ข่าว

ผ่าขุมทรัพย์..สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์

ผ่าขุมทรัพย์..สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์

08 พ.ค. 2552

การกระทบกระทั่งถึงขั้นตะลุมบอนระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับผู้ค้าย่านพัฒนพงษ์ เมื่อกลางดึกวันที่ 6 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เป็นผลพวงและสิ่งยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า ปัญหาสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ที่บั่นทอนความน่าเชื่อถือของไทยในตลาดโลกยังคงดำรงอยู่ และเชื่อว่าจะเป็นเช่นน

 รากเหง้าของปัญหานี้ คือ ผลตอบแทนที่ผู้ค้าได้รับและเอื้อไปถึงผู้รักษากฎหมาย หรือแม้แต่ตัวแทนเจ้าของลิขสิทธิ์ผู้ได้รับมอบอำนาจ มีมากเกินกว่าจะยุติวงจรนี้ได้ในชั่วข้ามคืน เหมือนกับที่ "อลงกรณ์ พลบุตร" รมช.พาณิชย์ คาดหวัง

 พัฒนพงษ์เป็นแหล่งท่องเที่ยวกลางคืนอันโด่งดังและเลื่องลือในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติ มีผับ บาร์ บาร์ผู้หญิง บาร์ผู้ชาย อะโกโก้ และร้านอาหารตั้งอยู่เรียงรายสองข้างทาง ตั้งแต่หัวถนนสีลมไปจนถึงถนนสุรวงศ์ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติและคนกลางคืน

 ตามสองฟากฝั่งถนนมีแผงขายของตั้งวางอยู่ดาษดื่น ทั้งที่ถูกกฎหมายและสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ โดยเฉพาะสินค้าประเภทหลังดูเหมือนจะมีมากกว่าอย่างแรก ทั้งเสื้อผ้าแบรนด์ดัง กระเป๋าแบรนด์เนม นาฬิกาก๊อบปี้ที่ลอกเลียนแบบจนเหมือนจริงอย่างยากจะแยกแยะ ถึงกับบิ๊กตำรวจบางคนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และคุณนายหลังบ้านก็ยังเป็นหนึ่งในลูกค้านาฬิกาโรเล็กซ์พัฒนพงษ์

 นอกจากนี้ ยังมีเสียงเล่าลือถึงขนาดว่า มีคนข้างฝ่ายเมียบิ๊กตำรวจอีกคนทำธุรกิจแผงขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์อยู่ที่พัฒนพงษ์ด้วย ทุกครั้งที่มีข่าวกวาดล้างแผงสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ผู้ค้ารายนี้มักรู้ตัวก่อนล่วงหน้าและรอดพ้นจากการจับกุมไปได้แทบทุกครั้ง

 ด้วยปัจจัยเรื่องผลตอบแทน การเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมไปถึงการมีคนอยู่ "วงใน" ผู้ทำหน้าที่ปราบปรามสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ทำให้พัฒนพงษ์อยู่เหนือปัญหานี้มานมนาน ไม่ว่ารัฐบาลจะผ่านไปกี่ชุด ผู้นำตำรวจผ่านไปกี่สมัย การดำรงอยู่ของพัฒนพงษ์ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

 ดังนั้น การที่ รมช.อลงกรณ์ นำกำลังเจ้าหน้าที่ร่วมร้อยนายไปปิดหัวถนนท้ายถนนแล้วกวาดเอาสินค้าไปทั้งหมด โดยไม่แยกแยะว่าอันไหนจริงอันไหนปลอม นอกจากจะไม่ถูกต้องตามกฎหมายและขั้นตอนปฏิบัติแล้ว ยังสร้างแรงกดดันมหาศาลให้ผู้ค้าย่านนั้น

 เพราะอย่างน้อยก็ยังมีสินค้าถูกกฎหมายวางขายปะปนอยู่ด้วย นำมาสู่การกระทบกระทั่งกันในที่สุด !?!
 นอกจากพัฒนพงษ์แล้วยังมีขุมทรัพย์สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์อยู่อีกหลายแห่ง โดยแยกเป็นประเภทสินค้า เช่น ถ้าใครต้องการหาซื้อแผ่นซีดีหนัง เอ็มพี 3 หรือซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ละเมิดลิขสิทธิ์ จะเป็นที่รู้กันดีว่าต้องไปที่มาบุญครอง พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า ตะวันนา ฟอร์จูน ซีคอนสแควร์ หรือเซียร์ รังสิต ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นแผงเช่าแยกออกมาต่างหากไม่เกี่ยวกับห้างสรรพสินค้า
 ถ้าเป็นสินค้าประเภทโทรศัพท์มือถือนำเข้าไม่เสียภาษีก็ต้องเป็นห้างมาบุญครอง เซียร์ รังสิต หรือที่ศูนย์การค้าตะวันนา  

 แต่ถ้าใครอยากได้แผ่นซีดี แผ่นเกม หรือนาฬิกา ก็ไปที่คลองถมและสะพานเหล็ก ซึ่งเมื่อปลายปีที่แล้วกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำกำลังเจ้าหน้าที่สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา เข้าตรวจค้นโรงแรมแห่งหนึ่งย่านคลองถม หน้าร้านวางขายนาฬิกาหรูเรือนงามปลอมเครื่องหมายการค้าได้มากถึง 5,000 เรือน นาฬิกาที่นำเข้าไม่ถูกต้องกว่า 3 หมื่นเรือน ชิ้นส่วนอุปกรณ์นาฬิกา 1 หมื่นชิ้น มือถือ เอ็มพี 3 เอ็มพี 4 และเอ็มพี 5 อีกจำนวนมาก

 ส่วนสินค้าประเภทน้ำหอมละเมิดลิขสิทธิ์ ยาบำรุงต่างๆ เสื้อผ้า และนาฬิกาแบรนด์ดัง ยังคงหาได้ที่ร้านบางร้านบนห้างมาบุญครองชั้น 3 กับที่ห้างหรูย่านประตูน้ำ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เช่าเฉพาะไม่เกี่ยวข้องกับห้างแต่อย่างใด  

 เหตุใดสิ่งละอันพันละน้อยเหล่านี้ถึงรอดหูรอดตาตำรวจไปได้ จากการสอบถามบรรดาผู้ค้าสินค้าเหล่านี้ ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า เกิดจาก "ส่วนแบ่ง" ที่จ่ายให้แต่ละเดือนบดบังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น

 การจัดแบ่งผลประโยชน์นี้ มีคนในเครื่องแบบอย่างน้อยจาก 5 หน่วยงานเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง โดยส่งหน้าเสื่อเข้ามาเจรจาจัดสรร ส่วนใหญ่จะอยู่ที่แผงละ 2,000-5,000 บาทต่อเดือนต่อหน่วย   

 นั่นเฉพาะคนในเครื่องแบบผู้มีหน้าที่ตามกฎหมาย...แต่ยังมีตัวแทนจากเจ้าของลิขสิทธิ์อีกที่เข้ามามีส่วนได้ส่วนเสียกับขุมทรัพย์นี้ ! 

 การจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์จะประกอบด้วยตัวแทนเจ้าของลิขสิทธิ์ที่มอบอำนาจให้ดำเนินการ ทำหน้าที่ชี้ให้จับกุมและยืนยันว่าเป็นสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจในฐานะเจ้าพนักงานจับกุม หรือจะมีเจ้าพนักงานจากกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมด้วยก็ได้

 เมื่อจับกุมแล้วก็ต้องส่งพนักงานสอบสวนเจ้าของท้องที่ดำเนินคดี แต่ที่ผ่านมามักพบว่าตัวแทนเจ้าของลิขสิทธิ์มักจะไปจ้างตำรวจบางคน ให้ร่วมไปกับคณะทำหน้าที่จับกุมผู้ค้า ก่อนจะส่งให้พนักงานสอบสวนทำสำนวนกลับเจรจาเรื่อง "ค่าตอบแทน" ที่จะไม่ส่งดำเนินคดี

 ค่าตอบแทนที่ว่าจะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณของกลาง ถ้าของกลางที่ยึดได้มากก็จ่ายมากหน่อย ส่วนใหญ่จะอยู่ที่หลักหมื่นไปจนถึงแสนบาท เงินที่ได้ก็นำมาแบ่งสันปันส่วนกัน

 ขบวนการนี้ถึงขนาดเข้าไปนั่งในร้านอาหาร ขอเพลงบริษัทตัวเอง แล้วแสดงตัวจับกุมกล่าวว่าใช้เพลงละเมิดลิขสิทธิ์ หรือไปใช้คอมพิวเตอร์ในร้านเน็ตแล้วเปิดเพลงเอ็มพี 3 รีดไถเงินเอาก็มี

 ด้วยเหตุนี้สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์จึงสร้างปัญหาและรายได้ให้แก่ผู้เกี่ยวข้องทุกยุคทุกสมัย !?!