
ปชช.กว่า93%ห่วงกลุ่มคนจ้องทำลายสถาบัน
"เอแบคโพลล์" เผย ผลสำรวจปชช.กว่าร้อยละ 93 ห่วงกลุ่มคนจ้องทำลายสถาบันหลักของชาติ ตามติดเรื่องปมความขัดแย้ง
วันที่ 29 ม.ค.55 ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง เรื่องใหญ่โตของประเทศที่ทุกคนต้องช่วยกัน กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทั่วไปใน 17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ปทุมธานี ชลบุรี กาญจนบุรี เชียงใหม่ เชียงราย สุโขทัย ศรีสะเกษ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ อุดรธานี สกลนคร นครพนม นครราชสีมา สตูล และสงขลา จำนวนทั้งสิ้น 2,572 ครัวเรือน ผ่านระเบียบวิธีวิจัยเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้นโดยมีค่าความคลาดเคลื่อนอยู่ที่บวกลบ ร้อยละ 7 ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 15 - 28 มกราคม 2555 พบว่า
ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 93.4 รู้สึกเป็นห่วงมากถึงมากที่สุดต่อการรณรงค์ปลุกระดมของกลุ่มคนที่จ้องทำลายสถาบันหลักของชาติ และกว่าร้อยละ 80.6 ยังคงเป็นห่วงมากถึงมากที่สุดต่อความขัดแย้งแตกแยกรุนแรงของคนในชาติ ในขณะที่กว่า 2 ใน 3 หรือร้อยละ 71.8 รู้สึกว่าประเทศไทยมีแต่เรื่องวุ่นวาย ไม่จบสิ้น ประเทศเพื่อนบ้านกำลังพัฒนาไปได้ด้วยดี
นอกจากนี้ เรื่องใหญ่โตที่คนไทยทั่วไปรู้สึกได้คือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.5 ระบุว่า ระบบเด็กเส้น เด็กฝากในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเป็นปัญหาใหญ่เกิดขึ้นในทุกรัฐบาลทำให้ประชาชนไม่ได้รับการปฏิบัติที่ดี เพราะข้าราชการเด็กฝากเหล่านั้นไม่ยอมทำงานและมุ่งเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ และข้าราชการที่ถูกเอาเปรียบท้อแท้เพราะถูกเด็กฝากเด็กเส้นทำลายระบบคุณธรรม
และที่น่าเป็นห่วงคือ ตัวอย่าง 2 ใน 3 หรือร้อยละ 66.8 ระบุความไม่เป็นธรรมและการเลือกปฏิบัติยังคงมีอยู่มากถึงมากที่สุด และร้อยละ 65.9 ยังคงรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินในเรื่อง อาชญากรรม การจราจร และภัยธรรมชาติ
ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อถามประชาชนว่า ต้องการให้ตำรวจอำนวยความสะดวกรถนำขบวนบรรดารัฐมนตรีก่อน หรืออำนวยความสะดวกรถพยาบาลคนป่วยหนักและรถกู้ภัยฉุกเฉินก่อน ผลสำรวจพบว่า เกือบร้อยละร้อยหรือร้อยละ 94.1 ต้องการให้ตำรวจอำนวยความสะดวกรถพยาบาลคนป่วยและรถกู้ภัยฉุกเฉินก่อน
นอกจากนี้ ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ ผลสำรวจพบว่า เกินกว่าร้อยละ 60 ของประชาชนที่ถูกศึกษาตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาจนถึงสมัยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีทัศนคติอันตรายยอมรับได้ ถ้ารัฐบาลทุจริตคอรัปชั่น แต่ทำให้ตนเองได้ผลประโยชน์ด้วย โดยมีกลุ่มข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 64.0 ที่มีทัศนคติอันตรายเช่นนั้น และกลุ่มคนรุ่นใหม่หรือนักเรียนนักศึกษามีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 56.2 ที่มีทัศนคติอันตรายเช่นกัน
โดยในการศึกษาครั้งนี้ยังพบด้วยว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 68.9 คิดว่า การทุจริตคอรัปชั่นเป็นเรื่องปกติธรรมดาในการทำธุรกิจ
ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าวว่า สังคมไทยในเวลานี้อาจจำเป็นต้องประยุกต์ใช้ “ทฤษฎีหน้าต่างแตก” หรือ Broken Window Theory โดยในปี 1993 นาย Rudolph Giuliani ผู้ได้รับเลือกเป็นผู้ปกครองของมหานครนิวยอร์คนำมาใช้โดยมีแนวคิดหลักที่ว่า หากปล่อยให้คนร้ายทำลายหน้าต่างแตกบานหนึ่งและไม่เร่งหาสาเหตุและแก้ไขซ่อมแซมหน้าต่างและจับกุมคนร้าย ก็จะทำให้คนร้ายคนอื่นๆ ทำลายหน้าต่างแตกเพิ่มเติมไปจนอาจหมดทุกบานนำไปสู่การบุกรุกเข้าในตัวอาคารมากขึ้น ซึ่งคล้ายกับปัญหาใหญ่ๆ ในประเทศไทยเวลานี้ เพราะหากปล่อยให้กลุ่มคนจ้องทำลายความจงรักภักดีของคนในชาติต่อสถาบันหลักของประเทศ ก็จะมีคนอื่นๆ ทำตามๆ กัน เพราะหากปล่อยให้มีกลุ่มคนปลุกระดมสร้างความขัดแย้งแตกแยกรุนแรงในสังคมก็จะมีคนอื่นๆ ทำตามกัน เพราะหากปล่อยให้มีระบบเด็กเส้นเด็กฝากในระบบราชการก็จะทำให้มีการทำตามๆ กันเมื่อเปลี่ยนแปลงอำนาจของรัฐบาล เพราะเมื่อปล่อยให้มีการเลือกปฏิบัติไม่มีความเป็นธรรมในสังคมก็จะทำให้เกิดคนอื่นๆ หาโอกาสเอารัดเอาเปรียบกันในสังคม และเพราะปล่อยให้มีการขับรถเกินความเร็วที่กำหนด ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ไม่สวมหมวกกันน็อค ก็จะทำให้คนอื่นๆ ทำตามๆ กัน และเพราะปล่อยให้เกิดเด็กสายของตำรวจค้ายาไม่จับกุมไปดำเนินคดีก็จะทำให้เยาวชนคนอื่นๆ ทำตามๆ กันบ้าง ดังนั้น ต้องถามคนไทยทั้งประเทศว่าจะยอมเสียสละได้บ้างหรือไม่ในเรื่องการถูกจำกัดเสรีภาพและความไม่สะดวกสบายบางประการเพื่อไม่ให้เกิดสภาวะที่ว่า “คนดีก็ตายง่าย คนเก่งก็อพยพหรือลาออกจากสังคมไป ส่วนพวกที่เหลืออยู่คือ “ขยะแอพ” ของสมาร์ทโฟนที่ยอมให้ถูกเขี่ยไปเขี่ยมาตามกิเลสตัณหาของผู้มีอำนาจหรือกลุ่มคนที่อยู่เหนือกฎหมาย
จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่าตัวอย่างร้อยละ 52.4 เป็นหญิง ร้อยละ 47.6 เป็นชาย ตัวอย่างร้อยละ 5.1 อายุต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 25.4 อายุระหว่าง 20 - 29 ปี ร้อยละ 26.6 อายุระหว่าง 30 - 39 ปี ร้อยละ 24.2 อายุระหว่าง 40 - 49 ปี และร้อยละ 18.7 อายุ 50 ขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 82.2 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 15.7 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 2.1 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่างร้อยละ 34.8 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 29.4 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 7.7 ระบุอาชีพข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 10.9 ระบุอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 6.2 เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ ร้อยละ 7.9 ระบุเป็นนักเรียนนักศึกษา ในขณะที่ร้อยละ 3.1 ระบุว่างงาน/ไม่ประกอบอาชีพ



