
'นิวัฒน์ธำรง'ยันไม่เเทรกเเซงสื่อรัฐ
"นิวัฒน์ธำรง" ย้ำชัดจะไม่เเทรกเเซงสื่อของรัฐ ชี้ขนาดคนนายกฯก็ไม่ทำเเล้วตัวเองจะทำไปทำไม วงเสวนากสม. "สื่อออนไลน์กับนักสิทธิมนุษยชน" ระบุสื่อออนไลน์อิทธิพลต่อสังคมสูง สร้างความเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ชี้ต้องระวังการใช้ และรู้เท่าทัน
26ม.ค.2555 นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการทำหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่า ตนได้รับมอบหมายให้มากำกับดูแลสื่อของรัฐ ซึ่งก็ได้มอบนโยบายไปกับผู้บริหาร อสมท.และกรมประชาสัมพันธ์ว่า รัฐบาลนี้พร้อมที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้สื่อได้ทำหน้าที่ได้เต็มที่ ถูกต้อง รวดเร็วและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้ความรู้ทำที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน รวมไปถึงการประชาสัมพันธ์ผลงานของรัฐบาล โดยให้ข้อมูลที่ครบถ้วน
นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า เเม้การเป็นอดีตผู้บริหรสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทชินวัตร นั้นคงไม่มีปัญหากับการทำหน้าที่ เพราะตนไม่เคยแทรกแซงและจะไม่แทรกแซงด้วย โดยสื่อของรัฐทั้งหมดก็ยังสามารถทำงานต่อไปโดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนอะไร ตนมีแต่จะสนับสนุนให้ได้ทำงานเต็มศักยภาพมากขึ้นด้วยซ้ำ
"โดยเฉพาะตั้งแต่ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเข้ามาบริหารประเทศก็มีนโยบายชัดเจนเกี่ยวกับสื่อสารมวลชน และพยายามให้ข้อมูลข่าวสารอย่างเต็มที่มาตลอด รวมไปถึงการมีสัมพันธ์อันดีกับสื่อตลอดเวลา โดยไม่ปรากฎว่ามีการแทรกแซงอะไร ซึ่งผมก็จะทำตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี" นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวเเละว่า การทำงานอื่นๆในรัฐบาลนั้น นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะเป็นวิปรัฐบาลเเต่ตนจะช่วยประสานงานด้านนี้กับส.ส.คนอื่นๆด้วยเพราะตนรู้จักส.ส.เยอะ
เมื่อถามว่า จะเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านได้ใช้เวลาในสื่อของรัฐบ้างหรือไม่ นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า คงต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละสถานี
วงเสวนาชี้สื่อออนไลน์อิทธิพลสูง
ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้เสวนาในหัวข้อ“สื่อออนไลน์กับนักสิทธิมนุษยชน”โดยมีศจ.ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์ อ.คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย น.พ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ (กสทช.)และนายสุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ พิธีกรรายการคนค้นคน
ศจ.ดร.ปาริชาติ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เราฟังแต่สื่อกระแสหลักเพียงอย่างเดียว แต่วันนี้สื่อออนไลน์มีอิทธิพลสูง สร้างแรงจูงใจ ใครตั้งประเด็นอะไรแล้วมีใครนำไปขยายต่อประเด็นนั้นก็จะแผ่ขยายไปอย่างรวดเร็วและเป็นประเด็นที่ใหญ่ขึ้น อย่างไรก็ตามโลกของโซเซียลมีเดียผู้ใช้ก็ต้องระมัดระวัง เพราะสิ่งที่โพสต์ลงไปอาจจะไปละเมิดสิทธิของคนอื่นได้ สิ่งนี้จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายคนรุ่นใหม่ที่จะใช้พื้นที่สื่อออนไลน์ ดั้งนั้นการใช้จะต้องรู้สิทธิและหน้าที่ของตนเองและต้องรู้เท่าทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันมีเด็กจำนวนมากใช้สื่อออนไลน์ทั้งถ่ายคลิป โพสต์ข้อความ ดังนั้นอาจารย์ต้องสอนและทำความเข้าใจ รู้จักใช้ เพราะสิ่งที่ท้าทายขณะนี้ในโลกออนไลน์ คือ จริยธรรม
นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า ตนใช้นิวมีเดียในการใช้งานสั่งงานพนักงานบริษัทมากกว่าการใช้โทรทัศน์ ซึ่งถือว่าสะดวกทำได้ตลอดเวลา ในขณะที่สื่อกระแสหลักมีข้อจำกัด อย่างในช่วงน้ำท่วมตนก็ใช้นิวมีเดียในการขอความร่วมมือบริจาคสิ่งของ ขอแรงมาช่วยกัน ซึ่งเป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างคนที่ต้องการความช่วยเหลือและที่ให้ความช่วยเหลือ โดยปกติหากปัจจุบันไม่มีนิวมีเดียทุกคนก็จะสื่อสารกันลำบาก ต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน แต่เมื่อปัจจุบันนิวมีเดียมีการพัฒนาก้าวล้ำมากขึ้นก็มีส่วนช่วยให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้ง่ายและสะดวก แต่ความง่ายและความสะดวกสบายก็มีส่วนทำให้มนษย์ขาดการไตร่ตรอง ยับยั้งชั่งใจ ในการที่จะแสดงความคิดเห็นต่อพื้นที่สาธารณะ
นายสุทธิพงศ์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน ตนใช้สื่อออนไลน์เชื่อมความสัมพันธ์กับลูกของตัวเองด้วย ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ต้องการที่จะจับผิด แต่เป็นการทำให้ทราบถึงความเคลื่อนไหวและพฤติกรรมของลูก รวมทั้งทำให้เห็นว่าสังคมที่ลูกกำลังอยู่นั้นเป็นแบบใด หากอยู่ในสังคมที่ดีก็ถือว่าโชคดีไปแต่หากเห็นว่าสังคมที่ลูกกำลังอยู่นั้นไม่น่าไว้ใจ เราก็สามารถใช้โอกาสนี้เข้าไปแนะนำหรือให้คำปรึกษาได้ทันที ดังนั้นผู้ปกครองอย่าวางเฉย ควรศึกษาและช่วยกันพิจารณาเพราะช่องทางดังกล่าวก็มีส่วนช่วยทำให้เราและลูกใกล้ชิดกัน
น.พ.ประวิทย์ กล่าวว่า อิทธิพลของสื่อออนไลน์มีทั้งด้านบวกและด้านลบ ที่เห็นได้อย่างชัดเจนในช่วงปี 2554 เหตุการณ์ต่าง ๆ ในต่างประเทศ เช่น การเปลี่ยนแปลงในโลกอาหรับหลายประเทศ การจลาจลในประเทศอังกฤษ เกิดขึ้นเพราะสื่อออนไลน์ที่คนใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง บางเรื่องสื่อกระแสหลักไม่สามารถเข้าถึงได้ แต่สื่อออนไลน์เข้าถึงได้ อย่างเช่น ใช้สื่อออนไลน์พูดถึงกม.บางมาตราที่ไม่สามารถพูดในที่สาธารณะได้ อย่างไรก็ตามผู้ใช้ต้องไม่ไปละเมิดสิทธิผู้อื่น แม้ว่าเราจะเล่นในเฟสบุ๊ค มือถือ ซึ่งเป็นของส่วนตัว แต่เมื่อโพสต์ข้อความถูกเซฟเก็บไว้กลายเป็นหลักฐานในการฟ้องร้องต่อศาลได้ เพราะเมื่อโพสต์ข้อความไปก็กลายเป็นข้อความสาธารณะมีคนนำไปแสวงหาผลประโยชน์
น.พ.ประวิทย์ กล่าวว่า หลักง่าย ๆ ของผู้ใช้สื่อออนไลน์คือทุกคนต้องรู้เท่าทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะปัจจุบันสื่อออนไลน์เวลาโพสต์ข้อความหรือแสดงความคิดเห็นสิ่งใดนั้นก็จะแพร่กระจายไปยังพื้นที่สาธารณะโดยเร็ว ซึ่งบางครั้งก็จะเกิดผลในทางลบ ยกกรณีสาวซีวิค เมื่อปี 2554 ที่ขับรถชนรถตู้จนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ภายในระยะเวลา 1 วัน โลกออนไลน์กลับทำให้มีคนเกลียดผู้หญิงคนนี้มากกว่า 1 แสนคน ซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลาที่รวดเร็วมาก โดยที่บางคนยังไม่รู้ข้อเท็จจริงเลยว่าใครเป็นฝ่ายผิดหรือใครเป็นฝ่ายถูก ฉะนั้นผู้ใช้สื่อนิวมีเดียบนโลกสังคมออนไลน์เวลาคิดหรือแสดงความคิดเห็นสิ่งใดต้องคิดให้ดีก่อนแม้จะคิดว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัวก็ตาม เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่เราได้แสดงความคิดเห็นไปนั้นก็ต้องเผยแพร่สู่พื้นที่สาธารณะจนได้ ดังนั้นขอเตือนและเน้นย้ำว่า ทุกคนต้องมีความรับผิดชอบและระมัดระวังกับการใช้เทคโนโลยีรวมทั้งต้องเคารพบุคคลที่เล่นสื่อนิวมีเดียบนสื่อออนไลน์ด้วย
“เข้าใจว่าขณะนี้เรากำลังเข้าสู่โลกยุคใหม่ เพราะปัจจุบันคนไทยมีโทรศัพท์ หลายล้านเลขหมาย จึงเป็นไปไม่ได้ที่ทางตำรวจและเจ้าหน้าที่จะดูแลและควบคุมได้ทุกคน ฉะนั้นทุกคนต้องรู้เท่าทันตัวเอง สิ่งเหล่านี้คือต้องอยู่กับมันให้ได้ เพราะหากเรารู้ไม่ทันก็อาจะเกิดพฤติกรรมเสพติดโลกออนไลน์แบบไม่รู้ตัว เหมือนกับคนที่ติดยาเสพติด เทคโนโลยีทำให้คนเราขาดความอดทน ไม่มีวินัยหากเราไม่สามารถควบคุมมันได้ เราก็จะตกเป็นทาสของมัน เราต้องทำตัวให้เป็นนายไม่ตกเป็นทาส”กรรมการกสทช. กล่าว



