
กนง.หั่นดอกเบี้ยนโยบาย0.25%
กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ห่วงเศรษฐกิจโลกส่อเข้าสู่ภาวะถดถอย มีผลทำให้อัตราดอกเบี้ยลดลงจากระดับ 3.25% ลงมาอยู่ที่ 3%
กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ห่วงเศรษฐกิจโลกส่อเข้าสู่ภาวะถดถอย ขณะที่ผลพวงจากน้ำท่วมไทยปลายปี 54 หนักกว่าที่คาด แถมโรงงานผลิตฟื้นตัวช้ายืดไปถึงไตรมาส 3 ระบุไม่ได้ส่งสัญญาณดอกเบี้ยขาลง ลุ้นแบงก์พาณิชย์ลดดอกเบี้ยเงินกู้-ฝากตาม หลัง กนง.ลดดอกเบี้ยสองครั้งติดต่อกัน
นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กนง. เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2555 มีมติเป็นเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 เสียงให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มีผลในทันที ทำให้อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวลดลงจากระดับ 3.25% ลงมาอยู่ที่ 3% โดยการตัดสินใจครั้งนี้ เป็นผลมาจาก กนง.ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกอ่อนแอลง โดยเฉพาะยุโรป เศรษฐกิจโลกอาจเข้าสู่ภาวะถดถอย
ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งคือ น้ำท่วมครั้งที่ผ่านมากระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่าที่คาดการณ์กันไว้ และกระบวนการฟื้นฟูอาจล่าช้ากว่าที่เคยประเมินไว้ จากที่มองว่าน่าจะเริ่มผลิตได้เต็มร้อยในปลายไตรมาส 2 แต่จากการประเมินความเสียหายครั้งใหม่ รวมทั้งการลงสำรวจพื้นที่ก็พบว่าความเสียหายมากกว่าที่เคยประเมินกันไว้ ซึ่งการผลิตอาจล่าช้าออกไปจากเดิมอีก 1-2 เดือน จึงเชื่อว่าการฟื้นตัวคงจะเป็นในช่วงไตรมาส 3 อย่างไรก็ตาม ในส่วนของมาตรการภาครัฐ และความเชื่อมั่นของภาคเอกชนที่เริ่มกระเตื้องขึ้น รวมไปถึงภาวะการเงินที่เอื้ออำนวย จะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และรองรับการชะลอตัวของการส่งออกตามอุปสงค์โลกได้
"การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ ไม่ได้สะท้อนว่า ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายจากนี้ไปจะเป็นขาลง ซึ่งคงต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ก่อนการประชุมครั้งถัดไปด้วย โดยแนวทางการปรับดอกเบี้ยของ กนง. ที่เรายึดมาตลอดคือ การชั่งน้ำหนักความเสี่ยงด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ว่าความสมดุลอยู่ตรงไหน และอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมซึ่งช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัว" นายไพบูลย์กล่าว
ส่วนการปรับดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้จะทำให้ธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากหรือไม่นั้น คงต้องขึ้นอยู่กับกลไกตลาด แต่การที่ กนง.ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 2 ครั้งติดต่อกัน ก็น่าจะทำให้ธนาคารมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงตามบ้าง
ขณะที่นายโอลิเวอร์ แบลนชาร์ด หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ให้ข้อมูลในงานแถลงข่าวที่กรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐ เตือนว่าวิกฤติหนี้สาธารณะในยุโรปเป็นภัยคุกคามและเป็นปัญหาสร้างความกังวลมากที่สุด จนอาจฉุดรั้งเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยครั้งใหม่ และทำให้ไอเอ็มเอฟปรับลดคาดการณ์จีดีพีโลกปี 2555 เหลือ 3% จากเดิมคาดการณ์ไว้ 4% เมื่อเดือนกันยายน 2554 จากนั้นในปี 2556 คาดว่าจีดีพีโลกจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 3.9% จากเดิมคาดการณ์ไว้ 4.5% ส่วนภูมิภาคยุโรปนั้น ไอเอ็มเอฟมองว่าอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยไม่รุนแรงในปีนี้ จีดีพีติดลบ 0.5% และมองแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐปีนี้ไม่เปลี่ยนแปลงให้จีดีพีโต 1.8%
----------
(หมายเหตุ : ภาพแฟ้มข่าว)
----------



