
'โซเชียลมีเดีย'สู้อาชญากรรม
'โซเชียลมีเดีย' สู้อาชญากรรม : สารพันตำรวจ โดย ไชยฤทธิ์ เสนาะวาที
การบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารประเภทใดก็ตาม ผู้บริหารงานนั้นๆ จะต้องมีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากใครเป็นผู้บังคับบัญชาจะต้องเพียบพร้อมไปด้วยศาสตร์และศิลป์ในการทำงาน เพราะงานที่รับผิดชอบนั้นเกี่ยวข้องกับความมั่นคง ความสงบสุขของประชาชน
พ.ต.อ.สรรค์หกิจ บำรุงสุขสวัสดิ์ ผกก.สน.หัวหมาก เพิ่งมาประจำอยู่ที่ สน.หัวหมากได้เพียงหนึ่งปี ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมีจำนวนประชากรหนาแน่นกว่าพื้นที่อื่นๆ จึงนำเทคนิคการการบริหารงานแบบใหม่ มาใช้แก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด
สำหรับพื้นที่ขอบเขตการดูแลรักษาความสงบของสน.หัวหมากนั้น มีเพียง 18 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรตามทะเบียนราษฎรอยู่ประมาณ 8 หมื่นคน แต่จากการตรวจสอบจำนวนประชากรในพื้นที่จริงนั้นมีประชากรแฝงอยู่ราว 3 แสนคน เนื่องจากพื้นที่นี้ มีมหาวิทยาลัย สถานศึกษา และหอพักจำนวนมาก แถมยังมีศูนย์กีฬา และสนามกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เมื่อมีการเปรียบเทียบการเกิดคดีพื้นที่ สน.หัวหมาก มักจะมีสถิติคดีเกี่ยวกับทรัพย์และทำร้ายร่างกาย เกิดขึ้นบ่อยกว่าพื้นที่อื่นๆ
"ปกติแล้วอัตรากำลังพลของเราอยู่ที่ราว 300 คน หากเทียบสัดส่วนกับประชากรในพื้นที่ก็คงดูแลไม่ทั่วถึง และยิ่งแย่หนักเข้าไปอีกเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา มีตำรวจหลายรายเกษียณอายุ รวมถึงขอโยกย้ายไปทำงานรับใช้ราชการที่บ้านเกิด จึงเหลือกำลังตำรวจเพียง 200 นาย แน่นอนตำรวจทุกคนทำงานหนัก แค่การมีกิจกรรมแต่ละครั้งก็ต้องระดมพลค่อนโรงพัก" พ.ต.อ.สรรค์หกิจ บอกถึงปัญหา
แต่ด้วยฝีมือนักสืบสวน และยังเป็นนักบริหารชั้นเยี่ยมได้พลิกแพลงสร้างเครือข่ายดึงมวลชนในพื้นที่มาช่วยงานตำรวจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยโครงการ "โซเชียลเน็ตเวิร์ก ลดอาชญากรรมอย่างจริงจังต่อเนื่อง" นับว่าเป็นโรงพักแรกๆ ที่นำระบบการสื่อสารโซเชียลเน็ตเวิร์กทั้งเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ มาใช้ในโรงพัก โดยได้รับการสนับสนุนเงินจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) เพื่อจัดจ้างเจ้าหน้าที่ 3 คนมาสับเปลี่ยนกันดูแลระบบโซเชียลเน็ตเวิร์ก ตลอด 24 ชั่วโมง
หลังจากประชาสัมพันธ์โครงการนี้ออกไปมีประชาชนในพื้นที่ สน.หัวหมาก หลายพันรายเข้ามาเป็นเครือข่าย เพื่อแจ้งข่าวสารเบาะแสต่างๆ ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา ช่วยทำให้ปัญหาอาชญากรรมของ สน.หัวหมากลดลง เนื่องจากมีชาวสังคมออนไลน์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว เข้ามาแจ้งเบาะแสต่างๆ โดยเฉพาะ การซื้อ-ขายยาเสพติดในพื้นที่มีสถิติการจับกุมมากขึ้นเท่าตัว
นอกจากนี้ ยังเสริมทัพด้วยโครงการ "เพื่อนข้างห้องเตือนภัย" ทางสน.หัวหมาก ร่วมกับมหาวิทยาลัยรามคำแหง สำนักงานเขตพื้นที่บางกะปิ และสำนักงานเขตพื้นที่บึงกุ่ม เพื่อสร้างจิตสำนึกให้ผู้พักอาศัยในหอพักให้มีความห่วงใย ดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รวมทั้งเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการเฝ้าระวังภัย และให้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ภายในหอพักแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย
และปิดท้ายด้วยโครงการ "หอพักสีขาว" เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจ และแสวงหาความร่วมมือกับผู้ประกอบการหอพัก ด้านการบริหารจัดการและการจัดสภาพแวดล้อมหอพัก และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการหอพักกับมหาวิทยาลัย รวมทั้งเสริมสร้างสภาพแวดล้อมและภูมิทัศน์ที่สนับสนุนบรรยากาศในการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
"นอกจาก 3 โครงการที่กล่าวไปแล้ว ผมยังมีโครงการอาสาสมัครเพื่อตรวจร่วมในพื้นที่เสี่ยงการก่ออาชญากรรมในพื้นที่อีกด้วย ตอนนี้บอกได้เลยว่าอาชญากรรม การก่อคดีในพื้นที่ลดลงไปถึง 60-80 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว เพราะมวลชนมีส่วนร่วมในการดูแลชุมชนของเขาร่วมกับตำรวจ" พ.ต.อ.สรรค์หกิจ ประเมินผลการบริหารโรงพักรูปแบบใหม่
ต้องยอมรับแนวคิดโครงการเครือข่ายสังคมโซเชียลแจ้งเบาะแสอาชญากรรม นับว่าเป็นโครงการที่ยอดเยี่ยม โรงพักสามารถดึงเอามวลชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการดูและตรวจสอบกันเอง อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการต่อยอดแก้ปัญหาอย่างบูรณาการ หากทุกๆ โรงพักสามารถเชื่อมต่อถึงกันในสังคมโซเชียลมีเดียแบบนี้ เชื่อว่าอาชญากรรมในยุคการสื่อสารไร้พรมแดนคงลดน้อยแน่ๆ
.............
(หมายเหตุ : 'โซเชียลมีเดีย' สู้อาชญากรรม : สารพันตำรวจ โดย ไชยฤทธิ์ เสนาะวาที)



