกบันทึกด้วยวิธีโอตลอดเวลา เพื่อตัดปัญหาช่องทางการต่อรองผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน”พ.ต.อ.สุชาติกล่าว
ด้านนายกอบเกียรติ กล่าวว่า กรมราชทัณฑ์ จะหารือกับผู้บัญชาการเรือนจำ กลางคลองไผ่ เรือนจำกลางบางขวาง เรือนจำกลางระยอง เรือนจำกลางเขาบิน เรือนจำกลางคลองเปรม และทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง เพื่อกำหนดวิธีการและหาแนวทางการป้องกัน นักโทษคดียาเสพติดต่อกับเครือข่ายภายนอกเรือนจำ รวมทั้งเรื่องข้อกฎหมายต่างที่หากเรือนจำออกระเบียบเรือนจำไปแล้ว อาจจะกระทบต่อสิทธิผู้ต้องตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องหารือรายละเอียดอีกครั้ง
“ตอนนี้เพียงแค่มีข่าวว่าจะย้ายไป รายสำคัญไปอยู่ที่อื่น ก็มีการร้องเรียนเกิดขึ้นทันที ว่ากระทบสิทธิ ญาติจะมาเยี่ยมไม่ได้ ผู้ต้องหากลุ่มนี้เป็นกลุ่มพิเศษ มีเงิน จ้างทนาย พร้อมร้องเรียน ฟ้องร้องเจ้าหน้าที่ตลอดเวลา หากจะดำเนินการอย่างต้องรัดกุม” นายกอบเกียรติกล่าว
นายกอบเกียรติ กล่าวต่อว่า มาตรการเบื้องต้น คงต้องใช้มาตรการแยกแดนพิเศษ ไปก่อนตัดวงจรไม่ให้ปะปนกันผู้ต้องขังรายอื่นๆ หรือเครือข่ายซามูไร เพราะผู้ต้องหากลุ่มนี้จะใช้ซามูไรในเรือนจำคอยเดินงาน ทั้งนำเข้าโทรศัพท์ เก็บของต้องห้าม และรับผิดหากถูกจับได้ การสร้างเรือนจำต้องใช้เวลา ไม่ต่ำกว่า 2 ปี เบื้องต้นระหว่างการสร้างเรือนจำพิเศษ อาจจะใช้พื้นที่เรือนจำกลางเขาบิน แยกแดนพิเศษ เพราะมีความพร้อมเรื่องเครื่องมือด้านเทคโนโลยีการป้องกันการโทรศัพท์ หรือเครื่องแจมเมอร์ ส่วนเรือนจำพิเศษความมั่นคงสูงสุด หรือเรือนจำชุปแปอร์แม็ก ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อาจจะใช้พื้นที่บริเวณเรือนจำกลางคลองไผ่ เพราะกรมราชทัณฑ์มีที่ดินบริเวณดังกล่าวจำนวนมาก สำหรับเรือนจำความมั่นคงสูงสุด จะมีระบบเทคโนโลยีขั้นสูงมาควบคุมผู้ต้องคดีสำคัญอย่างรัดกุมเข้มงวด และลดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้ต้องขัง
คนยังพอใจการปราบยาของรัฐบาล"ทักษิณ"มากสุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า "สวนดุสิตโพลล์" มหาวิทย่าลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้สำรวจความเห็นประชาชน ในหัวข้อ "การปราบปรามยาเสพติด ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์" โดยสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 2,443 คน ระหว่างวันที่ 20-28 มกราคม 2555 โดยเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชน ต่อ การปราบปรามยาเสพติดที่รัฐบาลดำเนินการขณะนี้ พบว่า อันดับ 1 อยากให้รัฐบาลและจนท.ที่เกี่ยวข้องปราบปรามอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง ไม่มีข้อยกเว้นหรือเลือกปฏิบัติ
40.28% อันดับ 2 เป็นเรื่องที่ดีที่ยาเสพติดจะได้ลดลงหรือหมดไปจากประเทศ เพราะมีแต่บ่อนทำลายชาติและเยาวชน 34.73% อันดับ 3 อยากให้มีกฎหมายหรือบทลงโทษผู้ที่กระทำผิดในเรื่องนี้ที่รุนแรงและเด็ดขาด 13.59% อันดับ 4 เป็นการทำเพื่อสร้างผลงาน แต่ถึงอย่างไรก็คิดว่าไม่น่าจะปราบได้หมด 11.40%
เมื่อถามถึง “สาเหตุ” ของการแพร่ระบาดของยาเสพติด ณ วันนี้ ปรากฎว่า 68.54% เห็นว่าเกิดจาก การละเลยในการปฏิบัติหน้าที่ บางครั้งเจ้าหน้าที่ก็รู้เห็นเป็นใจและมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ขณะที่ 18.23% เห็นว่า เกิดจาก สภาพสังคม เศรษฐกิจที่เสื่อมโทรม ครอบครัวขาดการดูแลเอาใจใส่ พ่อแม่ไม่มีเวลาให้ ส่วน 7.80 % เห็นว่าเกิดจาก กฎหมาย บทลงโทษไม่เด็ดขาด เป็นสาเหตุให้ยาเสพติดและผู้เสพมีเพิ่มมากขึ้น และ 5.43% เห็นว่า การถูกชักชวนจากเพื่อน อยากลอง สามารถหาซื้อได้ง่าย โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่นและนักเที่ยว
อย่างไรก็ตามเมื่อถามว่า ประชาชนคิดว่า “แนวโน้ม” ปัญหายาเสพติดจะเป็นอย่างไร? อันดับ 1. เห็นว่า มีแนวโน้มว่าจะมากขึ้น 40.69% เพราะ ปัญหาสังคมที่เสื่อมถอย ความเครียด ชีวิตความเป็นอยู่ที่ลำบาก ทาให้มีผู้เสพมากขึ้น ,มาจากความเชื่อที่ผิดของผู้เสพยังคงพบเห็นหรือได้ยินข่าวยาเสพติดอยู่บ่อยๆ ฯลฯ อันดับ 2 เห็นว่า เหมือนเดิม 38.73% เพราะ ไม่ว่ารัฐบาลชุดใดจะเข้ามาแก้ปัญหาหรือปราบปราม ยาเสพติดก็ยังคงมีเหมือนเดิม ,เป็นช่องทางที่หาเงินได้จำนวนมาก ฯลฯ อันดับ 3. เห็นว่ามีแนวโน้มว่าจะลดลง 20.58% เพราะ รัฐบาลมีการปราบปรามอย่างจริงจังและต่อเนื่อง สามารถจับกุมผู้ค้าและยึดยาเสพติดได้จานวนมาก ฯลฯ
ทั้งนี้ต่อคำถามที่ว่า ประชาชน “พึงพอใจ” ผลงานการปราบปรามปัญหายาเสพติดของรัฐบาลใดมากที่สุด อันดับ 1 พอใจการปราบปรามของรัฐบาลทักษิณ มากที่สุด 64.77% เพราะ มีการปราบปรามที่เด็ดขาด เอาจริงเอาจัง ,จับกุมผู้ค้ารายใหญ่ได้มาก ,ปัญหายาเสพติดลดลง ฯลฯ อันดับ 2 พอใจการปราบปรามของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ มากที่สุด 19.41% เพราะ ดูจากผลงานในช่วงนี้เห็นได้ว่ารัฐบาลให้ความสาคัญกับการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ถูกใจประชาชน ฯลฯ อันดับ 3. พอใจการปราบปรามของรัฐบาลอภิสิทธิ์มากที่สุด 15.82% เพราะ เป็นการปราบปรามที่ยึดปฏิบัติตามแนวทางที่ถูกต้อง ไม่ใช้ความรุนแรงในการปราบปราม ฯลฯ



