
'อภิสิทธิ์'เห็นด้วยพรก.การเงิน2ฉบับ
'อภิสิทธิ์' เห็นด้วยพรก.การเงิน 2 ฉบับ ส่วนอีก 2 ฉบับยันส่งศาล รธน.ตีความแน่ ชี้ 'ทักษิณ' ถอยจากบริษัทสัปทานเหมืองแร่เพราะถูกสื่อคุ้ยข้อหาโกง แจง แบงค์พาณิชย์ไม่ยอมลดดอกเบี้ย ทำปชช.ไม่ได้รับประโยชน์
27 ม.ค.55 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พ.ร.ก. 4 ฉบับคือ 1.พระราชกำหนด (พ.ร.ก)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ.2555 (วงเงินกู้ประมาณ 3.5 แสนล้านบาท) 2. พ.ร.ก.กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พ.ศ.2555 3. พ.ร.ก.ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย พ.ศ.2555 และ 4.พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2555 (การโอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ 1.14 ล้านบาทไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทยบริหาร)ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว โดยพรรคจะหารือกัน
สำหรับพ.ร.ก.กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติพรรคเห็นด้วยว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่รายละเอียดยังไม่สามารถตอบสนองเพื่อแก้ไขปัญหาได้รัฐบาลอาจต้องมีการปรับปรุง พ.ร.ก.นี้ ซึ่งก็ยังไม่แน่ใจว่าจะปรับอย่างไร เพราะรายละเอียดมีการกำหนดวงเงินช่วยเหลือน้อยเกินไป มีกลไกการทำงานที่ขาดความชัดเจน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ส่วน พ.ร.ก. ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย พ.ศ.2555 นั้น ตนมองเห็นว่า ไม่จำเป็นต้องทำในลักษณะนี้ เพราะสามารถที่จะเอาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำไปถึงมือภาคเอกชนได้ แต่เมื่อรัฐบาลเลือกใช้วิธีนี้ ก็เข้าใจว่า รัฐบาลไม่ต้องการจัดงบประมาณชดเชยดอกเบี้ย และปล่อยให้เป็นเรื่องของธนาคารแห่งประเทศไทย ( ธปท.)ที่ต้องปล่อยเงินกู้ และต้องหาวิธีดูดซับสภาพคล่องกลับคืน ที่น่าสนใจคือ ในตัวกฎหมายไปเขียนว่า สินเชื่อที่ปล่อยนั้น ต้องเป็นกรณีความเสียหายที่เกิดขึ้นจากน้ำท่วมในปี 2554 ปัญหาคือ ถ้าหากภาคใต้ต้องการด้วย ก็จะไม่ได้ เพราะว่าความเสียหายของบางส่วน ได้เกิดขึ้นในปี 55 ไม่ใช่ปี 54 แต่ตอนออกกฎหมายอาจจะลืมนึกเรื่องนี้ไป ก็จะเป็นปัญหาเช่นกัน
ส่วน 2 ฉบับ คือ พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ.2555 (วงเงินกู้ประมาณ 3.5 แสนล้านบาท) และ พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2555 (การโอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ 1.14 ล้านบาทไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทยบริหาร) ส่วนตัวเห็นว่า ไม่น่าจะเข้าข่ายการตราเป็น พ.ร.ก. แน่ โดยพรรคจะส่งให้ทางศาลรัฐธรรมนูญตีความ
“เมื่อคืนผมก็นั่งดูการเขียนนั้นก็ค่อนข้างพยายามล้อ พรก.กู้เงินในสมัยไทยเข้มแข็ง และผมก็ยังได้เอาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาดู ในเรื่องของการตีความว่า การออกพ.ร.ก.กู้เงินตอนนั้น ที่ฝ่ายค้านก็คือรัฐบาลในขณะนี้ ไปยื่นตีความว่า ไม่เข้าข่ายเป็นพ.ร.ก. นั้น แนวทางของคำวินิจฉัยของศาลเป็นอย่างไร ก็ค่อนข้างชัดว่า กรณีนั้นศาลเห็นคล้อยกับรัฐบาลชุดที่แล้วว่า เกิดความเสียหายขึ้น แต่เมื่อมาเทียบเคียงกับขณะนี้ ก็ต้องบอกว่า ไม่ใช่สถานการณ์ที่ต้องเร่งกู้เงิน 3 .5 แสนล้านบาท แล้วจะแก้ปัญหาน้ำท่วม ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นได้ และแนวทางการปฏิบัติต่าง ๆ ซึ่งสามารถที่จะทำอยู่ในเงินงบประมาณได้ทั้งสิ้น และที่ผ่านมารัฐบาลก็ได้มองเห็นแล้วว่ามีหลายโครงการที่ต้องไปทบทวน เพราะซ้ำซ้อน การที่จะต้องเอาอำนาจมากู้เงินบอกว่าเร่งด่วนไม่ต้องผ่านสภาฯ ในแง่ของตัวกฎหมายทันทีนั้นมันก็ไม่น่าจะสอดคล้องกับความเป็นจริง” นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ส่วน พรก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2555 (การโอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ 1.14 ล้านบาทไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทยบริหาร) นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ทางพรรคฯ จะได้ไปไล่ดูกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพราะเขียนไว้ชัดว่าหนี้ก้อนนี้จะให้กองทุนฟื้นฟูฯ เป็นผู้ชำระ แต่ขณะนี้หนี้ที่ออกมานั้น กระทรวงการคลังเป็นผู้ออกพันธบัตร ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าจะทำอย่างไร ซึ่งภายหลังจากการประชุมที่พรรคฯ คาดว่าจะยื่นตีความในวันที่ 30 ม.ค.นี้
ชี้'ทักษิณ'ถอยจากบริษัทสัปทานเหมืองแร่เพราะถูกสื่อคุ้ย
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างนางนลินี ทวีสิน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และการทำธุรกิจในทวีปแอฟริกา ว่า นายนพดล ปัทมะ ทนายความส่วนตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ยอมรับว่าพ.ต.ท.ทักษิณมีการลงทุนและมีความสัมพันธ์กับอดีตประธานาธิบดีซิมบับเวจริง ซึ่งการแต่งตั้งนางนลินีเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ถูกวิจารณ์จากสื่อต่างประเทศจำนวนมากโดยระบุตรงกันว่า เป็นเพื่อนสนิทอดีตประธานาธิบดีซิมบับเว และได้รับการแต่งตั้งให้ดูแลเอกลักษณ์ของประเทศไทย สะท้อนว่าสื่อต่างชาติมองว่ารัฐบาลไทยอับจนถึงขั้นต้องเอาเพื่อนสนิทของเผด็จการมาดูแลภาพลักษณ์ของประเทศ ซึ่งเท่ากับการรับตำแหน่งของนางนลินีได้ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ หรือต้องการสื่อสารว่าให้ไทยมีภาพลักษณ์ไม่ต่างจากประเทศซิมบับเว
นายชวนนท์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่นายนพดล ออกมาระบุว่าพ.ต.ท.ทักษิณ มีการลงทุนในบริษัทมิรันด้าที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ของซิมบับเวจริง แต่มีการถอนการลงทุนไปแล้วนั้น ความจริง คือ มีการลงทุนในบริษัทชื่อ โกลบอลพีเอส โดยมีพ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้ลงนาม และมีการปล่อยข่าวว่า จะมีการนำเงินไปเพิ่มทุนในบริษัทนี้ 100 ล้านแรน โดยอ้างว่าบริษัทดังกล่าวได้รับสัปทานเหมืองแร่ในแอฟริกา แต่เมื่อตรวจสอบแล้ว กลับพบว่า ไม่เป็นความจริง จึงเกิดปัญหาตามมาว่า มีการแจ้งข้อมูลเท็จ การที่นายนพดลอ้างว่า พ.ต.ท.ทักษิณถอนหุ้นออกหลังจากรู้ว่ามีปัญหา แต่ในความเป็นจริงคือ บริษัทโกลบอลพีเอสมีการต่อสู้คดีว่า ทางบริษัทมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดดังกล่าว เนื่องจากพ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้เป็นผู้ได้รับมอบหมายจากบริษัท ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นทางการของประเทศซิมบับเวมีการสืบสวนอย่างต่อเนื่องและสื่อในประเทศนี้ ก็ตีแผ่ประวัติของพ.ต.ท.ทักษิณว่า มีการทุจริตอย่างไร ซึ่งเรื่องเหล่านี้จะมีความคืบหน้าออกมาเป็นระยะ และตนพร้อมจะนำเรื่องนี้มาตีแผ่ให้สังคมรับทราบต่อไป
นายชวนนนท์ กล่าวอีกว่า นายโรเบิร์ต อัมสเตอดัม เคยเปรียบเทียบ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กับอดีตประธานาธิบดีซิมบับเว ว่าเป็นเผด็จการเหมือนกัน โดยนำรายงานพิเศษของว๊อยซ์ทีวีมาประกอบการแถลงข่าว แสดงว่า นายโรเบิร์ต มีเจตนาให้ร้ายรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ แต่ไม่ได้มองพวกเดียวกันว่า ไปคบหาสมาคมกับเผด็จการ ซึ่งหากนายโรเบิร์ตมีความจริงใจในเรื่องนี้จริง ก็ต้องนำพ.ต.ท.ทักษิณ และนางนลินีไปศาลโลกไม่ใช่นายอภิสิทธิ์ ซึ่งเว็บไซต์ที่มีการสำรวจ 10 อันดับ กรณีบุคคลถ้าไม่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้แล้วจะมีน่าพิสมัยมากกว่านี้ โดยผลการสำรวจพบว่าผู้นำที่ถูกหยิบยกมาล้วนแล้วแต่เป็นเผด็จการทั้งสิ้น รวมถึงอดีตประธานาธิปบดีซิมบับเวด้วย แต่พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาเป็นอันดับ 1 จึงอยากให้คนเสื้อแดงได้เห็นความจริงว่า พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ในหมวดเดียวกับผู้นำเผด็จการ แสดงว่าการอ้างถึงอุดมการณ์ประชาธิปไตยของพ.ต.ท.ทักษิณเป็นสิ่งจอมปลอมเท่านั้น
แจงแบงค์พาณิชย์ไม่ลดดอกเบี้ยทำปชช.ไม่ได้รับประโยชน์
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต กล่าวถึงผลกระทบจากการที่ พ.ร.ก.โอนหนี้จากกองทุนฟื้นฟูฯ และพัฒนาระบบสถาบันการเงินให้ธนาคารแห่งประเทศไทย มีผลบังคับใช้แล้วว่า ทำให้การประกาศลดอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)ร้อยละ 0.25 ไม่มีผลในทางปฏิบัติ เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ไม่ยอมลดดอกเบี้ยตามเพราะมีความเสี่ยงจากภาระที่ต้องส่งเงินชำระหนี้กองทุนฟื้นฟู ตามที่พ.ร.ก. บัญญัติไว้ เนื่องจากสถาบันการเงินมีภาระที่ต้องชำระหนี้กองทุนผ่านการจ่ายค่าธรรมเนรียมให้กับธปท. จึงมีต้นทุนเพิ่มทันที จึงไม่มีการปรับลดดอกเบี้ยตามที่กนง.กำหนด ส่งผลให้ประชาชนไม่ได้รับประโยชน์จากการลดดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้
" ซึ่งยังไม่รวมกับการที่ประชาชนจะถูกผลักภาระให้ต้องรับผิดชอบ กับต้นทุนของธนาคารที่สูงขึ้น โดยในอนาคตผู้ฝากเงินจะได้ดอกเบี้ยต่ำลง ส่วนผู้กู้จะได้ดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้น" นายชวนนท์ กล่าว
นายชวนนท์ กล่าวว่า ขอแสดงความเป็นห่วงกรณีที่สมาคมค้าข้าวประกาศขึ้นราคาข้าวถุงร้อยละ10 ซึ่งเป็นผลพวงมาจากโครงการจำนำข้าว ซึ่งถ้ารัฐบาลไม่มีรีบแก้ไขปรับปรุงจะทำให้ข้าวราคาสูงขึ้น 20 บาทต่อถุง โดยรัฐบาลชุดนี้ได้ให้ของขวัญกับประชาชน โดยการขึ้นราคาทุกอย่างพร้อมกันหมดทั้งพลังงานและข้าว โดยภายในเดือนมีนาคมประชาชนอาจจะต้องกินข้าวแกงจานละ 100 บาท จึงขอเตือนให้เตรียมตัวล่วงหน้ากับการต้องเผชิญปัญหาข้าวยากหมากแพงในยุครัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
นายชวนนท์ กล่าวว่า นอกจากนี้ปัญหาการส่งออกที่อัตราตัวเลขลดลงร้อยละ 9.2 โดยเฉพาะยางพาราลดลง ร้อยละ 15 หากนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรและสหกรณ์ จะแก้ปัญหาเรื่องนี้คงต้องภาวนา เพราะไม่ง่ายเหมือนการปลุกปั่นในการชุมนุมทางการเมือง และการพูดบนเวทีให้คนหลงเชื่อ
“ผมขอให้เอาจริงเอาจังเพราะเรืองบ้านเมืองไม่ง่ายเหมือนเกมการเมืองข้างถนนที่นายณัฐวุฒิถนัด หวังว่าจะไม่เอายางมาเผาเพื่อให้ราคายางพาราขึ้น” นายชวนนท์ กล่าว
นายชวนนท์ กล่าวอีกว่า ส่วนการทำแผนบริหารจัดการน้ำและการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ที่นักวิชาการใน กยน.พูดชัดเจนว่าไม่มีการพูดถึงสาระการแก้ปัญหา พูดแต่เรื่องการใช้เงินเพียงอย่างเดียว พยายามทำทุกวิถีทางขยายเพดานกู้เงินเพื่อมาถลุงใช้ จึงตั้งข้อสงสัยว่าจงใจให้เกิดวิกฤตน้ำท่วมเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการกู้เงินหรือไม่ ส่วนสถานการณ์น้ำยังไม่มีหลักการแก้ปัญหา แต่กลับหมกมุ่นกับการใช้เงิน โดยมีข่าวลือว่ามีการตั้งบริษัทนอมินีหักหัวคิว ร้อยละ 10-20 เพื่อมารับงานจากรัฐบาล หรืออาจจะเป็นเหมือนที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี พูดคือ รัฐบาลจะอยู่ไม่ได้เพราะปัญหาการทุจริต ในขณะที่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมปี 2554 ยังไม่ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง



