
'ปู'ใช้เวทีดาวอสดึงนักลงทุน
"ยิ่งลักษณ์" เตรียมใช้เวทีดาวอสกล่อมนักลงทุนญี่ปุ่น-บ.ประกันสวิสฯไม่ให้ทิ้งไทย พร้อมขนแพ็คเกจป้องกันน้ำท่วมภายใต้แผนกยน.-กยอ.ไปแจงทำความเข้าใจ เตรียมข้อมูลแจงการจับกลุ่มก่อการร้าย
26ม.ค.2555 แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ในระหว่างวันที่ 27 - 28 มกราคม 2555 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเข้าร่วมการประชุมประจำปี World Economic Forum (WEF) ครั้งที่ 42 ที่เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส และจะมีโอกาสหารือทวิภาคีกับบุคคลสำคัญหลายคน อาทิ นายจาคายา มริโช คิเควตา ประธนาธิบดีแห่งสหสาธารณรัฐแทนซาเนีย ดยุกแห่งยอร์กแห่งสหราชอาณาจักร นายเอเวอลีน วิดเมอร์-ชลุมฟ์ ประธานาธบดีและรมว.คลัง สมาพันธรัฐสวิส
นอกจากนี้นายกรัฐมนตรี ในเวลา 13.45-14.00 น. ของวันที่ 27ม.ค. จะได้มีโอกาสหารือกับนายฮิโรมาสะ โยเนะกุระ ประธานสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น(Keidanren) โดยฝ่ายไทยเตรียมประเด็นที่เน้นในเรื่องเหตุการณ์อุทกภัยเมื่อปี 2554 ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะขอบคุณความช่วยเหลือจากรัฐบาลญี่ปุ่นและบริษัทเอกชนญี่ปุ่นที่มีให้ต่อประเทศไทยในการบรรเทาแก้ไขปัญหา และขอให้มั่นใจว่าจะร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิดในการให้ความช่วยเหลือแก่บริษัทญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและขอให้ญี่ปุ่นคงความเชื่อมั่นในการลงทุนในไทยต่อไป
โดยโอกาสนี้นายกรัฐมนตรีจะแจ้งการดำเนินการของรัฐบาลไทยทั้งมาตรการเร่งด่วน และมาตรการฟื้นฟูและเยียวยาธุรกิจญี่ปุ่นที่ประสบความเสียหายจากอุทกภัยตามข้อเรียกร้องของญี่ปุ่น พร้อมทั้งจะย้ำความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยที่จะดำเนินการมาตรการระยะยาวเพื่อป้องกันอุทกภัยอย่างยั่งยืนทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบการบริหารจัดการน้ำ การจัดการภัยพิบัติ และการป้องกันอุทกภัย รวมทั้งเชิญชวนให้นักลงทุนญี่ปุ่นมาร่วมลงทุนในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆในอนาคต
นอกจากนี้ในประเด็นการส่งเสริมการลงทุนจากญี่ปุ่นนั้น นายกรัฐมนตรีจะย้ำถึงผลประโยชน์ร่วมด้านการค้าและการลงทุนที่ญี่ปุ่นและไทยจะได้จากการรวมตัวทางเศรฐกิจและการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาค โดยมีไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและกระจายสินค้าที่สำคัญของญี่ปุ่นในภูมิภาค รวมทั้งยังจะได้ประโยชน์จากการที่ไทยมีเครือข่ายความตกลงเขตการค้าเสรีกับญี่ปุ่นภายใต้ JTEPA และกับประเทศคู่ค้าสำคัญในเอเชียแปซิฟิก
“จึงหวังว่าบริษัทญี่ปุ่นจะไม่โยกย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น และยังคงขยายฐานการผลิตและการลงทุนในไทยต่อไปเพื่อรักษาและเสริมสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในภูมิภาคที่มีศักยภาพที่จะขยายตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไทยจะส่งเสริมให้ญี่ปุ่นลงทุนในไทยในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทยอย่างต่อเนื่อง โดยแจ้งแผนงานของรัฐบาลที่จะก่อสร้างโครงการพื้นฐานเป็นมูลค่า 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน”แหล่งข่าว กล่าว
จากนั้นในช่วงเย็นวันเดียวกันเวลา 17.15-17.30 น. นายกรัฐมนตรีจะหารือกับนาย Walter M. Kielholz Chairman of the Board of DirectorsและนายMichel M. Lies Chairman Global Partnerships บริษัท Swiss Re (สมาพันธรัฐสวิส) ซึ่งในฝั่งของสวิสฯจะขอรับฟังนโยบายและมาตรการป้องกันอุทกภัย รวมถึงการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจการทำประกันภัยต่อในประเทศไทยต่อไป
ซึ่งนายกรัฐมนตรี จะชี้แจงพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยที่ยังมั่นคง โดยเชื่อมั่นว่านโยบายเศรษฐกิจมหภาคและนโยบายการลงทุนที่เป็นไปอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ธุรกิจไทยฟื้นฟูกลับมาแข็งแกร่งได้ดังเดิม พร้อมกับชี้แจงแนวทางการบริหารจัดการน้ำและมาตรการการเงินและการประกันภัย มาตรการป้องกันอุทกภัยของภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางฟื้นฟูประเทศในระยะยาว ได้แก่ การจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ 2 ชุด คือ ก.ย.น.และก.ย.อ. และล่าสุดเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. ครม.มีมติอนุมัติการจัดตั้งกองทุนกู้ยืมมูลค่า 3.5 แสนล้านบาท โดยใช้แหล่งเงินกู้จากในประเทศ เพื่อนำมาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการในระยะเร่งด่วนและระยะยาว นอกจากนี้ครม.ยังมีมติเห็นชอบร่างพระราชกำหนดกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ 5 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการให้ได้รับความคุ้มครองทรัพย์สินและกิจการที่อาจเกิดความเสียหายขึ้นในอนาคต จึงขอให้บริษัท Swiss Re มั่นใจในการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐที่ดีกว่าเดิม ภายใต้ One Single Command และพิจารณากำหนดเบี้ยประกันภัยในอัตราที่เหมาะสม
ส่วนภารกิจในวันเสาร์ที่ 28 ม.ค. เวลา 08.45-09.15 น. นายกรัฐมนตรีการหารือกับนายโบรนิสลาฟ โคโมโรฟสกี ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐโปแลนด์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะขอเสียงสนับสนุนจากโปร์แลนด์ในการสมัครรับเลือกตั้งตำแหน่งสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ(HRC) ในวาระปี ค.ศ. 2015-2017 โดยในเอกสารในการหารือระบุว่าในฝ่ายของโปแลนด์อาจจะสอบถามถึงสถานการณ์อุทกภัยและผลกระทบในด้านต่างๆ รวมทั้งจะสอบถามถึงข่าวการจับกุมผู้ต้องสงสัยที่สนับสนุนเครือข่ายก่อการร้ายชาวต่างชาติในประเทศไทย โดยนายกรัฐมนตรีเตรียมข้อมูลชี้แจงว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยประสบความสำเร็จในการจับกุมผู้สนับสนุนเครือข่ายก่อการร้ายชาวต่างชาติในประเทศไทย ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการสอบสวนขยายผล
“โดยการหารือครั้งนี้นายกรัฐมนตรีจะยืนยันว่าไทยไม่ใช่ประเทศเป้าหมายในการก่อการร้าย และหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยทำงานอย่างเต็มความสามารถในการให้ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ” แหล่งข่าว กล่าว



