
ศึกอำมาตยาธิปไตยภาคสาม
ศึกอำมาตยาธิปไตยภาคสาม : ประชาธิปไตยที่รัก โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
เขียนให้ดูหวือหวา อิงหลักวิชาบ้างไม่อิงหลักวิชาบ้าง ก็ได้แต่หวังว่าผู้อ่านคงจะพบความบันเทิงจากการวิเคราะห์ของผมไม่มากก็น้อย
เพราะผมคิดว่าตอนนี้เราได้ก้าวเข้าสู่สงครามอำมาตยาธิปไตยภาคที่สาม
โดยการวิเคราะห์ที่ดูจะใส่สีตีไข่นี้ บางส่วนก็วางอยู่บนความเข้าใจในเรื่องอำมาตยาธิปไตยเดิม และความเปลี่ยนแปลงเรื่องอำมาตยาธิปไตยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
กล่าวคือแนวคิดอำมาตยาธิปไตยในช่วงแรกนั้น เป็นเรื่องของการพูดถึงการเมืองการปกครองช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่านสังคมของไทยจากยุคประเพณีสู่ยุคของความทันสมัย
ประเด็นที่สำคัญที่นักวิชาการผู้ให้กำเนิดแนวคิดเรื่องอำมาตยาธิปไตยนั้นสนใจ เห็นจะอยู่ในเรื่องของการที่สังคมการเมืองนั้นขาดแคลนสถาบันทางการเมืองอื่นที่จะพัฒนาขึ้นมาเพื่อต้านทาน หรือต่อรองกับสถาบันระบบราชการ โดยเฉพาะบรรดาข้าราชการระดับสูงทั้งในหน่วยงานทหารและพลเรือน
รูปธรรมตัวชี้วัดที่สำคัญในยุคนั้น ก็คือเรื่องของการดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี และในรัฐสภา ของบรรดาข้าราชการ รวมทั้งบทบาทของข้าราชการในการทำรัฐประหาร และการที่นักธุรกิจต่างๆ นั้นต่างมีเครือข่ายเชื่อมโยงกับบรรดาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และคณะทหาร ในรูปแบบของคณะกรรมการที่ปรึกษาต่างๆ ของบริษัท
ในอดีตนั้นการตีความและประเมินค่าในเรื่องของอำมาตยาธิปไตยนั้น มักจะอยู่ในเรื่องของการมองว่าข้าราชการนั้นมีบทบาทสำคัญ ทั้งที่หากลองพิจารณาดีๆ เราอาจพิจารณาได้ว่าการพูดถึงระบบราชการนั้นเป็นเพียงผิวหน้า หรือปรากฏการณ์เพราะความน่าสนใจอาจจะอยู่ที่ว่ากลุ่มพลังบางกลุ่มต่างหาก (ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือไม่ก็ตาม) นั้นสามารถยึดกุมสังคมการเมืองได้ แต่สิ่งที่พวกเขาจะต้องเผชิญภายหลังการยึดกุมอำนาจเอาไว้ก็คือ เขาจะต้องพัฒนาการให้เหตุผลอย่างไรให้พวกเขาและกลุ่มของเขาสามารถที่จะดำรงรักษาการนำของพวกเขาไว้ได้ นอกเหนือจากการนับจำนวนตำแหน่ง และบทบาท/ความถี่ในการทำรัฐประหาร
การต่อสู้ในยุคที่สองของอำมาตยาธิปไตยนั้นเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกับเรื่องของอำมาตยาธิปไตยในยุคแรกๆ ซะทีเดียว เพราะการต่อสู้ในรอบนี้แทบจะเรียกได้ว่ามีเครือข่ายของพลังที่สามารถมาคัดง้างอำมาตย์ยุคแรกมากขึ้น และเครือข่ายอำมาตยาธิปไตยนั้นก็มีสมาชิกมาจากหลากหลายกลุ่ม รวมทั้งเชื่อมโยงกันในระดับผลประโยชน์ และอุดมการณ์อย่างชัดเจน
ประเด็นสำคัญในการพิจารณาจึงเป็นเรื่องของสงครามในการเผชิญหน้าที่แตกหักในทุกพื้นที่ ไม่ใช่เรื่องราวของการครองอำนาจที่ถูกท้าทาย แต่เป็นเรื่องของการเสียอำนาจ และการพยายามกลับเข้ามาสู่อำนาจของอำมาตยาธิปไตยและพันธมิตรของอำมาตย์ และสงครามครั้งนี้ก้ำกึ่งกัน
ดังจะเห็นตั้งแต่ชัยชนะของไทยรักไทยจนมาถึงการล้อมปราบคนเสื้อแดงในรอบสองปีที่ผ่านมา
แต่วันนี้ผมเห็นว่าอำมาตยาธิปไตยรอบที่สามนั้นเกิดขึ้นแล้ว โดยเป็นการต่อสู้ที่สำคัญระหว่างแนวคิดในการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปกฎหมายหมิ่น และการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะเจาะจงว่าด้วยเรื่องการล้มล้างผลพวงรัฐประหารของคณะนิติราษฎร์
การเคลื่อนไหวในเชิงวิชาการในครั้งนี้ถูกตั้งคำถามมากมาย ซึ่งมีทั้งในแง่ของการโต้ตอบกันด้วยเหตุผล และกระแสการสร้างความเกลียดชังกันโดยขาดเหตุผลต่างๆ นานา (มานั่งพิจารณาว่าเวลาที่พระเจ้าอยู่หัวพระองค์ก่อนๆ ท่านทรงพระราชวินิจฉัยต่อฎีกาและคำกราบบังคมทูลต่างๆ ยังมีท่วงทำนองที่ไม่ได้เป็นไปตามหลายคนที่วิจารณ์ต่อนิติราษฎร์ด้วยซ้ำ)
ผมมีศรัทธาว่าการตอบโต้กับนิติราษฎร์ด้วยเหตุผลนั้นน่าจะกระทำได้ และควรกระทำมากกว่ากระบวนการกล่าวหาและทำลายกันในแบบที่หลายคนทำอยู่ ไม่ว่าจะบรรดาสื่อ และนักวิชาการด้านกฎหมาย (งานนี้ศาลยังไม่ขยับ และทหารก็ไม่ได้กระเพื่อมมากในระดับสูง)
ผมไม่กล้าฟันธงว่า อำมาตยาธิปไตยภาคสามนี้จริงๆ แล้วคือสื่อ และนักวิชาการด้านกฎหมายโดยเฉพาะประเภทที่เคยทำหน้าที่ที่เรียกว่าเนติบริกร (และรัฐศาสตร์บริการ) เพราะท่าจริงก็คงจะหนักหนาสาหัสอยู่ไม่น้อยในการพยายามที่จะอยู่ร่วมกันด้วยเหตุด้วยผลครับผม



