
รับตีความ8ส.ส.พท.แจกถุงยังชีพ
"โฆษกศาลรธน." เผยศาลรธน.รับคำร้องตีความสถานภาพ 8 ส.ส.พท.กรณีแจกถุงยังชีพแล้ว เตรียมรอนำเข้าที่ประชุม "เพื่อไทย" ซัด "อภิสิทธิ์" หลอน "ทักษิณ" ชี้โดนวางกับดักจนถูกโจมตี "ผู้นำฝ่ายค้าน"เตือน รบ. ต้องก้าวข้าม"ทักษิณ" แนะแก้โจทย์ความขัดแย้งไม่ใช่ทำงานเพื่อคน
25ม.ค.2555 นายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านคดีและวิชาการ ในฐานะหัวหน้าโฆษกศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้วินิจฉัยความเป็นสมาชิก 8 ส.ส.พรรคเพื่อไทย(พท.)ว่า ขณะนี้ทางสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งได้รับคำร้องที่ประธานสภาพผู้แทนราษฎรส่งคำร้องมายังศาลเมื่อวันที่ 24 มกราคม โดยขั้นตอนจากนี้ทางศาลรัฐธรรมนูญจะต้องนำคำร้องเข้าตุลาการประจำคดี และจะต้องนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะตุลาการเพื่อพิจารณาว่าจะรับคำร้องหรือไม่ ขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการอยู่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ลงนามและส่งคำร้องที่ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นสมาชิกภาพของ 8 ส.ส.พรรคพท. กระทำการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 และ 266 อันเป็นเหตุให้ความเป็นสมาชิกภาพสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 106(6) หรือไม่ กรณี 8 ส.ส.เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงเจ้าหน้าที่รัฐเป็นส.ส.เข้าเป็นกรรมการบริหารจัดการถุงยังชีพ โดยนายสมศักดิ์ได้ส่งคำร้องยังศาลเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาและศาลเพิ่งได้รับคำร้อง
ทั้งนี้ 8 ส.ส.ที่ขอให้ศาลวินิจฉัยประกอบด้วย 1.พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 2.นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. 3.นายสุรชาติ เทียนทอง ส.ส.กทม. 4.นายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ 5.นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย ส.ส.อุตรดิตถ์ 6.นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. 7.นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. 8.นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ
"เพื่อไทย"ซัด"อภิสิทธิ์"หลอน"ทักษิณ"
นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์บอกให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยุติการแทรกแซงการเมืองนั้น อยากขอให้นายอภิสิทธิ์เลิกวิตกกังวลกับพ.ต.ท.ทักษิณเสียที ขณะนี้อยู่ต่างประเทศยังกลัวจนหลอน นายอภิสิทธิ์คงเห็นว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยกำลังตั้งหลักได้ การแก้ไขปัญหาทุกอย่างลุล่วงไปด้วยดี ทั้งเรื่องอุทกภัย เรื่องยาเสพติด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีความอ่อนน้อมถ่อมตน เข้าได้กับทุกฝ่าย แม้กระทั่งกองทัพ จึงพยายามออกมาเขย่าหรือปั่นป่วน แต่ขอเตือนว่าอย่าออกมาสะเปะสะปะ เพราะจะทำให้เสียภาพลักษณ์ของตัวเอง ส่วนประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นั้น ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไม่เคยคิดที่จะแก้ไข แต่ที่ผ่านมามีความพยายามที่จะวางยา วางกับดักให้พรรคเพื่อไทยเข้าไปตกอยู่ในวังวนของการโดนโจมตี
“ผู้นำฝ่ายค้าน”เตือน“รบ.”ต้องก้าวข้าม“ทักษิณ”
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เพราะไม่ใช่ปัญหาของบ้านเมือง สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้อยู่ในวังวนของความขัดแย้ง แต่ศูนย์กลางความขัดแย้งทั้งหมดอยู่ที่ตัวพ.ต.ท.ทักษิณ พยายามจะเอาชนะกฎหมายไทย ศาลตัดสินแล้วไม่ยอมรับ โดยอ้างว่าเป็นผลพวงมาจากการรัฐประหาร แล้วก็มีความพยายามสร้างเรื่องว่าการรัฐประหารไปเกี่ยวข้องกับสถาบันนั้น สถาบันนี้ ขยายวงความขัดแย้งไป พ.ต.ท.ทักษิณและแนวร่วมพยายามที่จะทำให้เกิดความเข้าใจที่สับสนในสังคม เช่นพ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ ในลักษณะที่สถาบันเกี่ยวข้องหรือสามารถเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองเพื่อที่จะทำให้แก้ไขปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ ได้ และมาตรา 112 ก็เป็นปมปัญหานั้น ซึ่งไม่เป็นความจริง
“ดังนั้นการที่จะก้าวข้ามเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ง่ายที่สุดก็คือรัฐบาล เพราะวันนี้รัฐบาลก็คือผู้สนับสนุนเป็นญาติกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และเป็นผู้มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ มีเสียงข้างมากในสภา ก็ควรทำสิ่งที่เคยสัญญากับประชาชน ไม่ใช่รัฐบาลมาแก้ปัญหาคน ๆ นี้แล้วทำให้เกิดความไม่ถูกต้องในบ้านเมือง และสังคมควรต้องส่งสัญญาณให้ชัดว่าได้เลือกรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาของประชาชน ไม่ได้ให้มาแก้ปัญหาของพ.ต.ท.ทักษิณ และถ้ารัฐบาลไม่หมกมุ่นกับเรื่องพ.ต.ท.ทักษิณ สังคมก็ไม่ต้องมาโต้แย้งขัดแย้งอย่างที่เกิดขึ้นรายวันในขณะนี้ บ้านเมืองก็จะเข้าสู่กระบวนการปรองดองได้โดยอัตโนมัติ” ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าว
อุ้ม“สุขุมพันธุ์”ยันแก้น้ำท่วมตามนโยบาย“รบ.”
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการแก้ปัญหาน้ำท่วมของกทม.ว่า จากการพูดคุยกับผู้ว่าฯ กทม. ได้รับการยืนยันว่า กทม.ทำทุกอย่างตามนโยบายของ ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม (ศปภ.) และตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ที่ได้ทำมาให้เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งระบุว่าได้มอบหมายให้ผู้ว่าฯ กทม. ปิด-เปิดประตูน้ำ และการระบายน้ำเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ทางเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ว่าฯกทม. จะไปฝ่าฝืนคำสั่ง ถ้าผู้ว่าฯกทม.ฝ่าฝืนรัฐบาล มีสิทธิ์ที่จะปลดได้เพียงแต่รัฐบาลไม่ยอมรับผิดชอบ เวลาผู้ว่าฯกทม. ตัดสินใจอะไรแล้วมีพี่น้องบางส่วนไม่พอใจ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา เวลาที่จะต้องมีการจัดการเรื่องระบายน้ำ รัฐบาลก็ทำเพิกเฉย แทนที่จะมาช่วยกทม. อธิบายว่าที่ผู้ว่าฯกทม. ตัดสินใจอย่างนั้นเพราะรัฐบาลให้นโยบายไป แต่พอเกิดความไม่พอใจขึ้นก็โยนมาใส่ผู้ว่าฯ กทม.
กทม.โต้ครม.ปัดทำแผนแก้น้ำท่วมอืด
นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯกทม. แถลงข่าวกรณีที่ประชุมคณะคณะรัฐมนตรีวานนี้(25ม.ค.) ออกมาระบุกทม.ทำงานการฟื้นฟูและแก้ปัญหาน้ำท่วมล่าช้า ภายหลังที่ครม.ได้อนุมัติงบประมาณ 1.9 พันล้านบาทให้แก่กทม.แล้วว่า ตนต้องออกมาร้องขอความเป็นธรรมและข้อเท็จจริง เพราะที่ผ่านมาสำนักนายกรัฐมนตรีได้ทำหนังสือมาถึงกทม.ลงวันที่ 12 ม.ค. แต่หนังสือกลับมาถึงกทม. วันที่ 20 ม.ค. นอกจากนี้ ยังมีหนังสืออีกหนึ่งฉบับจากจากสำนักงบประมาณลงวันที่ 18 ม.ค. แต่มาถึงกทม. วันที่ 23 ม.ค.เช่นกัน หนังสือ 2 ฉบับ เป็นเรื่องที่ครม.ได้มีมติเมื่อวันที่ 10 ม.ค.ให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ จัดทำแผนแก้ปัญหาน้ำท่วมไว้การจัดทำแผนการปฏิบัติการและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ รายการค่าใช้จ่ายในการให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยา ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 จากงบกลาง และให้นำแผนดังกล่าวบันทึกข้อมูลผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ของสำนักงบประมาณ (www.bb.go.th) ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 20 ม.ค. ดังนั้น จึงเห็นว่าหนังสือทั้ง 2 ฉบับมาถึงกทม.ล่าช้า เกินระยะเวลาที่กำหนดให้กทม. บันทึกข้อมูลให้แล้วเสร็จ
อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี่สำนักการระบายน้ำกทม. ได้ส่งรายละเอียดแผนงานและโครงการแผนปฏิบัติการเพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยระยะเร่งด่วนของกทม.จำนวน 114 รายการ ในวงเงินประมาณ 1.9 พันล้านบาท ให้กับสำนักวางแผนการเกษตร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ตั้งแต่วันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมาแล้ว โดยในแผนงานที่เสนอ มีโครงการขุดลอกคูคลองในกรุงเทพฯ 29 คลอง ในวงเงิน 67 ล้านบาทเท่านั้น ไม่ใช่ 1.9 พันล้านบาท ทั้งนี้ ในวันที่ 26 ม.ค.ตนจะไปชี้แจงในที่ประชุมการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่กรุงเทพฯในวันที่ 26 ม.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล
“ผมตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว พบว่ามติครม.ดังกล่าวมีขึ้นในที่ 15 ม.ค. ไม่ใช่วันที่ 10 ม.ค.ตามที่หนังสือทั้ง 2 ฉบับระบุ ซึ่งผมได้สั่งให้สำนักงบประมาณทำหนังสือชี้แจ้งว่าได้รับหนังสือมาเมื่อไหร่ แต่ขณะนี้กทม.ยังไม่ได้จัดสรรงบกลาง 1.9 พันล้านแม้แต่บาทเดียว เรื่องนี้เป็นเหตุให้รัฐมนตรีบางคนเข้าใจผิด แล้วมาติกทม. จึงอยากให้ข้อเท็จจริงเป็นเอกสารเพื่อไม่ให้ประชาชนเข้าใจผิดว่ากทม.ล่าช้า”นายธีระชนกล่าว และว่า ส่วนจะเป็นการวางยาหรือไม่ ตนไม่อยากคิดแบบนั้น ให้ประชาชนเป็นผู้คิดเอง"
ผู้สื่อข่าวถามกรณีนายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ออกมาโจมตีกทม.ในการประชุมครม.วานนี้ ว่า กทม.ทิ้งกระสอบทรายบริเวณคูคลองนั้น นายธีระชน กล่าวว่า “ไม่เป็นไรและดี ผมจะพาสื่อไปดูเองเพราะวันศุกร์นี้จะเชิญนายสุภาพ คลี่ขจาย พิธีการข่าวทางสถานีโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์ไปดู ดังนั้นตอนนี้มันการเมืองล้วน ๆ จึงต้องนิ่ง ใครโกหกอะไรมา เราก็ตอบข้อเท็จจริงไปทั้งหมด ตอนนี้หลายเรื่องเป็นประเด็นการเมือง แต่ผมก็จะชี้แจงข้อเท็จจริง และคนกรุงเทพฯจะเลือกคนที่พูดความจริง”
“ปราโมย์”ฉะน้ำท่วมปี54หน่วยงานรัฐไม่เตรียมข้อมูล
ที่ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสถาบันเอเชียศึกษา ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า ร่วมกันเปิดเวที Peacetalk อาทรเสวนา “อภิมหาโปรเจกต์ สู้น้ำ: คิดดี คิดชอบ คิดรอบ หรือยัง ? ” ซึ่งในช่วงบ่ายมีการสวนาหัวข้อ การบริหารจัดการ ตั้งรับ-รับมือ อย่างไรเมื่อภัยมา ? โดยมีวิทยากร ประกอบด้วย นายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทานและ กรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ(กยน.) นายอดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร (ผู้ประสานงานการแก้ไขปัญหาอุทกภัยเหนือแนวบิ๊กแบ๊ก) และนายจรูญ สุขแป้น ผู้นำเครือช่ายท่อทองแดงกำแพงเพชร-สุโขทัย (การบริหารจัดการน้ำ:ภาคเหนือแบบมีส่วนร่วม)
นายปราโมทย์ กล่าวว่า การตั้งรับกับภัยนำท่วมเมื่อปี 2554 มีปัญหามาก เรื่องแรกเหตุการณ์ธรรมชาติต่างๆที่จะต้องเกิดขึ้นแต่ไม่เกิดขึ้นนั้น ทำให้หน่วยงานราชการไม่เคยมีความคิดว่าจะมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น ก็มีการบริหารจัดการตามปกติ จนกระทั่งพายุไหหม่า เข้ามาในลุ่มน้ำน่านเกิดน้ำท่วมอยู่แล้ว เป็นเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ประเมินว่าเหตุการณ์ในอนาคตรุนแรงหรือไม่ แสดงให้เห็นว่าไม่มีประสบการณ์ว่าเรื่องแบบนี้จะต้องเตรียมพร้อมรับมืออย่างไร และเมื่อน้ำมายังลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน และเจ้าพระยา ไม่เคยวางแผนเพื่ออนาคต ซึ่งปี 2554 เป็นบทเรียนของผู้ปฏิบัติว่าต้องติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด ส่วนรัฐบาลก็ไม่มีการบอกกล่าวข้อมูลข่าวสาร ไม่มีการเตรียมการ จนน้ำเริ่มล้นตลิ่งมากขึ้นก็ไม่มีการหยุดยั้ง ทำให้เห็นได้ว่าไม่มีประสบการณ์ตั้งรับกับภัยพิบัติ ที่มีน้ำจำนวนมาก และปี 2554 ก็เป็นประวัติศาสตร์มหาอุทกภัย ทั้งที่ข้อมูลมีพร้อมอยู่แล้วแต่ก็ไม่มีการบริหารข้อมูล ขณะที่ประชาชนก็ไม่รู้เรื่องของธรรมชาติในอนาคตจะเป็นอย่างไร ซึ่งเห็นว่าไม่สามารถที่จะโทษว่ามีพายุมีจำนวนมาก แต่เรื่องที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากการบริหารไม่เป็น
โดยบทเรียนในปี 2554 รัฐบาลตระหนักหรือไม่ ซึ่งต้องเอาบทเรียนนี้มาคุยกันว่าอะไรคือจุดบกพร่อง และหากแก้ไขได้หมดก็จะรับมือในปี 2555 ได้ ซึ่งเรื่องข้อมูลข่าวสารก็ต้องรู้ก่อนว่าคืออะไร ทั้งที่ข้อมูลข่าวสารมีอยู่แล้วแต่ไม่นำไปสู่การให้ประชาชนรับรู้ โดยเฉพาะเรื่องฝนที่จะกลายเป็นน้ำท่า ทั้งนี้การที่ไม่มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์
“ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป องค์กรท้องถิ่นต้องให้ความรู้กับผู้คน ว่ายุทธศาสตร์การปรับตัวกับภัยขอให้ช่วยกัน หากท้องถิ่นไม่ยอมรับไม่ช่วยกันก็ไม่ได้ ซึ่งแกนกลางคือรัฐบาลก็ต้องดำเนินการ ส่วนผู้ว่าราชการจังหวัดก็ต้องเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ส่วนเรื่องการเปิดปิดประตูระบายน้ำนั้น ขณะนี้เขื่อนทั้งหลายทั้งเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติต์น้ำเกือบเต็ม แต่อย่าเพิ่งวิตกเพราะยังมีหน้าแล้งอีก ซึ่งเมื่อน้ำลงมาแล้วต้องกระจายน้ำไปในพื้นที่ต่างๆ เป็นเรื่องที่ต้องทำ ส่วนจะไปทางไหนผมพูดลำบาก ส่วนการที่จะตั้งศูนย์นั้น เราตั้งศูนย์เป็นแต่การบริหารจัดการไม่มีทิศไม่มีทาง” นายปราโมทย์ กล่าว
นอกจากนี้นายปราโมช์ กล่าวว่า ในนิคมอุตสาหกรรม ที่มีพื้นที่กว้างนั้นเหตุใดไม่มีแนวความคิดจะป้องกันตัวเองทั้งที่สามารถทำได้โดยการทำถนนเป็นทางรายน้ำ ซึ่งตนมองว่าไม่มีความเข้าใจประวัติศาสตร์น้ำ ทั้งนี้ต้องสำรวจว่าออะไรคือข้อบกพร่อง ซึ่งมีบทเรียนจากปี 2554 แล้วก็รู้ว่าอะไรคือจุดบกพร่อง หากสามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมดก็จะรับมือได้ โดยสิ่งแรกที่มีความสำคัญที่สุดคือการบริหารข้อมูลข่าวสาร และต้องมีการกระจายน้ำหรือเฉลี่ยไปยังทุ่งหรือพื้นที่รับน้ำต่างๆ ขณะที่ใน 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาต้องมีระบบบริหารจัดการให้ได้ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เริ่มตั้งแต่จ.พระนครศรีอยุธยา โดยใช้หลักการนำน้ำออกสู่ทะเลโดยเร็ว และขณะนี้ต้องมีการศึกษา สำรวจ พื้นที่ทำฟลัดเวย์ก่อน ซึ่งเชื่อว่าหลายคนใน กยน.ก็ทำไม่สำเร็จ แต่วิธีการก็ต้องจ้างบริษัทเอกชนสำรวจทุกด้าน พร้อมกำหนดระยะเวลา ก็เชื่อว่าจะแก้ไขปัญหาได้หมด อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าหากมีการเรียนรู้ในอดีตโดยสำรวจจากคราบน้ำว่าอยู่ในระดับใด แล้วทำคันกั้นเพิ่มอีก 50 ซม. ก็จะไม่มีประวัติศาสตร์ใดเกินปี 2554 ทั้งนี้ตนขอสนับสนุนให้แต่ละชุมชนหรือนิคมอุตสาหกรรม สร้างระบบปิดล้อมหรือแนวคันกั้นน้ำด้วยตัวเอง เพราะเชื่อว่จะสามารถบริหารจัดการน้ำได้
ด้านนายอดิศักดิ์ กล่าวว่า ในภาพรวมคิดว่าปัญหาภัยพิบัติที่เกิดรุนแรงเกินกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งหากตั้งศปภ.2 ขึ้นมานั้นก็จะเป็นการแสดงให้เห็นว่าไม่มีการเรียนรู้บทเรียน เพราะการตั้งศปภ. เป็นการตั้งหน่วยงานที่ช่วยเหลือหลังน้ำท่วมแล้ว ซึ่งเรื่องที่จะต้องทำให้เร็วที่สุดนั้นคือ ตนขอเสนอให้รัฐจัดระบบบริหารจัดการใหม่ ซึ่งจะเป็นองค์กรของชาติในการแก้ไขปัญหาอุทกภัย เพื่อความเป็นเอกภาพในการแก้ไขปัญหา ขณะที่การตั้ง กยน. ขึ้นมาโดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธานนั้น ก็ถือว่ามีอำนาตเต็มในการสั่งการอยู่แล้ว ซึ่งขณะนี้ต้องรีบตัดสินใจแล้วว่าจะดำเนินการอย่างไร
ส่วนเรื่องการรับมือนั้น ก็ต้องรู้เขา รู้เรา โดยการรู้ข้อมูลว่ามีปริมาณน้ำเพียงใด ทิศทางรุนแรงหรือไม่ ซึ่งรัฐบาลต้องช่วยเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนรับทราบ รวมทั้งภาคภาคประชาชนก็ต้องเรียนรู้ข้อมูลด้วย แต่หากไม่มีการดำเนินการดังกล่าวอาจจะทำให้จมน้ำอีกก็ได้ ส่วนการที่จะรู้เรา ก็ต้องคิดว่าจะป้องกันอย่างไร โดยต้องพิจารณาการเตรียมการป้องกัน ซึ่งควรพิจารณาว่าเป็นการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดอุทกภัยหรือป้องกันเพื่อลดความรุนแรงของน้ำ
ด้านนายจรูญ กล่าวว่า ในเชิงลึกภาคประชาชน ต้องจัดการคนก่อนว่าทำอย่างไรคนกับน้ำจะอยู่ร่วมกันได้ โดยพื้นที่ของตนได้มีการพูดคุยทั้งอำเภอก่อนไปยังจ.สุโขทัยและไปยังจ.กำแพงเพชร ซึ่งอยู่ที่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ และการที่ภาคประชาชนมีส่วนร่วมนั้นก็ได้มีการตั้งเครือข่ายประชาชนที่มีส่วนร่วมใน 5 อำเภอ โดยการแก้ไขปัญหาน้ำจำนวนมาก ซึ่งตนอยู่ในพื้นที่ต้นน้ำก็จะมีการรายงานข้อมูลตลอดว่ามีน้ำจำนวนมาก ขณะเดียวกันจะมีแก้มลิงเป็นคลองในพื้นที่ให้น้ำเต็มเพื่อไม่ให้ท่วมจ.สุโขทัย ทั้งนี้เป็นเรื่องที่ทำมาโดยตลอดและเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากชุมชน โดยเมื่อมีปัญหาเครือข่ายผู้ใช้น้ำจะเป็นผู้ดูแลน้ำ ถือกุญแจประตูระบายน้ำเอง โดยมีกรมชลประทานเป็นพี่เลี้ยง และยืนยันว่าการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ขณะนี้ไม่มีปัญหาแล้ว ขณะที่เมื่อมีภัยแล้งก็ร่วมกันแก้ไขปัญหาด้วย แต่การแก้ไขปัญหาใช้ภูมิปัญญาของชาวบ้าน ไม่ได้รอการช่วยเหลือจากภาครัฐเพราะมีความล่าช้า



