
'ยา-ไม้-วังน้ำเขียว'โจทย์ใหญ่ผบช.ภ.3
'ยาเสพติด ไม้พะยูง วังน้ำเขียว' 3โจทย์ใหญ่...วัดกึ๋นผบช.ภ.3 : สัมภาณ์พิเศษ พล.ต.ท.ภาณุ เกิดลาภผล ผบช.ภ.3 โดย ไชยฤทธิ์ เสนาะวาที
เมื่อเอ่ยถึง พล.ต.ท.ภาณุ เกิดลาภผล ผบช.ภ.3 หลายคนคงจะรู้จักนายตำรวจผู้นี้ ในฐานะ "กูรูจราจร" ผู้เปิดตำนาน จ่ายิ้ม, จ่าเฉย, กล้องวงจรปิดจับความเร็ว และกล้องจับฝ่าไฟแดง ซึ่งเคยเป็นที่โจษขานไปทั่วนครบาล แต่ในวันนี้ ต้องย้ายไปกำกับดูแลพื้นที่ภูธรภาค 3 ซึ่งเป็นภารกิจใหม่ที่ท้าทายเป็นอย่างยิ่งกับสารพัดปัญหาที่รุมสุมอยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบนั้น พล.ต.ท.ภาณุ จะมีแนวทางขับเคลื่อนกระบวนการยุติธรรมในพื้นที่ความรับผิดชอบ 8 จังหวัดภาคอีสานล่างอย่างไร?
-ย้ายมาจาก บช.น.เกือบ 3 เดือนแล้ว ภารกิจใหม่เป็นอย่างไรบ้าง
สมัยที่อยู่ กทม.ก็ทำงานเกี่ยวกับด้านการบริการประชาชนเป็นส่วนใหญ่ แต่พอมาอยู่ที่นี่ความรับผิดชอบมันกว้างขึ้น ต้องติดต่อประสานงานทำงานกับหน่วยงานอื่นมากขึ้น ทั้งศาล จังหวัด อบต. อบจ. ทหาร เยอะมาก ซึ่งปกติหน่วยงานเหล่านี้จะต้องทำงานร่วมกันอยู่แล้ว ส่วนหน้าที่หน้าหลักก็คือ งานเกี่ยวกับตำรวจปกติ ทำอย่างไรจะทำให้คดีต่างๆ ลดลง ไม่ว่าจะเป็นเกี่ยวกับทรัพย์ หรือร่างกาย งานในส่วนที่สองนี้ไม่ค่อยหนักใจเท่าไหร่ เนื่องจากตำรวจในภาค 3 นี้ค่อนข้างที่จะมีวินัยสูง เชื่อฟังผู้บังคับบัญชา คดีร้อยละ 90 ไม่ยุ่งยากซับซ้อนอะไร มักจะรู้กันว่าใครทำร้ายใคร อยู่ๆ จะเอาอาวุธสงครามไปยิงกัน หรือฆ่ากันโดยไม่รู้สาเหตุนั้นไม่ค่อยเกิดขึ้น
-มีปัญหาในพื้นที่ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษหรือไม่
ต้องยอมรับว่า ตอนนี้มีปัญหาที่จับตาเป็นพิเศษ 3 เรื่องด้วยกัน เรื่องแรก คือ ยาเสพติด เรื่องที่สองคือ เรื่องไม้พะยูง และเรื่องสุดท้าคือ เรื่องปัญหาบนอำเภอวังน้ำเขียว ที่กำลังตกเป็นข่าวอยู่นานกว่า 6 เดือนแล้ว
-กรณีปัญหาเกี่ยวกับที่ดินทับซ้อนบนวังน้ำเขียวเป็นอย่างไร
วังน้ำเขียวเป็นประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายสนใจอยู่ในขณะนี้ โดยพื้นที่วังน้ำเขียวนั้นมีส่วนที่เกี่ยวข้องกัน 3 ส่วน พูดง่ายๆ คือมีเจ้าทุกข์ 3 หน่วยงาน เริ่มตั้งแต่กรมอุทยานฯ กรมป่าไม้ และ ส.ป.ก. พื้นที่ที่เป็นข่าวโด่งดังคือพื้นที่อุทยานพื้นที่ไทยสามัคคี ซึ่งมันมีมติอะไรเยอะแยะ ชาวบ้านก็อยู่ไม่มีปัญหาอะไร แต่ต่อมามีการตั้งรีสอร์ทโดยชาวบ้านและนายทุน 140 แห่ง เจ้าหน้าที่อุทยานเข้าแจ้งความกับเรา ก็มีหน้าที่ทำสำนวนส่งฟ้องศาล เรื่องต่อมาเจ้าหน้าที่ป่าไม้แจ้งความดำเนินคดีกับผู้บุกรุกป่า ตอนนี้มีการแจ้งความดำเนินคดีอยู่ 32 คดี
อีกกรณีหนึ่งเป็นเรื่องของ ส.ป.ก. คือที่ดินที่ออกเอกสารสิทธิประเภทนี้ห้ามซื้อขาย และใช้ทำการเกษตรเพียงเท่านั้น ตรงนี้ยังไม่มีการแจ้งความอะไร ทั้งหมดนี้ ในพื้นที่อุทยานศาลมีการพิพากษาแล้วหลายราย ที่เหลือกำลังดำเนินการ แต่หลังจากที่เราลงพื้นที่แล้วพบว่ามันมีปัญหาซ่อนอยู่ เพราะพื้นที่ของแต่ละหน่วยงานนั้นทับซ้อนกันอยู่ ยิ่งแล้วไปใหญ่ เมื่อก่อนหน้านี้อนุญาตให้ชาวบ้านอยู่ได้ แต่พอประกาศฉบับใหม่ชาวบ้านกลับอยู่ไม่ได้ มันเลยเกิดข้อขัดแย้งขึ้น จนเป็นเรื่องเป็นราว เป็นเหตุของการปิดถนนประท้วงเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เราก็เฝ้าจับตาอยู่ ซึ่งชาวบ้านเองก็ร้องไปยังผู้ตรวจการแผ่นดินให้ช่วยลงมาไกล่เกลี่ยเรื่องดังกล่าว ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะจบอย่างไร
-นอกจากปัญหาเรื่องที่ดินและป่าไม้แล้ว การลักลอบตัดไม้พะยูงก็ยังไม่ลดน้อยลง
ผมมองว่าการจะจัดการปัญหาไม้พะยูงให้หมดไปนั้น มี 2 ทาง อย่างแรกต้องกำหนดให้ไม้พะยูงเป็นไม้หวงห้ามพิเศษประเภท ก เช่นเดียวกับไม้สัก หรือไม้ยาง ใครมีใครครอบครองไม่ว่าจะเป็นแผ่นหรือต้นผิดกฎหมาย แต่ปัจจุบันไม้พะยูงเป็นไม้หวงห้ามธรรมดา หากเราพบไม้ที่บ้านเขา และสามารถเอาไปพิสูจน์ตอที่ตัดมาซึ่งอยู่ปลายนาของเขาก็ไม่สามารถทำอะไรเขาได้เลย เขาก็สามารถครอบครองและจำหน่ายได้ แต่ปัจจุบันไม้เหล่านี้มันหมดไปแล้ว เขาก็เข้าไปตัดในป่าสงวน เขตอุทยาน แล้วเอามาขายกัน แล้วเอามาสวมสิทธิ์กับที่ท้องนาก็ไม่สามารถทำอะไรได้
อย่างที่สอง ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ตำรวจเองเข้าไปเกี่ยวข้อง 90% ของคดี คือ การขน การคุ้มครอง ตามด่านต่างๆ ตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งเรามีจุดอ่อนเรื่องเดียว คือเรื่องด่าน จะทำอย่างไรให้ด่านเราเข้มแข็งไม่เห็นแก่เงิน หากถามว่า ไม้พะยูงตัดจากที่ไหนได้บ้าง การเข้าไปตัดเองนั้นคงไม่ใช่เรื่อง่ายๆ ถ้าไม่มีคนรู้เห็นเป็นใจ มันก็เลยไม่รู้จะโทษใครดี ส่วนใหญ่วิธีการเข้าไปตัดไม้พะยูงก็จะให้คนไปตัดทิ้งไว้ก่อนแล้วใช้กองทัพมดขนออกมา ทีละท่อน แล้วก็นำไปรวมกันไว้ที่ใดที่หนึ่งในหมู่บ้าน แล้วก็จะมีนายทุนส่งคนมารับไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง อีกวิธีก็มีกองกำลังฝั่งเพื่อนบ้าน มักจะขึ้นมาตัดไม้และผ่านออกทางเขมร มีปะทะกับทหารบ่อยครั้ง ทางออกของไม้พะยูงมี 2 ทาง คือออกไปฝั่งลาว อีกทางหนึ่งคือผ่านเข้า กทม.แล้วผ่านลงภาคใต้ ปีๆหนึ่งเราสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติประเภทนี้มาก หากทำอย่างที่ผมบอกได้รับรองว่าปัญหาจะหมดไป
-แล้วปัญหายาเสพติดในพื้นที่เป็นอย่างไร
เป็นที่ทราบกันดีว่า พื้นที่ของตำรวจภูธรภาค 3 นั้น มีแนวชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน 2 ประเทศ คือ กัมพูชาด้านล่าง กับประเทศลาวทางฝั่งตะวันออก บริเวณนี้เองมีปัญหาการลักลอบ โดยเฉพาะตามแนวลำน้ำโขงทางด้านเหนือในพื้นที่ อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ และด้านล่างคือ อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี เมื่อไหร่ก็ตามมีการกดดันกวาดล้างจับกุมเข้มงวดทางด้านภาคเหนือยาเสพติดก็จะทะลักมาทางด้านนี้ ส่วนปริมาณนั้นไม่มาก หลักพันหลักหมื่นเม็ด
ต้องยอมรับตรงๆ ว่า พื้นที่ดังกล่าวยาเสพติดทะลักเข้ามาง่าย เนื่องจากสภาพทางภูมิประเทศเอื้ออำนวยในการลักลอบนำเข้ามาอย่างมาก โดยเมื่อมองย้อนกลับไปในอดีตมีการแบ่งเขตแดนในลำน้ำโขงที่ทำสนธิสัญญาที่ทำไว้กับฝรั่งเศส ระบุว่า ใช้ร่องน้ำลึกเป็นแนวเขตแดน บังเอิญว่าแนวน้ำลึกนั้นอยู่ใกล้ฝั่งไทย แถมยังมีเกาะแก่งต่างๆ มากมาย ทำให้พ่อค้ายานำยามาพักไว้ตามเกาะแนวชายแดน แล้วจ้างชาวบ้านมาขนยาขึ้นมา โดยการใช้เรือหรือเดินข้ามแม่น้ำ ซึ่งเราเองมีถนนเลียบแม่น้ำมาส่งต่อให้รถ ขบวนการค้ายาตรงนี้ไม่ซับซ้อน แต่การจับกุมลำบาก ไม่สามารถโยงไปถึงพ่อค้ารายใหญ่ได้ แม้จะสนธิกำลังทั้งทหาร ฝ่ายปกครองก็ตาม ขบวนการขนยาเสพติดทำแบบกองทัพมด โดยนำมาส่งขึ้นรถกระจายในพื้นที่อีสานเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะยาบ้า ส่วนกัญชาจะมุ่งตรงสู่ตลาดกรุงเทพฯ และภาคใต้
-แนวทางการป้องกันยาเสพติดในพื้นที่
โดยปกติจะทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องในการปราบปรามยาเสพติดอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ยังไม่เพียงพอต่อปัญหานี้ เราต้องแก้ปัญหาด้วยการบูรณาการหลายๆ ด้านไปพร้อมๆ กัน เริ่มตั้งแต่การสร้างสายข่าวเอง เพื่อส่งข่าวให้เร าหากมีการลักลอบขนส่งยาเสพติด ทั้งนี้ ต้องเอาชาวบ้าน โดยเฉพาะที่อยู่ตามตะเข็บชายแดน ซึ่งเขามีอาชีพขนยาเสพติดมาเป็นพวกเราให้ได้ ทำให้เขาเห็นโทษของยาเสพติด ทำให้เขามีรายได้พอเพียงที่จะไม่ต้องไปขนยาเสพติด ต่อมาต้องบูรณาการเรื่องด่านตรวจด้วยการหาเทคโนโลยีมาช่วยในใช้ในการทำงานให้ง่ายขึ้น ทั้งเรื่องเครื่องสแกนรถ เครื่องตรวจแผ่นป้ายทะเบียน ตรงนี้สายเหนือมีแล้ว เราเองถ้าเป็นไปได้ก็อยากได้เช่นกัน นอกเหนือจากนี้ มีการสุ่มตรวจฉี่ผู้ขับขี่ 2 เดือนที่ผ่านมา สามารถจับยาเสพติดได้หลังจากการตรวจฉี่ผู้ขับรถในเวลากลางคืน
สิ่งสุดท้ายเราต้องทำชุมชนให้เข้มแข็ง ล่าสุดที่โคราชได้จัดทำโครงการศูนย์ขวัญแผ่นดิน ขึ้นมา เพื่อนำผู้เสพยาเสพติดมาบำบัด ถือว่าได้ผลดีมาก นอกจากจะบำบัดผู้เสพยาเสพติดแล้ว ยังได้ทราบถึงข้อมูลในท้องถิ่นนั้นๆ ด้วยว่าผู้เสพไปซื้อยามาจากผู้ค้ารายไหน จะมีฐานข้อมูลและจำนำไปสู่ขบวนการจับกุมต่อไป ตรงนี้ผมเองจะพยายามให้ทุกจังหวัดทำโครงการดังกล่าว และหลังจากที่ผมมาอยู่ที่นี่ หากมีข้อมูลว่ามีเจ้าหน้าที่มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดจะจัดการเขาเอง และผมได้ดำเนินคดีทางกฎหมายเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีส่วนพัวพันกับยาเสพติดไปแล้วหลายราย
3 ปัญหาใหญ่ๆ ที่รุมเร้าพื้นตำรวจภูธรภาค 3 "ผู้บัญชาการป้ายแดง" จะสามารถจัดการกับบททดสอบที่มีความมั่นคงของประเทศชาติ และความเดือดร้อนของชาวบ้านเป็นเดิมพันไปได้หรือไม่..ต้องคอยจับตาดูกันต่อไป!!
...........
(หมายเหตุ : 'ยาเสพติด ไม้พะยูง วังน้ำเขียว' 3โจทย์ใหญ่...วัดกึ๋นผบช.ภ.3 : สัมภาณ์พิเศษ พล.ต.ท.ภาณุ เกิดลาภผล ผบช.ภ.3 โดย ไชยฤทธิ์ เสนาะวาที)



